35 ปี เวที IMF–World Bank ไทยเปลี่ยนโจทย์ “ดึงเงินทุน” สู่ “เทคโนโลยี”国际货币基金组织-世界银行论坛35周年:泰国将重点从“吸引资本”转向“技术”。
ประเทศไทยกำลังจะกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) หรือประชุม IMF–World Bank 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ที่กรุงเทพฯอีกครั้ง หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 2534 ซึ่งก

ประเทศไทยกำลังจะกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) หรือประชุม IMF–World Bank 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ที่กรุงเทพฯอีกครั้ง หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 2534 ซึ่งการประชุม IMF–World Bank เมื่อ 35 ปี ถือว่าเป็นเวทีที่สะท้อนจุดเปลี่ยนของไทยจากเศรษฐกิจเกษตรสู่ฐานการผลิตเพื่อส่งออก โดยปีนี้ ไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในฐานะเศรษฐกิจระดับบนของภูมิภาค ขยับเป้าหมายจาก “ดึงเงินทุน” สู่การดึง การลงทุนคุณภาพ เทคโนโลยี AI ทักษะแรงงาน และห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมใช้เวทีผลักดันการค้าและการลงทุนระยะยาว
35 ปี เวที IMF–World Bank ไทยเปลี่ยนโจทย์ “ดึงเงินทุน” สู่ “เทคโนโลยี”
ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า ปี 2534 ไทยมี GDP ราว 98,235 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.51 ล้านล้านบาท มีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า จากประมาณ 1,766 ดอลลาร์ในปี 2534 เป็น 8,056 ดอลลาร์ในปี 2568 และเศรษฐกิจขยายตัว 8.56% ขณะที่มูลค่าส่งออก 28,421 ล้านดอลลาร์หรือ 726,000 ล้านบาท
โดยสินค้าส่งออกสำคัญมีทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าอุปโภคบริโภค ในเวลานั้น ไทยกำลังเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรและทรัพยากรไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ซึ่งการรักษาความสามารถในการแข่งขัน การขยายตลาด และการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป็นโจทย์สำคัญของไทยในทศวรรษ 1990
นอกจากนี้ ข้อมูล IMF แสดงให้เห็นว่าในปี2534 ไทยมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิ ประมาณ 51,389 ล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับเงินลงทุนประมาณ 23,840 ล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับเงินลงทุนประมาณ 8,981 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของทุนต่างชาติในการวางฐานการผลิตอุตสาหกรรมไทยในช่วงดังกล่าว ด้านการค้า ไทยส่งออก 28,421 ล้านดอลลาร์หรือ 726,000 ล้านบาท ในปี 2534 ก่อนเพิ่มเป็น 32,474 ล้านดอลลาร์ในปี 1992 ขณะที่ GDP ขยายตัวต่อเนื่องกว่า 8% ในช่วงดังกล่าว
แม้ว่า ตัวเลขดังกล่าวจะไม่ได้ท้อนอย่างชัดเจนจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank เพราะไทยอยู่ในช่วงการเติบโตจากการเปิดเสรี การลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออกอยู่แล้ว ดังนั้นการประชุมจึงมีความสำคัญในฐานะ เวทีแสดงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นต่อไทย มากกว่าจะเป็นสาเหตุเดียวของการลงทุนที่เกิดขึ้นภายหลัง
ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา รายได้ต่อหัวของไทยเพิ่มขึ้นจาก 4.51 หมื่นบาทต่อคนในปี 2534 เป็นประมาณ 2.65 แสนบาทต่อคนในปี 2568 สะท้อนการขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ไทยสร้างงานในระบบเพิ่มเกือบ 11 ล้านตำแหน่ง และเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลกมากขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็นประมาณ 71.1% ของ GDP ในปี 2568
ดังนั้น หากปี2534 เป็นช่วงที่ไทยต้องการ เงินทุนเพื่อสร้างฐานการผลิต เป้าหมายของปี 2569 จึงเปลี่ยนเป็น เงินทุนเพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมสีเขียว สุขภาพ อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
การประชุมปี2569 จึงมีบริบทแตกต่างจากปี2534 อย่างชัดเจน โดย World Bank มองว่าเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องเร่งผลิตภาพผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะ และการเพิ่มมูลค่าในประเทศ พร้อมระบุอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย 5 กลุ่ม ได้แก่ การผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร บริการดิจิทัล การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ขณะที่เวที Annual Meetings 2026 จะให้ความสำคัญกับ AI การระดมทุนภาคเอกชนเพื่อการพัฒนา และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
เมื่อเทียบกับปี2534 ผลลัพธ์ที่ไทยคาดหวังจากการเป็นเจ้าภาพปี 2569 จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่เม็ดเงินจากการจัดงาน แต่เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาว 4 ด้าน คือ 1.การลงทุน โอกาสที่นักลงทุน บริษัทข้ามชาติ และผู้นำทางการเงินจากกว่า 191 ประเทศเข้ามาในไทย เพื่อสร้างโอกาสเจรจาและดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง 2. เทคโนโลยีและผลิตภาพ ตั้งเป้าให้การลงทุนต่างชาติไม่ได้จบเพียงการนำเงินเข้าประเทศ แต่ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย 3.การค้าและห่วงโซ่อุปทาน — เชื่อม SME ไทยกับบริษัทระดับโลก เพื่อให้ธุรกิจไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain และเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และ 4.เงินทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐานและความยั่งยืน — ใช้ความร่วมมือกับ World Bank ผลักดันการบริหารจัดการน้ำ พลังงานสะอาด เมืองคาร์บอนต่ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น “ผลลัพธ์” ที่ไทยต้องการจากการประชุมครั้งที่ 2 จึงเป็นคนละโจทย์กับครั้งแรก จากการใช้เวทีเพื่อ สร้างความเชื่อมั่นและดึง FDI เข้าสู่ฐานการผลิต มาเป็นการใช้เวทีเพื่อ ยกระดับคุณภาพของ FDI เพิ่มผลิตภาพ สร้างงานทักษะสูง และเชื่อมธุรกิจไทยเข้ากับทุนและเทคโนโลยีระดับโลก
หากการประชุมปี2534 ไทยในฐานะ “Emerging Manufacturing Hub” ดังนั้นการประชุมปี2569 จึงเป็นโอกาสของไทยในการนำเสนอภาพใหม่ในฐานะศูนย์กลางที่ได้รับความไว้วางใจ “Trusted Hub ” ของเศรษฐกิจเอเชีย ท่ามกลางโลกที่เผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
World Bank ระบุว่า การประชุมปี2569 เป็นโอกาสให้ไทยนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศและสร้างแรงส่งไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูง ขณะที่เวทีดังกล่าวจะสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของไทยต่อประชาคมเศรษฐกิจโลก
การประชุมปี2569 ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือการเปิดขอบฟ้าใหม่ เสริมพลังประชาชน และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วม กว่า 15,000 คน จากกว่า 191 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักคิด และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลก โดยประเด็นหารือครอบคลุมการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยให้มีเม็ดเงินสะพัดนับหมื่นล้านบาท จากการใช่จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้
โดยประเทศไทยเตรียมผลักดัน 4 เสาหลัก ในการหารือ การเปลี่ยนผ่านดิจิทัลและ AI เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth)การสร้างภูมิคุ้มกัน/ความยืดหยุ่นในโลกที่แตกแยก” Building Resilience in a Fragmented World)การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินใหม่เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation)และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจอายุยืน(Demographic Change and the Longevity Economy)
ดังนั้นเวทีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการประชุมด้านการเงินระหว่างประเทศ แต่เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนนโยบายและประสบการณ์ระหว่างประเทศ รวมถึงกำหนดแนวทางรับมือความท้าทายใหม่ของเศรษฐกิจโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวถึงการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ซึ่งจะมีผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลกกว่า 15,000 คนเข้าร่วม ถือเป็นโอกาสสำคัญต่อเนื่องจาก Bangkok Business Summit 2026 ในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงตลาดและเครือข่ายระดับโลก ก่อนประเทศไทยก้าวสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2028
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
โดยประเด็นที่หารือในเวทีดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ นโยบายภาครัฐ และคุณภาพชีวิตประชาชน จึงเป็นวาระที่ภาคธุรกิจและคนไทยควรติดตาม พร้อมร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีและนำเสนอศักยภาพของประเทศสู่ประชาคมโลก
จึงกล่าวได้ว่าปี 2534 ไทยต้องการให้โลกเข้ามาลงทุนในไทย ขณะที่2569 ไทยต้องการให้โลกเข้ามาลงทุน พร้อมนำเทคโนโลยี ความรู้ ตลาด และห่วงโซ่อุปทานเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยในรอบ 35 ปี
ชู 4 วาระ ดันเศรษฐกิจโลกยั่งยืน ไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026
“เอกนิติ” ชูเวที IMF–World Bank ดึงทุนโลก–ดัน “Bangkok Blueprint”
ประชุม World Bank-IMF เงินสะพัด 1 หมื่นล้าน ดึงทุน AI-EV-Data Center เข้าไทย
ประชุม IMF–World Bank
การลงทุนจากต่างประเทศ
ประชุม IMF–World Bank 2026
ไทยเจ้าภาพประชุมIMF-World bank 2026
ไทยเจ้าภาพประชุมธนาคารโลก-IMF
泰国将于2026年10月12日至18日在曼谷主办国际货币基金组织(IMF)和世界银行(World Bank)年会,即“2026年IMF-世界银行年会”。这将是泰国自1991年以来首次主办该会议。35年前的上一次IMF-世界银行年会是泰国发展历程中的一个转折点,标志着泰国经济从农业经济转型为出口导向型制造业。今年,作为东道主,泰国计划利用此次论坛,重点吸引优质投资、人工智能技术、熟练劳动力和全球供应链,以促进长期贸易和投资。
国际货币基金组织-世界银行论坛35周年:泰国将重点从“吸引资本”转向“技术”。
世界银行的数据显示,1991年泰国国内生产总值约为982.35亿美元,约合2.51万亿泰铢。人均收入增长超过四倍,从1991年的约1766美元增至2025年的8056美元,经济增长率为8.56%。出口额为284.21亿美元,约合7260亿泰铢。
主要出口产品包括工业品和消费品。当时,泰国正从农业和资源型经济向出口导向型经济转型。在20世纪90年代,保持竞争力、拓展市场和促进区域经济合作是泰国面临的关键挑战。
此外,国际货币基金组织(IMF)的数据显示,1991年泰国净吸引外国直接投资约513.89亿泰铢。其中,工业部门吸引投资约238.4亿泰铢,电器行业吸引投资约89.81亿泰铢,这反映了外资在当时泰国工业生产基础建设中发挥的作用。贸易方面,1991年泰国出口额为284.21亿美元(约合7260亿泰铢),1992年增至324.74亿美元。与此同时,泰国国内生产总值(GDP)在此期间持续增长,增速超过8%。
尽管这些数字并不能直接反映举办国际货币基金组织-世界银行会议的影响,因为泰国已经经历了由自由化、外国投资和出口驱动的增长,但这次会议的重要性更多地在于它是一个展示泰国潜力和建立信心的平台,而不是后续投资的唯一原因。
过去35年间,泰国人均收入从1991年的45,100泰铢增长到2025年的约265,000泰铢,这反映了泰国经济的显著扩张和结构性变化。与此同时,泰国创造了近1100万个新的就业岗位,并从农业经济转型为与全球价值链紧密相连的多元化经济。预计到2025年,商品和服务出口将占泰国国内生产总值(GDP)的约71.1%。
因此,如果说 1991 年是泰国需要资金来建立制造业基地的一年,那么 2026 年的目标已经转变为需要资金来提高生产力并创造附加值,尤其是在先进技术、数字技术、人工智能、半导体、绿色产业、健康、食品和创意经济领域。
因此,2026年会议的背景与1991年会议截然不同。世界银行认为,泰国经济在未来一段时间内需要通过技术、创新、技能和国内增值来加速提高生产力。世界银行确定了泰国未来五大产业:先进制造业、农业和食品、数字服务、可持续和健康旅游以及创意经济。
2026 年年会将重点关注人工智能、私营部门发展融资以及中小企业获得资金,这与泰国吸引外国投资、进行技术转让以及将泰国企业家融入全球供应链的目标相一致。
与1991年相比,泰国申办2026年奥运会的预期成果不仅限于经济收益,还包括四大长期经济效益:1. 投资——为来自191个国家的投资者、跨国公司和金融领袖提供访问泰国的机会,促进洽谈并吸引对新兴产业(尤其是高科技产业)的投资。2. 技术与生产力——力求使外资不仅仅流入,更涵盖技术转让、劳动力技能发展以及提升泰国企业家的能力。3. 贸易与供应链——连接泰国中小企业与全球企业,将泰国企业融入全球供应链,提升国内附加值。4. 基础设施和可持续发展资金——利用与世界银行的合作,促进水资源管理、清洁能源、低碳城市建设以及降低经济风险的基础设施建设。
因此,泰国希望通过第二次会议实现的“成果”与第一次会议有所不同。泰国不再利用此次论坛来建立信心并吸引外商直接投资进入其生产基地,而是将重点转向提高外商直接投资的质量、提升生产力、创造高技能就业岗位,以及帮助泰国企业对接全球资本和技术。
如果说 1991 年的会议将泰国定位为“新兴制造业中心”,那么 2026 年的会议则为泰国提供了一个机会,使其能够在面临地缘政治冲突、贸易保护主义、技术变革和能源转型的世界中,展现出作为亚洲经济可信赖中心的新形象。
世界银行表示,2026年世界经济论坛将是泰国展示其国家发展愿景并推动向高收入经济体转型的重要契机。此次论坛还将有助于增强全球经济界的信心,并展现泰国的巨大潜力。
2026年以“泰国新视野:赋能人民,增强韧性”为主题的会议预计将吸引来自191个国家和地区的超过15000名与会者。其中包括来自世界各地的财政部长、央行行长、金融机构高管、智库代表以及经济和金融领域的学者。会议将围绕经济增长、金融稳定、减贫和可持续经济发展等议题展开讨论,预计将为与会者带来数百亿泰铢的消费。
泰国准备在讨论中推进四大支柱:数字化和人工智能转型促进包容性和韧性增长;在分裂的世界中建立韧性;构建适应气候的新金融架构;以及人口变化和长寿经济。
因此,本次论坛不仅是一场国际金融会议,也是各国交流政策和经验的机会,以及制定应对全球经济新挑战(包括技术变革、不平等、气候变化和人口结构变化)的方法的机会。
泰国商会和泰国商会联合会主席、三大私营部门机构联合委员会(JCC)主席波杰·阿拉姆瓦塔纳农先生就将于2026年10月12日至18日举行的国际货币基金组织-世界银行集团年会发表了讲话。他表示,届时将有来自世界各地的15000多名领导人、政策制定者和企业高管出席会议。他强调,继2026年曼谷商业峰会之后,此次年会是展示泰国潜力和发展新方向、增强投资者信心、并在泰国于2028年担任东盟轮值主席国之前为泰国企业提供进入全球市场和拓展全球网络的重要契机。
泰国商会主席兼泰国商会联合会主席 Poj Aramwattananon 先生。
本次论坛讨论的议题与经济趋势、商业运营、政府政策以及人民生活质量息息相关。因此,商界和泰国人民都应密切关注论坛议程,共同努力,热情款待来访者,向国际社会展现泰国的潜力。
因此可以说,1991 年,泰国希望世界投资于它;而到了 2026 年,泰国希望世界投资于它,同时投资于技术、知识、市场和供应链,这些都是过去 35 年来泰国经济转型发展的关键。
泰国作为2026年国际货币基金组织-世界银行年会主办国,重点提出了促进全球经济可持续发展的四大议程。
Ekniti 强调国际货币基金组织和世界银行平台能够吸引全球投资并推广“曼谷蓝图”。
世界银行和国际货币基金组织会议预计将带来 100 亿泰铢的收入,吸引人工智能、电动汽车和数据中心领域的投资到泰国。
国际货币基金组织-世界银行会议
外资
国际货币基金组织-世界银行2026年会议
泰国将主办2026年国际货币基金组织-世界银行会议。
泰国主办世界银行-国际货币基金组织会议。