“รองโฆษก ปชป.” กระตุกรัฐบาลเร่งแก้ปมวิกฤต EEC民主党副发言人敦促政府尽快解决欧共体危机。
“รองโฆษก ปชป.” กระตุกรัฐบาลเร่งแก้ปมวิกฤต EEC หวั่นเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ดึงกระทบ “แอร์พอร์ตลิงก์-เมืองการบิน” เตือนระวังได้แค่ “อนุสาวรีย์ทางคู่” หากไม่เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนรถไฟ-บุคลากร

“รองโฆษก ปชป.” กระตุกรัฐบาลเร่งแก้ปมวิกฤต EEC หวั่นเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ดึงกระทบ “แอร์พอร์ตลิงก์-เมืองการบิน” เตือนระวังได้แค่ “อนุสาวรีย์ทางคู่” หากไม่เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนรถไฟ-บุคลากร
วันที่ 6 กันยายน 2569 นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาสำคัญในโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการให้บริการประชาชน
หวั่น กระทบ “แอร์พอร์ตลิงก์”
นายจิรวัฒน์ เปิดเผยถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งเป็นแกนหลัก (Backbone) ในการพัฒนาพื้นที่ EEC ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ว่า มีกระแสข่าวว่าภาคเอกชนมีความต้องการสัญญาสิ้นสุดลงเนื่องจากมองว่าไม่คุ้มค่าหลังผ่านพ้นไปกว่า 7 ปี เรื่องนี้สร้างความเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้เดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลกเพื่อดึงดูดการลงทุน หากปล่อยให้ยกเลิกสัญญาจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา หากโครงการใดโครงการหนึ่งต้องหยุดชะงักลง โครงการอื่นก็ไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้อย่างสมบูรณ์
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบต่อประชาชนคนเมืองหลวง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ โซนตะวันออก เนื่องจากมีข้อมูลว่าหากเอกชนสิ้นสุดสัญญา อาจหยุดให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารและผู้เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิใช้งานสูงถึง 60,000–80,000 คนต่อวัน หากเกิดการหยุดให้บริการกะทันหันโดยที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับ จะสร้างความเดือดร้อนอย่างมหาศาล
“ขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ด EEC เร่ง Step in เข้ามาสางปัญหานี้โดยด่วน อย่าปล่อยให้โครงการมูลค่ากว่า 1.3–1.5 แสนล้านบาทต้องนับหนึ่งใหม่ หรือถูกทิ้งขว้างเพียงเพราะมุ่งเน้นแต่จะเปิดโครงการใหม่ๆ อย่างโครงการ Southern Seaboard หรือ Landbridge จนลืมฐานเดิมที่มีศักยภาพอยู่แล้ว” นายจิรวัฒน์ กล่าวและว่า
ชี้ทางคู่สายใต้ต้อง “ติดไฟฟ้า”
ส่วนประเด็นการอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ภาคใต้ ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร (ชุมพร-ปาดังเบซาร์) ในการประชุม ครม.สัญจรที่ผ่านมา นายจิรวัฒน์ กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชม แต่ชี้ให้เห็นถึงความไม่ต่อเนื่องของแผนงาน โดยเฉพาะช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ที่รัฐบาลอนุมัติให้เป็นเพียงระบบรถไฟดีเซลธรรมดา ทั้งที่เคยมีการศึกษาการติดตั้งระบบรถไฟฟ้า (EV/Electrified Train) มาตั้งแต่ปี 2558
นายจิรวัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันรถไฟของประเทศมาเลเซียเป็นระบบไฟฟ้าวิ่งมาสิ้นสุดที่ชายแดนปาดังเบซาร์ หากไทยลงทุนระบบไฟฟ้าเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้าสู่หาดใหญ่ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถ ซึ่งผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ชี้ชัดว่า การติดตั้งระบบไฟฟ้ามีความคุ้มค่ามากกว่ารถไฟดีเซล จึงอยากให้กระทรวงคมนาคมและ สนข. นำกลับมาพิจารณาปรับแผน เพื่อให้เกิดการลงทุนครั้งเดียว ไม่ต้องเสีย งบประมาณซ้ำซ้อนในอนาคต
เตือนรัฐบาลระวังได้แค่ “อนุสาวรีย์ทางคู่”
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงภาพรวมการลงทุนรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ทั้งเส้นทางใหม่ไปนครพนม และเชียงราย รวมระยะทางนับพันกิโลเมตร ว่า รัฐบาลมุ่งเน้นแต่การพัฒนา โครงสร้างราง แต่กลับไม่มีการพูดถึง ตัวรถไฟ ที่จะนำมาวิ่งให้บริการ ทุกวันนี้รถไฟทางคู่ที่สร้างเสร็จแล้ว ยังคงใช้ขบวนรถไฟเดิมที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 30–60 ปี ขบวนรถไฟชั้น 3 และจำนวนรถไฟยังมีเท่าเดิม แม้ทางรถไฟจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ซึ่งไม่อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลอ้างได้ หากไม่มีขบวนรถไฟที่เพียงพอมาวิ่งให้บริการ รัฐบาลจึงควรจัดทำแผนการจัดซื้อขบวนรถไฟใหม่ให้สอดคล้องกับระยะเวลาและจำนวนผู้โดยสาร
ขณะเดียวกัน ยังพบปัญหาขาดแคลนบุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มากกว่า 2,000 ตำแหน่ง ทั้งพนักงานขับรถ พนักงานดูแล และช่างเครื่อง จนส่งผลให้เกิดภาวะคนขับรถเหนื่อยล้าและขาดเวลาพักผ่อน ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อโศก จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติเปิดรับบุคลากรเพิ่มตามแผนพัฒนาของ รฟท. เพื่อไม่ให้การลงทุนงบประมาณแสนล้านบาทของประเทศ ต้องกลายเป็นเพียง “อนุสาวรีย์ทางคู่” ที่มีแต่ราง แต่ไม่มีรถและไม่มีคนเดินรถ ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจริง
民主党副发言人敦促政府尽快解决东部经济走廊危机,他担心取消连接三个机场的高铁合同会对机场快线和航空城造成负面影响。他警告说,如果列车和人员短缺问题得不到紧急解决,政府最终可能只会留下一个“双轨纪念碑”。
2026年9月6日,民主党副发言人吉拉瓦·昌瓦先生就国家基础设施和交通运输的整体发展举行新闻发布会。他敦促政府和相关部门紧急解决东部经济走廊(EEC)开发项目以及全国双轨铁路开发项目中的关键问题,以免这些问题对投资者信心和公共服务造成负面影响。
担忧可能对机场铁路连接线造成影响。
吉拉瓦特先生透露,连接曼谷廊曼机场、素万那普机场和乌塔堡机场的高速铁路项目是东部经济走廊(EEC)发展的骨干线,该项目涵盖曼谷、北柳府、春武里府和罗勇府。有报道称,私营部门希望终止合同,因为他们认为该项目在七年多后已不再具有价值。这令人担忧,因为泰国政府已在全球范围内开展路演以吸引投资。如果合同被取消,将严重打击外国投资者的信心。
此外,连接三个机场的高铁线路与航空城开发项目和乌塔堡机场直接相关。如果其中一个项目停滞不前,其他项目也无法全面推进。
最令人担忧的问题是首都曼谷,尤其是东部地区民众将受到的影响。有消息称,如果这家私营公司的合同到期,机场快线可能于9月30日停止运营。目前,每天有6万至8万名乘客和旅客乘坐该线路往返素万那普机场。如果没有政府的应急预案,突然的服务中断将造成巨大的不便。
“我敦促总理作为东部经济走廊委员会主席,紧急介入并解决这个问题。不要让一个价值超过1300亿至1500亿泰铢的项目因为只专注于启动像南部沿海项目或陆桥项目这样的新项目,而忽视了现有基础和现有潜力,最终不得不从头开始或被放弃,”奇拉瓦特先生说。
南部铁路必须实现电气化。
关于最近内阁会议批准泰国南部(春蓬-巴东勿刹)500公里双轨铁路项目,奇拉瓦特先生表示祝贺和赞赏,但指出该计划存在不一致之处,特别是合艾-巴东勿刹段,尽管自2015年以来就已开展了安装电力列车(EV)系统的研究,但政府仅批准该段采用传统的柴油列车系统。
吉拉瓦特先生指出,马来西亚目前的电气化铁路系统终点站是巴东勿刹边境。如果泰国投资建设一条连接合艾市的电气化铁路,马来西亚游客无需换乘即可直达泰国。交通运输政策与规划办公室(OTP)的研究明确表明,建设电气化铁路比建设柴油列车更具成本效益。因此,他敦促交通部和交通运输政策与规划办公室重新考虑该计划,确保一次性投资,避免未来重复支出。
政府警告要谨慎行事,否则最终可能只会得到一座“双轨纪念碑”。
民主党副发言人指出,全国范围内对双轨铁路的整体投资,包括通往那空帕侬府和清莱府的新线路,总里程达数千公里,但这些投资仅集中于铁路基础设施建设,而忽略了列车本身。目前,已建成的双轨铁路仍在使用30至60年车龄的老旧列车,包括三等车厢,尽管铁路里程增加了一倍多,但列车数量却保持不变。如果没有足够的列车提供服务,就无法实现政府所宣称的经济效益。因此,政府应制定一项计划,根据时间安排和客运量采购新列车。
与此同时,泰国国家铁路局(SRT)面临超过2000人的人员缺口,其中包括列车司机、维修人员和机械师。这导致司机疲劳驾驶、休息不足,正如阿索克站事故所反映的那样。因此,我们敦促政府根据SRT的发展规划,尽快批准增聘人员,以免国家数十亿泰铢的投资仅仅沦为“双轨纪念碑”,没有铁轨,也没有列车和运营人员,从而真正造福于民。