ไทยพีบีเอสโต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ泰国公共广播公司反驳了国家审计署的说法,即在得出审计结果之前没有提供澄清的机会。
ไทยพีบีเอสโต้ สตง. จี้รักษามาตรฐานตรวจสอบ ย้ำต้องพิจารณาข้อมูลรอบด้าน–คุ้มครองความลับ ชี้ภารกิจสื่อสาธารณะต่างจากสื่อพาณิชย์ เดินหน้าปฏิรูปองค์กร ลดค่าใช้จ่ายปีละ 100 ล้านบาท

วันนี้ (14 ต.ค. 2569) นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส แถลงข่าวชี้แจงกรณีการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อไทยพีบีเอสว่า ไทยพีบีเอสมีความเป็นมืออาชีพ และอยากให้ สตง. มีความเป็นมืออาชีพในการตรวจสอบหน่วยงานเช่นกัน ที่ผ่านมาสตง.เข้ามาตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและไม่เคยมีปัญหา โดยการตรวจสอบชุดที่ผ่านมา หากมีประเด็นใดที่ไทยพีบีเอสต้องชี้แจง ก็เปิดโอกาสให้ชี้แจงได้ แต่ผลการตรวจสอบล่าสุดกลับไม่เปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสชี้แจง และถูกนำไปเผยแพร่ก่อนที่หน่วยรับตรวจจะได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ
นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส
ไทยพีบีเอสจึงทำหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อสอบถามว่าเหตุใดผลการตรวจสอบจึงถูกเผยแพร่ออกมาก่อน จนทำให้เกิดความเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการตรวจสอบของสตง. มีความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการชุดที่ 1 ซึ่งเป็นการประเมินความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ โดยมีการสอบถามและเปิดโอกาสให้ชี้แจงก่อนปิดการตรวจสอบ ถือเป็นกระบวนการที่มีความเป็นมืออาชีพ ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 2 และชุดที่ 3 มีการขอเอกสารเกี่ยวกับการจ้างพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และค่าตอบแทนแขกรับเชิญ แต่หลังการตรวจสอบกลับไม่มีการประชุมปิดตรวจ (Exit Conference) ก่อนพบว่าไทยพีบีเอสต้องชดใช้เงิน 85 ล้านบาท จึงตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง ส่วนกรณีคณะกรรมการชุดที่ 3 ตรวจสอบการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหารนั้น ทีมตรวจสอบของสตง. ยังตรวจสอบไม่เสร็จสิ้น แต่กลับตั้งโต๊ะแถลงข่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีความผิดปกติหรือไม่
เราอยากให้ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ เราเป็นองค์การสื่อที่เป็นมืออาชีพ เราต้องการให้มีการตรวจขึ้น เพื่อปิดความเสี่ยง ไม่ใช่ตรวจลงเพื่อจับผิด อยากให้ สตง. ทำการตรวจสอบหน่วยงานตรวจรับอื่น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบ
ไทยพีบีเอสโต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ
อย่างไรก็ตาม สตง. ควรรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงแนวปฏิบัติและจารีตของแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากสื่อสาธารณะไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภค แต่มีลักษณะการดำเนินงานที่แตกต่างกัน จึงควรรับฟังข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนสรุปความเห็นและส่งหนังสืออย่างเป็นทางการ โดยข้อมูลที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบควรเก็บเป็นความลับ ไม่ควรเปิดเผยจนสร้างความเสียหาย
นายพิเศษกล่าวว่า สตง. ได้รับฟังข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณ และอยากให้ดำเนินการตามแนวทางขององค์กรตรวจสอบระดับสากล เพื่อให้หน่วยรับตรวจทุกแห่งเกิดความสบายใจ และป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อองค์กรใดองค์กรหนึ่ง
สำหรับประเด็นที่ สตง. ตั้งข้อสังเกต 3 ประเด็น ได้แก่ การใช้ตัวชี้วัด PSI Rating ปัจจุบันไทยพีบีเอสใช้ตัวชี้วัดทางออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ได้มากขึ้น ส่วนระบบ One Thai PBS อยู่ระหว่างการบูรณาการระบบ เนื่องจากองค์กรมีหน่วยงานทั้งหมด 24 หน่วย แบ่งเป็น 4 สำนักและศูนย์ต่าง ๆ ทำให้การจัดเก็บข้อมูลอาจแยกส่วนกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการดำเนินงานมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อองค์กร โดยจะปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของ สตง.
ส่วนประเด็นค่าตอบแทนบุคคลภายนอกที่ถูกมองว่าสูงเกินไป นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ทีมบริหารชุดปัจจุบันได้ศึกษาระบบที่จะนำมาใช้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานแล้ว โดยระบบ ERP ซึ่งเป็นระบบหลักที่เชื่อมโยงการทำงานของทุกสำนักเข้าด้วยกัน อยู่ระหว่างการสรรหาผู้รับจ้างพัฒนาระบบ โดยให้บริษัท KPMG ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2570 และใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
อีกระบบหนึ่งคือระบบจัดเก็บและสืบค้นข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การจัดเก็บเนื้อหาเป็นระบบเดียวกัน และสามารถให้บริการในรูปแบบห้องสมุดสาธารณะได้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ขณะที่ระบบ AI อยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บุคลากรทั้งองค์กรใช้งาน ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอแนะของ สตง.
สำหรับประเด็นค่าตอบแทนแขกรับเชิญ นายพิเศษกล่าวว่า หากพิจารณาข้อมูลย้อนหลังในปี 2566–2568 จะพบว่าค่าตอบแทนบุคคลที่ไทยพีบีเอสเชิญมาออกรายการไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อนำตัวเลขรวม 3 ปีมานำเสนอ อาจทำให้ดูเป็นจำนวนเงินที่สูง โดยค่าตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 1,000–1,200 บาทต่อครั้ง และบางรายการผู้เข้าร่วมก็มาโดยสมัครใจ ทั้งนี้ การจ่ายค่าตอบแทนเป็นไปตามกฎระเบียบขององค์การ ไม่มีการทุจริต และสามารถตรวจสอบได้
แม้ สตง. จะเห็นว่ายังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่การอนุมัติเป็นอำนาจของผู้อำนวยการ และให้แต่ละสำนักพิจารณาตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่มีอยู่ ภายใต้การพิจารณาอนุมัติของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาด้วยว่ามีการทุจริตหรือสร้างความเสียหายต่อ ส.ส.ท. หรือไม่ หากตรวจพบการกระทำผิดก็จะดำเนินการตามวินัย
นายพิเศษกล่าวว่า สตง. พิจารณาระเบียบการเงิน การบัญชี และงบประมาณปี 2567 ซึ่งไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน จึงควรย้อนกลับไปพิจารณาบทเฉพาะกาลปี 2561 ประกอบด้วย เนื่องจากเห็นว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวสอดคล้องกับระเบียบและเปิดช่องให้ดำเนินการได้ ดังนั้น สตง. ควรพิจารณาระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากไม่เกิดความเสียหายและไม่มีการทุจริต ก็สามารถชี้แจงได้ ส่วนกรณีการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหาร นายพิเศษขอไม่ตอบคำถาม เนื่องจาก สตง. ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด
นอกจากนี้ นายพิเศษยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ตามมาตรา 77 โดยระบุว่าพบความผิดปกติหลังจาก สตง. เปิดโต๊ะแถลงข่าว เนื่องจากจำนวนผู้แสดงความคิดเห็นเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กฎหมายอีก 3 ฉบับไม่ได้มีจำนวนผู้เห็นด้วยเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน
นายพิเศษกล่าวว่า รายได้จากภาษีบาปเป็นหลักประกันสำคัญต่อความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าว และตามรัฐธรรมนูญ สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและเป็นตัวแทนประชาชนในการตั้งคำถาม หากตัดหลักประกันดังกล่าวออกไป ความเป็นอิสระของสื่อก็จะลดลง และอาจทำให้การเรียกร้องสิทธิของกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนตัวเล็ก กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเด็ก กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่ม LGBTQ+ ประชาชนในชนบท และกลุ่มคนรากหญ้า ทำได้ยากขึ้น ภารกิจของ ส.ส.ท. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการออกอากาศทางโทรทัศน์ แต่ยังครอบคลุมการทำงานออนไลน์และการลงพื้นที่ โดยมีสำนักเครือข่ายรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้สื่อข่าวภาคพลเมือง (Citizen Journalist) ที่มีจริยธรรมและช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น
ด้านนายอดิศักดิ์กล่าวว่า ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท และไม่เคยของบประมาณเพิ่มเติม แม้ภารกิจนอกเหนือจากการดำเนินสถานีโทรทัศน์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า แต่งบประมาณยังเท่าเดิม หากเทียบมูลค่าเงินกับปัจจุบันจะเหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ภารกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก สิ่งที่ประชาชนอาจมองไม่เห็นคือการดำเนินงานโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ซึ่งมีสถานี 63 แห่งทั่วประเทศและต้องใช้บุคลากรดูแลทุกสถานี ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีบุคลากรประมาณ 1,200 คน โดยครึ่งหนึ่งทำงานด้านข่าว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งรับผิดชอบภารกิจอื่นที่ไม่ใช่การผลิตเนื้อหา เช่น การให้บริการออนไลน์ การตรวจสอบข่าวปลอม ศูนย์รายการเด็ก และบริการสำหรับผู้พิการ ซึ่งเป็นภารกิจของสื่อสาธารณะที่สื่อเชิงพาณิชย์อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุม เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าทางธุรกิจ ส่วนการจ้างผู้ผลิตรายการภายนอกเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดให้มีการจ้างผู้ผลิตอิสระ เพื่อส่งเสริมโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม
เราต้องการปฏิรูป แต่คำว่าสื่อสาธารณะยังต้องอยู่ คำว่าสื่อสาธารณะกับสื่อพาณิชย์แตกต่างกัน คนภายนอกเหมารวมว่าเป็นแบบเดียวกันไม่ได้ เราต้องการเป็นสถาบันสื่อที่ได้รับความไว้วางใจ สามารถทำงานร่วมกับทุกคนและทุกสื่อ จึงอยากเชิญชวนให้สื่อร่วมมือกัน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ สตง. ออกมาแถลงข่าวในช่วงที่ไทยพีบีเอสเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ตามมาตรา 77 เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ นายพิเศษกล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยพีบีเอสถูกตรวจสอบมาโดยตลอดและไม่เคยมีปัญหา โดยมีเอกสารชี้แจงประเด็นที่ควรปรับปรุงแก้ไข และดำเนินการตามข้อเสนอแนะมาอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าคิด เนื่องจากผลการตรวจสอบชุดที่ 2 ยังไม่เรียบร้อย แต่กลับมีผลการตรวจสอบชุดที่ 3 ออกมาแล้ว จึงทำให้เกิดข้อสังเกตในเรื่องดังกล่าว
ทันทีที่มีหนังสือหลุดออกมา ผมก็แถลงชี้แจงวันที่ 9 ต.ค. ว่ายังไม่ได้รับหนังสือ และหนังสือจาก คตง. ส่งมาวันที่ 10 ต.ค. ทำให้เราต้องรักษาสิทธิในการโต้แย้ง ซึ่งเราก็ทำหนังสือโต้แย้งกลับไปในประเด็นที่ตั้งคำถาม
ส่วนกรณีที่สื่ออื่นนำเสนอข่าวก่อนที่ไทยพีบีเอสจะได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ไทยพีบีเอสต้องการความเป็นธรรมต่อข้อกล่าวหาต่าง ๆ และควรได้รับโอกาสชี้แจงก่อนเผยแพร่ข่าว อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าเป็นสิทธิของสื่อแต่ละแห่งที่อาจนำเสนอเพื่อประโยชน์ของสังคม แต่กรณีการเปิดเผยชื่อบุคคลทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติว่ามีความผิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบุคคลที่ถูกเปิดเผยชื่อว่าจะดำเนินการอย่างไร
สำหรับกรณีการจัดซื้อจัดจ้างผลิตรายการที่บางรายการมีค่าใช้จ่าย 40,000 บาท/ตอน หรือ 100,000 บาท/ตอน รวมถึงค่าจ้างพิธีกรและผู้ดำเนินรายการที่ถูกมองว่าสูงเกินไป นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนมีค่าตัวสูง ขณะที่บางคนมีค่าตัวไม่สูง เช่นเดียวกับนักแสดงนำที่มีค่าตัวสูงกว่านักแสดงประกอบ ไทยพีบีเอสต้องการบุคคลที่สามารถดึงดูดผู้ชมได้ เนื่องจากบุคลากรภายในอาจยังไม่มีผู้ที่มีชื่อเสียงโดดเด่น หรือมีภาระงานรัดตัวอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องจ้างผู้จัดรายการที่มีชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม บางคนก็เต็มใจมาร่วมงานแม้ได้รับค่าตอบแทนไม่สูง จึงไม่สามารถตัดสินได้จากตัวเลขเพียงอย่างเดียวว่าค่าจ้างสูงหรือต่ำเกินไป
ในส่วนของบุคลากร นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ฝ่ายบริหารมีแผนปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยจะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีพนักงานประมาณ 1,200 คน กระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพนักงานสัญญาจ้าง (รหัส 8) พนักงานประจำ (รหัส 0) และพนักงานสัญญาจ้างรายโครงการ (รหัส P) ซึ่งพนักงานสัญญาจ้างมีความยืดหยุ่นมากกว่าพนักงานประจำ ส่วนพนักงานสัญญาจ้างรายโครงการอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างและพิจารณาความเหมาะสมให้สอดคล้องกับลักษณะงาน
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างกับผู้ผลิตรายเดิม ซึ่งอาจเอื้อต่อระบบอุปถัมภ์ และบางรายการมีสัญญาระยะยาวถึง 9 ปี นายอดิศักดิ์ชี้แจงว่า ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบการทำสัญญา โดยให้มีการเสนอรายการเป็นรายไตรมาส แทนการทำสัญญาระยะยาว 1 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาหมุนเวียนนำเสนอผลงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำสัญญาระยะสั้นอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของฐานผู้ชมที่คุ้นเคยกับผังรายการเดิม จึงต้องพิจารณาหาจุดสมดุลระหว่างข้อดีและข้อเสียของสัญญาแต่ละรูปแบบ โดยยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างทุกรายการมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า เราตั้งใจจะปฎิรูปองค์กรอยู่แล้ว เราเสนอลดค่าใช้จ่าย ปีละ 100 ล้านบาท เพื่อที่ปี2071 ซึ่งโครงการโทรทัศน์ดิจิทัลจะสัมปทานดังนั้นการปรับปรุงองค์กร ฝ่ายบริหารเข้ามายุคนี้สามารถพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร 69 ล้านบาท ดังนั้นการจะหาโมเดลใหม่ให้ไทยพีบีเอสต้องการันตีในเรื่องของความเป็นสื่อสาธารณะเป็นอิสระ
สตง.ปฏิเสธกลั่นแกล้ง "ไทยพีบีเอส" ตรวจสอบตามหน้าที่
ชมสด Thai PBS แถลงชี้แจงกรณีการตรวจสอบของ สตง.
สตง.ชี้ตรวจสอบ "ไทยพีบีเอส" ตามขั้นตอนรับร้องเรียน "ความคุ้มค่า-จัดซื้อจัดจ้าง-ใช้รถหลวง"
พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
今天(2026年10月14日),泰国公共广播服务公司(Thai PBS)副台长Phiset Chiyasak先生召开新闻发布会,澄清泰国审计署(OAG)对Thai PBS进行的审计。他表示,Thai PBS是一家专业机构,并希望OAG在审计其他机构时也能秉持专业精神。他还补充道,OAG此前一直进行审计,从未出现任何问题。在之前的审计中,Thai PBS都有机会澄清任何需要解释的问题。然而,最新的审计结果却没有给Thai PBS这样的机会,而且在被审计单位收到正式文件之前就已公布。
泰国公共广播服务公司(Thai PBS)副台长 Phiset Chiyasak 先生。
因此,泰国公共电视台(Thai PBS)已致函国家审计委员会(SAC),询问为何审计结果提前公布,造成损失。他们还要求国家审计委员会采用更专业的审计流程,并指出,首次审计评估了成本效益和效果,在审计结束前设置了提问环节并提供澄清机会——这才是专业流程。相比之下,第二和第三委员会要求提供有关主持人、节目嘉宾聘用和嘉宾报酬的文件,但审计结束后并未召开任何总结会议。这导致泰国公共电视台被发现需要偿还8500万泰铢,引发了人们对为何没有提供澄清的质疑。此外,关于第三委员会对高管使用公司车辆的调查,国家审计委员会团队在完成调查前召开了新闻发布会,这令人怀疑其中存在违规行为。
我们希望所有人都保持专业精神。我们是一家专业的媒体机构。我们希望审计是为了降低风险,而不是为了挑毛病。我们希望国家审计署对其他审计机构进行审计,以增强公众对其审计工作的信心。
泰国公共广播公司反驳了国家审计署的说法,即在得出审计结果之前没有提供澄清的机会。
然而,审计长办公室应考虑信息的方方面面,审查所有相关法律,并考察各机构的惯例和做法。由于公共媒体并非消费品,其运作方式有所不同,因此在得出结论和发出正式函件之前,收集完整的信息至关重要。涉及其他个人且仍在调查中的信息应予以保密,不得以任何可能造成损害的方式披露。
菲塞特先生表示,审计署已听取了这些建议,并对此表示感谢。他还建议审计署应遵循国际审计组织的指导方针,以确保所有受审计实体都感到安心,并防止对任何特定组织进行歧视。
关于国家审计署提出的三个问题:一是公共服务指数(PSI)评级指标的使用——目前泰国公共广播公司(Thai PBS)使用在线指标以覆盖更广泛的受众——二是“一个泰国公共广播公司”(One Thai PBS)系统,该系统目前正在整合中,因为该机构在四个办事处和中心设有24个部门,这可能导致数据收集分散。然而,国家审计署重申,其运营高效、经济且切实有效,并将根据国家审计署的建议进行改进。
针对外界认为外部人员薪酬过高的问题,国家科技发展署(NSTDA)副署长阿迪萨克·林普伦帕塔纳吉特先生表示,现任管理团队已对相关系统进行了研究,以提高运营效率。作为连接所有部门的核心系统,企业资源计划(ERP)系统目前正由承包商开发。毕马威会计师事务所已受委托进行相关研究并提供反馈意见。该系统预计将于2027年初开始实施,开发周期约为两年。
国家科学技术发展署(NSTDA)副署长 Adisak Limprungpatanakit 先生。
另一套系统是数据存储和检索系统,它将有助于规范内容存储,并使系统能够像公共图书馆一样运作。预计这套系统需要大约1.5年的时间才能建成。与此同时,人工智能系统目前正在根据审计长办公室的建议,开发一个供组织内所有人员使用的平台。
关于嘉宾报酬问题,皮塞特先生表示,对2023年至2025年数据的回顾显示,泰国公共电视台(Thai PBS)节目嘉宾的报酬并不高。然而,如果将这三年的数据汇总起来,可能会显得数额较大。实际报酬约为每次出场1000至1200泰铢,而且部分节目的嘉宾是自愿参加的。他强调,报酬的支付完全符合电视台的规定,不存在任何腐败行为,并且可以核实。
尽管审计长办公室承认缺乏明确的指导方针,但审批权归主管所有,各部门均根据《财务纪律法》对此事进行审议。审计长办公室确认,各项操作均在主管机构的批准下,按照现行指导方针和规章进行。然而,还必须考虑是否存在任何腐败行为或对国家广播和电信委员会(NBTC)的损害。一旦发现任何不当行为,将采取纪律处分。
菲塞特先生表示,审计长办公室正在审查2024年的财务、会计和预算条例,但这些条例并未明确规定具体细节。因此,审计长办公室也应审查2018年的过渡条款,因为他认为上述做法符合相关条例,并允许采取此类行动。因此,审计长办公室应审查所有相关条例。如果没有造成损害或腐败,则可以做出解释。关于高管使用公司车辆的问题,菲塞特先生拒绝置评,因为审计长办公室尚未披露相关细节。
此外,皮塞特先生还指出,根据《泰国公共福利法》第77条进行的公众咨询结果存在不规范之处。他表示,在国家审计署召开新闻发布会后,他发现了一些差异。他注意到,支持该修正案的人数显著增加,而其他三项法律的支持率并未出现类似增长。
皮塞特先生指出,罪恶税收入是新闻独立的重要保障。根据宪法,媒体有义务监督政府,代表人民向政府提出质疑。取消这项保障将削弱媒体独立性,并可能使边缘群体、弱势群体、儿童、少数族裔、LGBTQ+群体、农村社区和基层团体更难维护自身权益。泰国记者协会(TJA)的使命不仅限于电视广播,还包括网络工作和实地调查,其办事处网络负责培养为社会发展做出贡献的公民记者。
阿迪萨克先生指出,泰国公共广播公司(Thai PBS)的年度预算为20亿泰铢,从未申请过额外拨款。尽管其职责范围已从电视广播扩展到其他领域,且规模扩大了近十倍,但预算却始终保持不变。按现值计算,这相当于约15亿泰铢,而其职责范围却大幅增加。公众可能看不到的是,泰国公共广播公司运营着覆盖全国的63个地面数字电视频道,每个频道都需要专人管理。目前,泰国公共广播公司约有1200名员工,其中一半从事新闻制作,另一半则负责内容制作以外的其他工作,例如在线服务、核实虚假新闻、儿童节目中心以及残疾人服务等。这些都是公共广播机构的职责,而商业媒体由于成本效益的限制,可能无法全面承担这些工作。至于节目外包,这符合相关法律规定,即必须聘用独立制片人,以促进新制片人进入该行业。
我们渴望改革,但公共媒体的概念必须保留。公共媒体与商业媒体截然不同,外人不能将它们混为一谈。我们希望成为一个值得信赖的媒体机构,能够与所有人、所有媒体合作。因此,我们诚邀媒体携手共进。
当记者询问国家审计署在泰国公共广播公司(Thai PBS)就《泰国公共广播公司法》草案进行公众咨询期间,根据第77条发布新闻稿是否构成政治骚扰时,皮塞特先生表示,泰国公共广播公司过去一直接受审计,从未出现任何问题。他们总是提供文件解释需要改进的方面,并始终贯彻落实审计建议。然而,此次情况令人担忧,因为第二次审计结果尚未完成,第三次审计结果却已公布,这引发了人们的质疑。
信件泄露后,我于10月9日发表声明澄清我并未收到该信件,而泰国审计署(OAGT)的信件于10月10日送达。这意味着我们必须行使对指控提出异议的权利,因此我们发送了一份书面反驳信,回应了提出的问题。
关于其他媒体在泰国公共电视台(Thai PBS)收到正式信函前就报道此事,阿迪萨克先生表示,泰国公共电视台希望各方指控都能得到公正对待,并应有机会在发布新闻前进行澄清。然而,他也理解每家媒体都有权为了社会利益而提供信息,但在对当事人是否有罪做出最终结论之前是否公开其姓名,则取决于被曝光者的意愿。
关于节目制作服务的采购,有些节目每集收费高达4万泰铢或10万泰铢,以及主持人薪酬普遍偏高的问题,阿迪萨克先生表示,报酬因人而异。有些人收费高,有些人收费低,就像主角的片酬高于配角一样。泰国公共电视台(Thai PBS)需要能够吸引观众的人才,因为内部员工可能缺乏知名人士,或者工作量已经超负荷。因此,有必要聘请知名主持人。然而,有些人即使报酬较低也愿意参与,所以不能仅凭数字来判断费用是过高还是过低。
关于人事方面,阿迪萨克先生表示,管理层计划通过削减不必要的开支来重组组织架构,使其更加灵活高效。目前,泰国公共广播公司(Thai PBS)拥有约1200名员工,分布在各个部门,其中包括合同工(代码8)、正式员工(代码0)和项目合同工(代码P)。合同工比正式员工拥有更大的灵活性,而项目合同工目前正在进行重组和适任性评估,以使其更好地适应工作性质。
针对有关现有供应商采购存在违规行为、可能存在裙带关系以及涉及长达九年的长期合同的指控,阿迪萨克先生澄清说,合同形式已进行调整。目前,提案提交周期由年度合同改为季度合同,以便新供应商更容易展示其工作成果。然而,短期合同可能会影响习惯于原有节目安排的观众的观看体验,因此需要在各种合同形式的利弊之间取得平衡。他重申,所有采购流程均透明且可核查。
阿迪萨克先生表示,他们原本就计划对机构进行改革。他们提议每年削减1亿泰铢的开支,以便在2071年数字电视项目获得特许经营权时,通过机构改革,使现任管理层能够扭转亏损局面,实现6900万泰铢的盈利。因此,为泰国公共广播公司(Thai PBS)寻找新的发展模式,首先要确保其作为公共广播机构的独立性。
国家审计署否认骚扰泰国公共电视台,并表示其调查是履行职责。
观看泰国公共电视台(Thai PBS)的现场新闻发布会,了解国家审计署的审计结果。
泰国审计长办公室 (OAG) 表示,其对泰国公共服务公司 (Thai PBS) 的审计符合接收有关“成本效益、采购和政府车辆使用”投诉的程序。
泰国公共广播法