ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส尽管出台了“泰国互助加强版”措施,但由于人们仍然担心生活成本和债务负担,消费者信心指数有所下降。
ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมต่ำกว่า 50 แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส แต่ประชาชนยังกังวลกับค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง บวกกับความไม่แน่นอนทางการเมือง

วันนี้(9 ต.ค.2569) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,424 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 48.9 ปรับลดลงจากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 แม้มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของประชาชน ประกอบกับการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ประชาชนยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนปรับลดลง
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 39.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 39.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 55.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 56.0 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่
(1) มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส มีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย
(2) การส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ตามการเติบโตของการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก และการส่งออกผลไม้ที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง จากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดตามฤดูกาล
ปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่
(1) ความกังวลต่อค่าครองชีพ รวมทั้งภาระหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง
(2) ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ผ่านความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้า รวมถึงความไม่แน่นอนของการค้าและเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน 2569 มาจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 4 - 25 กันยายน 2569 ผลสำรวจจึงยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนและต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคม 2569 อย่างมีนัยสำคัญ
หากพิจารณาบทเรียนจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 พบว่า อุทกภัยสามารถส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
สำหรับผลกระทบในปี 2569 จะขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่ ระดับความรุนแรง และระยะเวลาของสถานการณ์อุทกภัย อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนจากความเสียหายของพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตร การหยุดชะงักของการประกอบอาชีพและกิจการค้า รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย
ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทั้งจากรายได้ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอลงและประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตลอดจนสร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไป จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไปอย่างใกล้ชิด
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
今天(2026年10月9日),泰国商务部贸易政策与战略办公室公布了一项针对全国5424名受访者的调查结果。调查显示,2026年9月泰国消费者信心指数为48.9,较上月的49.5有所下降,低于50的信心阈值。尽管政府采取的措施,特别是“泰援泰加强版”项目,有效降低了生活成本,提升了消费者购买力,且出口持续增长,但公众仍然担忧高昂的生活成本、家庭债务以及全球经济的政治和经济不确定性。这些因素导致了9月份消费者信心的下降。
尽管出台了“泰国互助加强版”措施,但由于人们仍然担心生活成本和债务负担,消费者信心指数有所下降。
目前的消费者信心指数为39.3,低于上个月的39.8,仍然表明消费者信心不足。
未来三个月的消费者信心指数为 55.3,低于上个月的 56.0,但仍处于乐观区间。
影响公众信心的关键因素包括:
(1)政府措施,特别是“泰援泰加强版”项目,帮助降低了人民的生活成本,刺激了国内消费,增加了小企业主的收入。
(2)随着全球对先进技术的投资增长,以及季节性水果产量增加,出口量也大幅增长,电子产品和技术产品出口持续扩大。
削弱公众信心的关键因素包括:
(1)对生活成本的担忧,包括仍然居高不下的家庭和企业债务负担。
(2)地缘政治冲突和不确定性仍然是经济的风险因素,表现为能源价格、运输成本和商品价格的波动,以及全球贸易和经济的不确定性。
2026 年 9 月的消费者信心指数是根据 2026 年 9 月 4 日至 25 日进行的民意调查得出的。因此,调查结果尚未充分反映 2026 年 9 月下旬开始并持续到 10 月的洪灾的影响。
从 2011 年大洪水中吸取的教训来看,很明显,洪水会对经济活动、就业和消费者信心产生重大影响。
2026年的影响将取决于洪水灾害的范围、严重程度和持续时间。洪水可能因农作物和农业生产受损、职业和商业活动中断以及房屋和财产修复费用负担而影响家庭收入。
这可能导致家庭收入减少和必需开支增加的双重压力,进而削弱购买力,促使消费者更加谨慎消费,并引发对整体经济形势的担忧。这可能成为下个月消费者信心承压的一个因素。因此,有必要密切关注事态发展,并评估其对下个月消费者信心的影响。
消费者信心指数