"ปกรณ์" ประเดิมเทปแรก "คุยกับ ครม.อนุทิน" จ่อปรับระบบราชการลดรายจ่ายประจำ《Pakorn》首播《与内阁对话》第一集:阿努廷讨论了公务员制度改革和减少经常性开支。
"ปกรณ์" ประเดิมรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" เดินหน้าพัฒนาระบบราชการ ตั้งคำถามต้องลดรายจ่ายประจำ-จำนวนคน หลังทำงบลงทุนเหลือเพียง 20% พร้อมปักธง Open Government เชื่อมฐานข้อมูลสู้คอร์รัปชัน

วันนี้ (5 ก.ย.2569) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" เทปแรก กล่าวถึงแนวทางการปรับระบบราชการ ว่า ไม่อยากใช้คำว่า "ปฏิรูประบบราชการ" แต่เปลี่ยนเป็น "การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ" เนื่องจากกระบวนการปฏิรูประบบราชการแต่ละครั้งเป็นภาพจำของความล้มเหลว มีเพียงการตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษาวิจัย มีแต่นโยบายแนวทาง แต่ไม่ลงมือทำ
นายปกรณ์ ชี้ว่า ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำเพิ่มสูงถึง 73% จากงบประมาณทั้งประเทศ มีงบลงทุนเพียง 20% ที่เหลือเป็นงบใช้หนี้ หากสามารถปรับลดงบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบประจำลง และนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น ประเทศจะไปได้ดีกว่านี้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ทุกรัฐบาลคิดมาตลอด แต่ยังไม่มีการลงมือทำ
ขณะเดียวกันหากไม่พัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ก็จะไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะพัฒนาประเทศในด้านอื่น ขณะที่ประเทศคู่แข่งหรือประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบราชการ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ จากการเป็นรัฐที่ควบคุมจำกัด กลายเป็นรัฐที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน เพราะฉะนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
นายปกรณ์ มองว่า มีอยู่ 3-4 ส่วน คือ การลดอัตรากำลัง รีดไขมันออก ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยทำงานได้แล้ว งานบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากเหมือนเมื่อก่อน เช่นเดียวกับภาคเอกชนประเทศจีน มีการเดินหน้าใช้ AI ทดแทนแรงงานและสร้างงานใหม่ให้กับกลุ่มคนที่ออกไป เพื่อสร้างรายได้ใหม่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว จึงทำให้เห็นว่าไทยต้องเปลี่ยน ก่อนที่จะตามใครไม่ทัน
ส่วนที่ 2 คือกระบวนการทำงานของภาครัฐ ต้องลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ไม่ใช่เพียงแต่ลดคน และต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เทียบเท่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งที่หายไป ผลที่จะได้คือจะใช้งบประมาณในส่วนรายจ่ายประจำน้อยลง และจะมีงบในการพัฒนาประเทศจาก 20% สู่ 30% และใช้เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ด้วย
เรามีการวางโครงสร้างเรื่องการพัฒนาระบบราชการมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังไม่ได้รับการพัฒนา สิ่งที่ขาดหายไปคือการลงมือทำจริง แม้จะตั้งสำนักงาน ก.พ.ร.ขึ้นมา ก็ไม่มีการลดจำนวนคน และตำแหน่งที่เพิ่มไม่ใช่การเพิ่มตำแหน่งปฏิบัติการ แต่เพิ่มตำแหน่งผู้กำหนดนโยบาย ตำแหน่งบริหาร จนทำให้หลายหน่วยไม่มีผู้ปฏิบัติงาน แล้วจะเดินได้อย่างไร หัวโตตัวลีบ ไม่มีแรงเดิน
"ปกรณ์" ประเดิมเทปแรก "คุยกับ ครม.อนุทิน" จ่อปรับระบบราชการลดรายจ่ายประจำ
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การปฏิรูประบบราชการสู่การเป็น Digital Government และจะต้องเป็น Open Government เป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ไม่มีทุจริต ทุกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้โกงไม่ได้ การเดินหน้าสู่ Digital Government คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ไม่ใช่การเพิ่มคนในการทดแทนงานบางอย่างที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้คนทำ เช่น การเดินหนังสือ เพราะมีระบบที่สามารถส่งตรงได้ ผ่านการใช้ Agentic AI วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำ ด้วยการเชื่อมฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้เป็น Digital Government เพราะฐานข้อมูลในปัจจุบันยังไม่เชื่อมกัน และเปลี่ยนจากการสแกนภาพเก็บข้อมูลเป็น Machine-Readable format ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ได้
ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า มีการลดจำนวนคน แล้วจะลดประสิทธิภาพในการทำงานนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า แต่ละงานไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่คิดอยู่บนพื้นฐานคือระบบราชการไทยจ้างแบบ One Size Fits All ซึ่งมีภารกิจของแต่ละคนทแตกต่างกัน การออกแบบระบบการจ้างจึงต้องแตกต่างกันไป อย่างครู แพทย์ ตำรวจ มีภาระงานตารางเวลาที่ไม่เหมือนกัน แต่กฎหมายไทยถูกออกแบบการจ้างงานของข้าราชการให้เหมือนกัน ไม่สอดรับกับความเป็นจริง
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการคงอัตรากำลัง ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ถือเป็นอัตรากำลังสูงสุดเท่าที่จะมีได้ และหลังจากนี้จะค่อยๆ ทยอยลด โดยใช้สิ่งอื่นเข้ามาทดแทน ทั้งการใช้เทคโนโลยี หรือการจ้างงานรูปแบบอื่น ทดแทนการเป็นข้าราชการ
นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีกระแสดรามายกเลิกการจ้างงานตำแหน่ง "บรรณารักษ์" ว่า บรรณารักษ์ เป็นวิชาชีพ ไม่ได้บอกว่าจะยกเลิก แต่หากเกษียณจะไม่มีการบรรจุเพิ่มเป็นข้าราชการ แต่ใช้การจ้างด้วยวิธีอื่น ซึ่งบริบทของห้องสมุดต่างไปจากเดิมที่แต่ก่อนคนจะต้องวิ่งเข้าห้องสมุด แต่ปัจจุบันต้องนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้คนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเดินทางมา เพราะฉะนั้นจะต้องพัฒนาประสิทธิภาพของวิชาชีพว่าจะไปในทิศทางใด ไม่ใช่อยู่แบบเดิม
ส่วนการพัฒนาบริการของรัฐต่อประชาชนให้เป็นศูนย์ One Stop Service นั้น เดิมหน่วยงานใครหน่วยงานมัน ทำงานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่จะต้องทำงานแบบ Cross-functional เพราะประชาชนจะมองว่ารัฐเป็นหนึ่งองคาพยพ หากไม่เชื่อมโยงกันจะกลายเป็นภาระกับประชาชน โดยรัฐมีหน้าที่เชื่อมฐานข้อมูลของรัฐเข้าด้วยกัน และเรามีกฎหมายการอนุมัติอนุญาตและการให้บริการภาครัฐของทางราชการแล้ว หรือที่เรียกว่า Super License ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบระบบและอยู่ระหว่างการหารือของ ก.พ.ร. กับเอกชน ขณะเดียวกันก็พัฒนาระบบโดยให้มีช่องทางแบบ Fast Track นำเข้ามาอยู่ในระบบ จะลดช่องว่างการทุจริต
ขณะที่การเดินหน้าคัดกรองกฎหมายซ้ำซ้อน นายปกรณ์ กล่าวว่า อยู่ในนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งในหมู่นักกฎหมายมีอยู่ 1 คำพูดติดปากคือ "นางฟ้าอยู่ในหลัก ซาตานอยู่ในรายละเอียด" โดย "นางฟ้า" คือ พ.ร.บ. ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพคนที่จะไม่มีรายละเอียดมากนัก ขณะนี้เรามีกฎหมายลูกคือการกำหนดกฎเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการดำรงชีวิตของคน ประมาณ 7,600 ฉบับ จะต้องลดจำนวนลงให้ได้ โดยต้องดูที่กฎหมายลำดับรอง และหากเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไข จะต้องนำออกมารับฟังความคิดเห็นในระบบกลางทางกฎหมาย และเมื่อผ่านจะนำเข้าสู่ กรอ. ซึ่งถือเป็นภาคเอกชนที่ประสบภัยโดยตรง และ ครม.เพื่ออนุมัติหลักการ
นายปกรณ์ ระบุอีกว่า สำหรับตัวชี้วัดว่าสิ่งที่ทำมาถูกทางหรือประสบความสำเร็จนั้น ระยะเวลาการให้บริการของหน่วยงานต่าง ๆ ถือเป็น KPI ที่ชัดเจน ในแต่ละกระบวนงาน KPI ที่กำหนดใหม่ หลังจากที่กฎหมายอำนวยความสะดวกมีผลใช้บังคับ ระยะเวลาในแต่ละเรื่องจะต้องลดลงไม่น้อยกว่า 20-30% พร้อมย้ำว่า ต้องการรีแบรนด์ใหม่สู่การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ แต่ปัจจุบันยังสลัดภาพนี้ไม่หลุด หรือง่ายๆ ว่าต้องเปลี่ยนระบบราชการจากการบริหารตามแท่งที่ยังคงล้างไม่ออก
มท.4 แจงปม IP Address เดียวโผล่สมัครสอบท้องถิ่นหลายคน ขออย่าด่วนโยงทุจริต
คลังปรับเกณฑ์ "ไทยเที่ยวไทยพลัส - โซลาร์ครัวเรือน" คาดใช้สิทธิ ต.ค.นี้
มหาดไทยเนรเทศ "ชายชาวอิสราเอล" พ้นประเทศ มีพฤติกรรมข่มขู่คนไทย
งบประมาณรายจ่ายประจำ
今天(2026年9月5日),副总理帕空·尼拉普拉潘在“阿努廷内阁访谈”节目第一期节目中接受采访,探讨了公务员制度改革的方针。他表示,他更倾向于使用“提高公务员制度效率”而非“公务员制度改革”一词,因为以往的公务员制度改革尝试均以失败告终,仅仅停留在设立委员会、工作组和开展研究的阶段,只有政策和指导方针,却没有任何实际行动。
帕空先生指出,目前经常性支出占国家预算总额的73%,仅有20%用于投资,其余部分用于偿还债务。他质疑,如果能够减少经常性支出,并将更多资金用于国家发展,国家经济是否会更好。历届政府都曾考虑过这个问题,但始终没有采取任何行动。
与此同时,如果公务员队伍的效率得不到提高,国家就没有足够的资金用于其他领域的发展。而与此同时,竞争对手或邻国正在发展和重组其公务员制度,改变政府的运作方式,从限制性政府转变为促进私营企业发展的政府。因此,泰国的竞争力将持续下降。这就是目前正在发生的事情。
帕空先生认为,关键在于三到四个方面:减少劳动力、降低成本以及利用现有技术辅助完成任务。有些工作可能不再需要像以前那样多的人手。同样,中国私营部门正在积极利用人工智能来替代人力,并为那些离开劳动力市场的人创造新的就业机会,从而带来新的收入。这些趋势已经出现,凸显了泰国必须尽快适应,以免落后。
第二部分涉及政府流程。冗余程序必须精简,不仅要裁员,还要提高效率,使其达到之前的水平,以弥补任何损失。这将降低经常性支出,从而释放20%至30%的资金用于国家发展,并使资源能够用于灾害防备。
我们制定了公务员制度发展规划,但一直未能落实。真正缺失的是实际行动。即便成立了公务员委员会,人员编制也没有减少,新增的职位也并非一线岗位,而是政策制定和行政管理岗位。这导致许多机构人手不足。这样下去,我们该如何前进?这就好比头大身小,力不从心。
《Pakorn》首播《与内阁对话》第一集:阿努廷讨论了公务员制度改革和减少经常性开支。
帕空先生进一步指出,改革公务员制度,向数字化政府和开放型政府转型至关重要——一个透明、廉洁、高效且全面管控的政府,能够杜绝任何舞弊行为。迈向数字化政府意味着充分利用技术,而不仅仅是增加人员来取代不必要的工作,例如文件递送。系统可以利用智能体人工智能直接传输文件,进行精准的数据分析,并将所有数据库连接起来,从而构建真正的数字化政府。目前,数据库之间尚未互联,从扫描图像到存储数据的转变至关重要,而这需要人工智能分析。
针对裁员会降低效率的说法,帕空先生指出,虽然每个岗位的情况都不尽相同,但其根本原则是泰国公务员制度采用的是“一刀切”的方式,这意味着每个人的职责都不尽相同。因此,雇佣制度必须因人而异。例如,教师、医生和警察的工作量和工作时间安排各不相同,但泰国法律却试图统一雇佣公务员,这并不符合实际情况。
政府目前的做法是维持内阁决议通过时的最大公务员队伍规模。之后,将逐步缩减公务员队伍,例如通过技术或其他形式的就业来替代部分公务员。
帕空先生还谈到了围绕取消“图书管理员”职位的争议,他表示图书管理员是一个职业,目前没有任何迹象表明该职位将被废除。然而,退休后,不会再有公务员职位空缺;取而代之的是,将通过其他途径提供就业机会。图书馆的运作方式已与过去人们必须亲自前往图书馆不同。如今,信息必须录入系统,以便人们无需出行即可获取。因此,该职业的效率必须在未来得到提升和发展,而不是停滞不前。
关于将政府公共服务发展为一站式服务中心,以往各部门各自独立运作,一对一地提供服务。然而,这需要跨部门协作,因为民众将政府视为一个相互关联的整体。缺乏互联互通,就会成为民众的负担。政府有责任整合其数据库。我们已有相关法律法规规范政府审批、许可和服务提供,即所谓的“超级许可证”,目前公务员委员会和私营部门正在就此进行系统设计和磋商。与此同时,我们正在开发一套快速通道系统来整合这些流程,从而减少腐败的机会。
关于精简冗余法律的举措,帕空先生表示,这已是政府政策的一部分。他引用了法律界的一句谚语:“原则是天使,细节是魔鬼。”这里的“天使”指的是那些缺乏具体细节、限制权利和自由的法律。目前,大约有7600部附属法律规范着人们生活的规则、方法和条件。这一数字需要通过审查附属立法来减少。任何需要修订的法律问题都将提交中央法律论坛进行公众咨询。一旦获得批准,这些问题将提交给代表直接受影响的私营部门的国家经济和社会委员会(NESC)和内阁进行最终批准。
帕空先生进一步指出,衡量各项举措是否走在正确轨道上或取得成功,各机构的服务交付时间是衡量每个流程的关键绩效指标(KPI)。新制定的KPI在《便利法》生效后,必须将每项事务的处理时间至少缩短20%至30%。他强调需要重塑公务员体系的形象,以提高其效率,但他指出,目前的形象依然根深蒂固;简而言之,公务员体系必须从难以根除的层级式传统管理结构转型。
内政部长解释了同一个 IP 地址出现在多个地方政府考试申请中的问题,并敦促人们不要草率地将其与腐败联系起来。
财政部已调整“泰国旅游+”和“家庭太阳能”计划的标准,预计将于今年10月开始实施这些优惠政策。
泰国内政部将一名威胁泰国公民的以色列男子驱逐出境。
年度支出预算