ลุยค้น 27 จุดทั่วไทย ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ ยึดทรัพย์ 500 ล้านบาท泰国当局突击搜查了全国 27 个地点,捣毁了一个诈骗网络,并查获了价值 5 亿泰铢的资产。
ศูนย์ ACSC ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง เปิดปฏิบัติการกวาดล้าง "Anti-Scam Matrix" ลุยค้น 27 จุดทั่วไทย ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์-องค์กรฟอกเงินข้ามชาติ ยึดทรัพย์กว่า 500 ล้านบาท

วันนี้ (13 ต.ค. 69) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พร้อมด้วย พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “Anti-Scam Matrix” รื้อเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 27 จุด ครอบคลุม 11 จังหวัดทั่วประเทศ ยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท
ลุยค้น 27 จุดทั่วไทย ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ ยึดทรัพย์ 500 ล้านบาท
พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า ภาพรวมการดูแลศูนย์ ACSC ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สถิติความเสียหายต่อวันลดลงจากเดิมประมาณ 100 ล้านบาท เหลือประมาณ 30 กว่าล้านบาทในช่วง 1-2 เดือนล่าสุด แม้ตัวเลขจะดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากยังมีคดีเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ในช่วงก้าวสู่ปีที่ 2 นี้ จึงยกระดับการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันต่างประเทศมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในการทำงานของไทยมากขึ้น จากการทำงานที่โปร่งใสและการแชร์ข้อมูลร่วมกัน
เบาะแสสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ มาจากศูนย์ ACSC ที่ตรวจสอบรายชื่อชาวต่างชาติผู้ถือวีซา Thailand Privilege นำมาเทียบเคียงกับข้อมูลการแจ้งความออนไลน์ จนพบความผิดปกติว่ามีบัญชีธนาคารของชาวต่างชาติสัญชาติจีนที่ถือวีซาดังกล่าว รับโอนเงินมาจากกลุ่มที่ก่อเหตุหลอกลวงประชาชน จึงมอบหมายให้กองบังคับการปราบปรามดำเนินการสืบสวนขยายผล
เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง และเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมายรวม 27 จุด ใน 11 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, เชียงราย, สมุทรปราการ, สระบุรี, สิงห์บุรี, นครปฐม, ชลบุรี, กาฬสินธุ์, นราธิวาส และระนอง จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 39 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 30 คน สัญชาติจีน 8 คน และสัญชาติเมียนมา 1 คน ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, แสดงตนเป็นคนอื่น, นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน
นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินหลายรายการ เช่น อสังหาริมทรัพย์หรู 8 หลัง มูลค่ากว่า 330 ล้านบาท, โฉนดที่ดินและห้องชุดย่านพระราม 9 มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท, บ้านพักหรูย่านกรุงเทพกรีฑา มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท, รถยนต์หรู 10 คัน, เงินสดและเงินตราต่างประเทศ รวมกว่า 4.2 ล้านบาท, สินทรัพย์ดิจิทัล USDT, ตลอดจนทรัพย์สินมีค่า เครื่องประดับ นาฬิกาหรู และกระเป๋าแบรนด์เนม รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้กว่า 500 ล้านบาท
ว่าที่ พ.ต.ต.ชนกันต์ บุรผากา สว.กก5 บก.ป. ได้ชี้แจงพฤติการณ์ทางคดี ว่า ผู้เสียหายถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กให้ร่วมลงทุนเทรดหุ้นในลักษณะ Block Trade อ้างผลตอบแทนสูง ก่อนจะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ที่มีบัญชีม้าของคอลเซ็นเตอร์คอยปั่นกระแส และแนะนำให้เปิดพอร์ตผ่านเว็บไซต์ eto-th.com พร้อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอม ETO TH รวมถึงให้ร่วมฟังการสอนเทรดจากผู้ที่อ้างตัวเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินเข้าบัญชีนิติบุคคลของกลุ่มผู้ก่อเหตุรวม 13 บัญชี และเมื่อต้องการถอนเงินกำไร กลับถูกบังคับให้โอนเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มจนไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะในเคสตัวอย่างกว่า 26.5 ล้านบาท และการขยายผลตรวจสอบบัญชีนิติบุคคลทั้ง 13 บัญชี ยังพบผู้เสียหายหลงกลรวมถึง 74 เคส ความเสียหายรวมกว่า 173 ล้านบาท
ในส่วนของกระบวนการฟอกเงินเชิงลึก พ.ต.ท.ศรันย์ ศรีพักตร์ รอง ผกก.5 บก.ป. ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ใช้วิธีการกระจายเงินไปยังบัญชีอื่นแล้วเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM, โอนผ่านโพยก๊วนแลกเงิน, ชำระผ่านระบบ Payment Gateway ไปจนถึงการแปลงสภาพเงินเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) แล้วโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลชนิดไม่ระบุตัวตน เพื่อตัดตอนเส้นทางการเงิน โดยจากการตรวจสอบบนบล็อกเชน พบว่า เงินดิจิทัลจะถูกแปลงกลับมาเป็นเงินบาทผ่านแพลตฟอร์ม Exchange ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ผู้ก่อเหตุสมัครใช้งานเพื่อแลกเปลี่ยนสกุลเงิน
จากนั้นเงินบาทจะถูกนำไปใช้ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ใช้เป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนแก๊งสแกมเมอร์เพื่อโอนจ่ายให้เหยื่อรายอื่นตายใจในตอนต้น, เบิกถอนเป็นเงินสดโดยกลุ่มบริหารจัดการเงิน เพื่อนำส่งมอบตามจุดนัดหมายสูงสุดครั้งละหลายล้านบาท และนำไปโอนซื้อหรือเช่าระยะยาวอสังหาริมทรัพย์หรูเพื่อฟอกเงิน
จากการสอบสวนเชิงลึก ผู้ต้องหาชาวจีนซึ่งเป็นระดับผู้รับผลประโยชน์ให้การรับสารภาพว่าทำหน้าที่ฟอกเงินให้หุ้นส่วนระดับสูงของศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน (ปอยเปต) ตั้งแต่ปี 2565 มีมูลค่าการฟอกเงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบบ้านหรู พบว่า กลุ่มที่เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่แท้จริง ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงทางเส้นทางการเงินกับกลุ่มผู้ต้องหาโดยตรงและเป็นนอมินีที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการรายอื่น
เมื่อถามถึงมาตรการคัดกรองวีซา Thailand Privilege นั้น พล.ต.ท.จิรภพ ระบุว่า ในอดีตมีระบบคัดกรองอยู่แล้ว แต่เมื่อพบเหตุดังกล่าว ทาง ACSC ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อยกระดับการคัดกรองให้เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งตรวจสอบย้อนหลังในกลุ่มผู้ที่ได้รับวีซ่าไปแล้วทั้งหมดเพิ่มเติมด้วย
ส่วนประเด็นสถานการณ์แก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะประกาศกวาดล้าง แต่ข้อมูลการมอนิเตอร์ ยืนยันว่า ยังไม่หมดสิ้น เพียงแต่กลุ่มอาชญากรได้กระจายตัวจากคอมพาวด์ขนาดใหญ่ ไปหลบซ่อนตามอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม หรือบ้านพักเพื่อดำเนินกิจการต่อ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนภัย โดยขอให้ระมัดระวังการลงทุนและตรวจสอบข้อมูลกับบริษัทหรือผู้ให้บริการให้รอบคอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบรายชื่อกับทางสำนักงาน ก.ล.ต. ว่า ได้รับใบอนุญาตหรือมีการรับรองอย่างถูกต้องหรือไม่ หากแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มใดไม่มีการรับรองหรือได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่น่าเชื่อถือ และอาจเป็นแอปพลิเคชันปลอมที่กลุ่มมิจฉาชีพสร้างขึ้นมา
นอกจากนี้ ยังได้เตือนห้ามรับจ้างเปิดบัญชีม้าหรือยินยอมให้นำชื่อไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพราะอาจต้องร่วมรับโทษคดีฟอกเงิน ระวังมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสช่วงสถานการณ์อุทกภัยส่งลิงก์ปลอมให้ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างข่มขู่พัวพันคดี พร้อมย้ำว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีนโยบายโทรศัพท์หรือวิดีโอคอล เพื่อสอบปากคำหรือตรวจสอบเงินในบัญชีแต่อย่างใด
จับเครือข่ายค้ามนุษย์ หลังนำเยาวชนเร่ขายดอกไม้ถนนข้าวสาร
"พลพีร์" แฉโรงงานสารพิษรั่วปราจีนฯ พบ "นามสกุลดัง" นอมินีต่างชาติ
ปภ.โอนเยียวยาน้ำท่วมแล้ว 1.6 แสนครัวเรือน รวม 1,284 ล้าน
2026年10月13日,泰国皇家警察助理总监兼网络反诈骗中心副主任吉拉波·普里德杰中将,与中央调查局局长纳塔萨克·乔瓦纳赛中将及其他相关官员共同宣布了“反诈骗矩阵行动”的成果。该行动成功捣毁了一个跨国诈骗网络。行动中,警方突击搜查了全国11个府的27处地点,查获了价值超过5亿泰铢的资产。
泰国当局突击搜查了全国 27 个地点,捣毁了一个诈骗网络,并查获了价值 5 亿泰铢的资产。
吉拉波中将透露,过去一年来,ACSC中心的日常损失总体有所下降,从约1亿泰铢降至近一两个月的约3000万泰铢。尽管有所改善,但由于新增案件持续发生,这一改进仍然不足。因此,在进入第二年之际,我们正在加强与国际机构的合作。目前,由于我们透明的运作和信息共享,外国对泰国的工作更有信心和信任。
此次行动的关键线索来自ACSC中心。该中心核查了持有泰国特权签证的外国人名单,并将其与网上警方报告进行比对。比对结果显示存在异常情况,表明持有这些签证的中国公民的银行账户收到了来自一个涉嫌诈骗团伙的汇款。随后,犯罪打击部门被指派进行进一步调查。
当局收集证据并从刑事法院获得涉案人员的逮捕令。随后,在曼谷、清迈、清莱、北榄府、沙拉武里府、信武里府、佛统府、春武里府、加拉信府、那拉提瓦府和拉廊府这11个府的27个地点展开搜查行动。共逮捕了39名嫌疑人,其中30人为泰国人,8人为中国人,1人为缅甸人。他们被控串谋诈骗、冒充他人、进口虚假计算机数据和洗钱等罪名。
此外,还查获了大量物品和资产,包括价值超过 3.3 亿泰铢的八处豪宅、价值超过 9000 万泰铢的拉玛九区土地契约和公寓单元、价值超过 6000 万泰铢的曼谷克里塔区豪宅、十辆豪车、总计超过 420 万泰铢的现金和外币、数字资产(USDT)以及贵重物品、珠宝、名表和名牌手袋,查获资产总价值超过 5 亿泰铢。
第五分局局长、警官查纳坎特·布拉帕卡中校解释了案件的来龙去脉。他指出,受害者通过Facebook被诱骗参与一个涉及大宗交易的股票交易骗局,骗子承诺高额回报。随后,他们被拉进一个LINE群组,群内账户由呼叫中心运营人员操控,这些运营人员指示他们通过网站eto-th.com开设交易账户,下载一个虚假的ETO TH应用程序,并参加一个由自称专家的人主持的交易培训课程。
受害者被诱骗将钱款转入犯罪分子名下的13个公司账户后,在试图提取利润时被迫支付额外费用,最终导致无法提款。仅此一案,损失就超过2650万泰铢。对这13个公司账户的进一步调查显示,另有74名受害者也遭遇了同样的骗局,总损失超过1.73亿泰铢。
关于洗钱的详细过程,第五分局副局长萨伦·斯里帕克中校表示,犯罪分子使用了多种手段,包括将资金转移到其他账户、通过自动取款机取款、通过货币兑换网络转账、通过支付网关付款以及将资金兑换成数字资产(USDT)。这些数字货币随后被转移到匿名数字钱包,以切断资金流动。区块链调查显示,这些数字货币通过一个合法注册的兑换平台兑换回泰铢。该平台与本案无关,但被犯罪分子用于货币兑换。
泰铢随后主要用于三种用途:帮助诈骗团伙向其他受害者付款,以在初期阶段获得他们的信任;由资金管理集团提取现金,并在指定地点交付,每次金额可达数百万泰铢;以及用于购买或长期租赁豪华房地产以进行洗钱。
在深入调查中,作为高级受益人的中国嫌疑人供认,自 2022 年以来,他们一直在邻国(波贝)为诈骗中心的高级合伙人洗钱,洗钱金额至少达 30 亿泰铢。
此外,对这栋豪宅的检查显示,实际的业主或居住者与嫌疑人并无直接的经济联系,很可能是他们并不认识的代理人。目前,警方正在扩大调查范围,以追踪并逮捕该犯罪团伙的其他成员。
当被问及泰国特权签证的审查措施时,吉拉波中将表示,过去曾有过审查制度,但在事件发生后,ACSC邀请相关机构讨论如何加强审查程序,并对所有签证持有者进行回顾性调查。
关于邻国的诈骗团伙情况,尽管已宣布采取打击行动,但监测数据显示,这些团伙并未被彻底铲除。这些犯罪团伙只是从大型场所分散开来,转而藏身于商业楼宇、公寓或私人住宅中继续作案。
警方发出警告,敦促投资者保持谨慎,仔细核实公司或服务提供商的信息,尤其要查看其是否已在美国证券交易委员会(SEC)注册,以确保其拥有合法牌照和资质。如果任何应用程序或平台未经SEC认证或许可,则应视为不可靠,很可能是诈骗分子创建的虚假应用程序。
此外,当局警告民众切勿收受贿赂开设虚假银行账户或允许他人冒用其姓名注册公司,因为这可能导致洗钱指控。谨防诈骗分子利用洪灾形势,发送虚假链接诱骗民众注册救济金;同时,也需警惕冒充官员的呼叫中心团伙,他们威胁要将个人牵连进刑事案件。当局强调,警方没有通过电话或视频通话询问个人或检查银行账户的政策。
人口贩卖团伙被捣毁,该团伙诱骗青少年到考山路卖花。
“Phonpeerap”揭露巴真府工厂有毒物质泄漏事件,发现“著名姓氏”是外国代理人。
泰国防灾减灾厅(DDPM)已向 16 万户家庭发放了洪水救济金,总额达 12.84 亿泰铢。