ลูกจ้างคนดูแลแม่ป่วยติดเตียง เปิดวงจรปิดดู เห็นภาพแทบทรุด เจอด่าทอ-ทำร้ายจนเขียวช้ำ一位照顾卧床不起的母亲的护理员查看了监控录像,震惊地发现她遭到言语辱骂和身体攻击,导致她身上多处瘀伤。
ลูกชายร้อง “สายไหมต้องรอด” จ้างคนดูแลแม่ป่วยอัลไซเมอร์ติดเตียง เดือนละ 26,000 บาท เปิดวงจรปิดดู เห็นภาพแทบทรุด เจอด่าทอ-ทำร้ายแม่จนเขียวช้ำ แล้วมาอ้างว่าแม่ทำตัวเอง ล่าสุดแจ้งความตำรวจแล้ว

ลูกชายร้อง “สายไหมต้องรอด” จ้างคนดูแลแม่ป่วยอัลไซเมอร์ติดเตียง เดือนละ 26,000 บาท เปิดวงจรปิดดู เห็นภาพแทบทรุด เจอด่าทอ-ทำร้ายแม่จนเขียวช้ำ แล้วมาอ้างว่าแม่ทำตัวเอง ล่าสุดแจ้งความตำรวจแล้ว
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 ก.ย. ที่ ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ถ.วัดเกาะ เขตสายไหม กทม. นายวิชญ์พล รุ่งแสงฉาย อายุ 45 ปี พนักงานโลจิสติกส์ บริษัทแห่งหนึ่ง จ.ฉะเชิงเทรา ลูกชายนางสมบูรณ์ รุ่งแสงฉาย อายุ 78 ปี มารดาผู้เสียหาย พร้อมด้วย น.ส.วัลลี รุ่งแสงฉาย อายุ 40 ปี ภรรยา เข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือกับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ขอให้ช่วยติดตาม น.ส.นวลจันทร์ ประวันนา พี่เลี้ยงใจร้าย จ้างมาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ระยะเวลารวม 10 เดือน ก่อนพบว่ามีการทำร้ายร่างกายแม่เป็นเวลานาน พบร่องรอยเขียวช้ำทั่วตัว และเมื่อเปิดคลิปวิดีโอกล้องวงจรปิดย้อนหลังยังพบว่ามีความพยายามเอาผ้าเช็ดตัวมัดหัวอุดปากอุดจมูกมารดา ล่าสุดยังคงหลบหนี
นายวิชญ์พล เผยว่า แม่ของตนมีอายุ 78 ปี และป่วยเป็นโรคหลอดเลือดในสมอง (สโตรค) มีภาวะสมองตาย ซีกซ้ายอ่อนแรงตั้งแต่ขาขึ้นมา และมีสมองฝ่อ ทำให้แม่มีความจำที่ประสิทธิภาพลดลง ป่วยตั้งแต่เดือน ก.พ.67 ก่อนหน้านี้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่พอใกล้จะต้องออกจากโรงพยาบาล ตนและภรรยาจึงพยายามช่วยกันค้นหาเพจเฟซบุ๊ก เพื่อจะว่าจ้างเจ้าหน้าที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ มาคอยช่วยดูแลคุณแม่ เพราะว่าตนและภรรยาจะต้องพาลูกไปโรงเรียนแล้วต้องทำงาน จึงหวังว่าจะจ้างเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุติดเตียง ได้มาคอยดูแลอาบน้ำและพาทำกายภาพบำบัด
ตอนแรกตนได้มีการสอบถามไปยังเพจเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ก็จะได้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิง แต่เนื่องด้วยผู้หญิงคนนี้ติดเคสดูแลอยู่ จึงส่ง น.ส.นวลจันทร์ ผู้หญิงซึ่งเป็นคนก่อเหตุมาดูแลแม่ของตนแทน ตอนแรกตนและภรรยาว่าจ้างผู้หญิงคนนี้มาดูแลคุณแม่แค่ 6 วัน จ่ายค่าแรงวันละ 800 บาท พบว่ามีการดูแลดี พาแม่อาบน้ำ 2 ครั้งต่อวัน มีการป้อนอาหารดี ร่างกายคุณแม่ไม่มีแผลกดทับ ไม่มีรอยฟกช้ำเขียวเลย เมื่อใกล้ครบระยะเวลาว่าจ้างระยะสั้น น.ส.นวลจันทร์ แจ้งว่าอยากทำงานต่ออีก ทางครอบครัวเห็นว่ามีความเต็มใจและทำงานได้อย่างเต็มที่ จึงตัดสินใจว่าจ้างตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค.68 เป็นต้นมา ถึงเดือน ส.ค.69 จ่ายเงินเดือนละ 26,000 บาท ให้อยู่กินที่บ้าน จัดให้นอนอยู่ในห้องเดียวกับแม่ เพื่อที่จะได้ดูแลอย่างสะดวก
แต่ความผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นช่วงต้นเดือน ม.ค.69 น.ส.นวลจันทร์ มีการส่งภาพของแม่ที่ตามร่างกาย ข้อพับแขน ข้อพับเข่า หรือตามเนื้อตัว มีรอยฟกช้ำดำเขียวเกิดขึ้น เข้ามาใน LINE ที่มีตนและภรรยาอยู่ด้วย เพื่อที่จะแจ้งว่า แผลฟกช้ำดำเขียวดังกล่าวที่ปรากฏนี้ เกิดจากขั้นตอนการทำกายภาพบำบัด อ้างว่าแม่ทำตัวเองเอง โดยมีการเหวี่ยงแขนจนไปชนกับขอบ แนวกั้นต่าง ๆ ตอนนั้นตนและภรรยาเห็นภาพเป็นห่วงแม่ แต่ยังเชื่อใจ เพราะว่าเราไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยสูงอายุติดเตียง และเชื่อว่าการกล่าวอ้างเป็นเรื่องจริง เพราะไม่ได้คิดว่าคนที่รับจ้างดูแลผู้ป่วยสูงอายุติดเตียง จะก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้ป่วยได้
กระทั่งวันที่ 19 ส.ค.69 ช่วงเช้า ภรรยาตนได้ยินเสียงแม่ร้องขึ้นมา ขณะที่ น.ส.นวลจันทร์ กำลังจับเนื้อตัวแม่ ภรรยาตนจึงรีบเดินไปที่หน้าประตูและสอบถามว่าแม่เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นหรือไม่ แต่สิ่งที่ภรรยาตนเห็น น.ส.นวลจันทร์ พยายามเอาผ้าคลุมหัวแม่ไว้ทั้งหมด และพยายามล็อกตัว ดัดศีรษะแม่ไปด้านหลัง ทุกครั้งที่เธอจับร่างกายของแม่ แม่จะร้องขึ้นมา ภรรยาตนจึงเริ่มตั้งข้อสังเกตจากเหตุการณ์ตรงนี้ และเมื่อถามว่าทำไมแม่จึงร้อง น.ส.นวลจันทร์ กลับตอบว่า แม่กำลังร้องเพลงชาติ และทำทีเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน ภรรยาตนจึงจำห้วงเวลาในช่วงเช้านั้นไว้ เพื่อที่จะกลับมาเปิดกล้องวงจรปิดย้อนหลังดู เพราะในตอนนั้นมันใกล้เวลาที่จะต้องออกไปทำงานและไปส่งลูกเข้าเรียน จึงไม่มีเวลามากนัก
นายวิชญ์พล เผยอีกว่า พอเราได้กลับมาเปิดกล้องวงจรปิดย้อนหลังดู ทำให้เห็นภาพที่สะเทือนใจ เมื่อพบพฤติกรรมข่มขู่แม่ ตลอดเวลาในช่วงของการดูแล 10 เดือน มีการทำร้ายร่างกาย มีการพูดจาถ้อยคำหยาบคาย ทำให้แม่เกิดความกลัว ทั้งยังพยายามโบ้ยความผิดว่าแม่เป็นคนทำตัวเองเอง ทำให้เกิดรอยฟกช้ำดำเขียวตามเนื้อตัวร่างกายของแม่ ยิ่งตนได้ดูภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดย้อนหลัง ยิ่งช้ำใจและสลดใจว่า เรากำลังว่าจ้างให้คนมาทำร้ายร่างกายแม่ของเราขนาดนี้เลยหรือ ภายหลังจากที่ตนและภรรยาได้เห็นภาพความจริงและได้ยินเสียงจากคลิปกล้องวงจรปิดทั้งหมดแล้ว ตนจึงเรียกเขามาสอบถาม เขายอมรับว่ามีการตีขาคุณแม่ มีการทุบตีจริง ตนจึงตัดสินใจให้ออกจากงานไปเมื่อวันที่ 23 ส.ค.69 และรวบรวมพยานหลักฐานคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดนำเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.69
นายวิชญ์พล เผยต่อว่า ตนยอมรับว่า สะเทือนใจ เพราะมันคือพฤติกรรมการทารุณกรรมแม่ของตนมาโดยตลอด โดยเขามักจะมีพฤติกรรมในเวลา 21.00 น. เวลา 24.00 น. และเวลา 03.00 น. สังเกตว่า มักจะทำร้ายแม่ในเวลาที่ตนและภรรยาออกไปทำงาน หรือในช่วงกลางดึกที่เราไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว หากเขาไม่นอน เขาจะพยายามปลุกแม่ตนขึ้นมาทำร้ายร่างกายด้วย ทำให้แม่ตนนอนร้องโอดโอยเจ็บปวด ขณะที่เมื่อเขาลงมือเสร็จแล้ว เขาก็นอนหลับได้ลง ทั้งยังมีพฤติกรรมโบ้ยความผิดให้แม่ตน คอยข่มขู่แม่ตนตลอด ถ้าหากไม่พยายามลุกขึ้นยืนให้ได้เอง ข่มขู่ว่าลูกชายจะส่งไปที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งที่ในความเป็นจริงแม่ตนไม่สามารถยืนได้เองอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีการโกหกตนและภรรยามาโดยตลอด ตนเสียใจอย่างมากที่เหมือนจ้างคนมาทำร้ายแม่ ทั้งที่เราให้ความไว้ใจเขา ว่าเขาจะดูแลแม่ของเราเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ภายหลังเข้าแจ้งความกับตำรวจ ทราบความคืบหน้าว่า ตำรวจอยู่ระหว่างรอผลตรวจจากนิติเวช ในเรื่องของบาดแผลร่องรอยตามร่างกาย จากนั้นจะได้มีการออกหมายเรียกผู้ดูแลหญิงรายนี้ มาดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายต่อไป แต่ตนก็เป็นห่วงว่า ในระหว่างที่ตนไม่ได้ว่าจ้างเขา เขาอาจไปรับจ้างในอาชีพลักษณะเดิม หรืออาจไปก่อเหตุกับผู้ป่วยสูงอายุรายอื่นอีกหรือไม่ ถือว่าเป็นภัยสังคมอย่างมาก เพราะตนมั่นใจเลยว่าพฤติกรรมที่เขาทำกับแม่นั้น แม่ตนไม่ใช่เหยื่อรายแรกแน่นอน สิ่งที่เขามี คือ เขารู้จุดอ่อนของผู้ป่วยสูงอายุ เขารู้จุดอ่อนของผู้ว่าจ้างที่ไม่มีเวลาอยู่แล้ว เขารู้วิธีการพูดอย่างไรเพื่อปัดความผิดให้พ้นตัวเอง เพราะเวลาตนและภรรยากลับมาถามแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ด้วยความที่แม่ป่วยอัลไซเมอร์ด้วย เหตุการณ์เกิดขึ้นไปไม่กี่นาทีแม่ก็ลืมแล้ว แล้วแม่มักจะตอบว่าไม่มีอะไร และเขายังมีพฤติกรรมพยายามสอนให้แม่พูดว่าแม่ทำร้ายร่างกายตัวเอง
นายวิชญ์พล เผยต่อว่า ตนอยากให้เรื่องของตนเป็นอุทาหรณ์ และเป็นการเตือนภัย สำหรับใครก็ตามที่จะติดต่อให้บุคคลอื่นมาดูแลผู้ป่วยสูงอายุ อยากให้มีการตรวจสอบให้ดี โดยการนำเอาบัตรประจำตัวประชาชน ไปตรวจสอบในเรื่องของประวัติคดีอาชญากรรมไว้ และหากมีกล้องวงจรปิดภายในบ้าน ควรติดตามดูอย่างต่อเนื่องว่าผู้ดูแลมีพฤติกรรมดูแลผู้ป่วยอย่างไรบ้าง แม้กระทั่งจะเป็นห้องน้ำก็ตาม หากเขาต้องพาผู้ป่วยไปอาบน้ำ ต้องให้กล้องวงจรปิดส่องให้เห็นพฤติกรรมระหว่างนั้นด้วย เพราะเป็นจุดเสี่ยงอันตราย ไม่อยากให้ใครต้องเจอแบบตน อีกทั้งอย่าไว้ใจในสิ่งที่เขาบอกเรา และอย่าไว้ใจในสิ่งที่เขาอยากให้เราเห็น
ด้าน น.ส.วัลลี ภรรยานายวิชญ์พล ระบุว่า ก่อนหน้า น.ส.นวลจันทร์ จะมาดูแลแม่ของพวกเรา ตนได้ทราบข้อมูลมาว่า เคยได้ดูแลคุณย่าคนหนึ่ง คุณย่าท่านนี้ก็เสียชีวิตแล้ว ตนจึงไม่แน่ใจว่าคุณย่าท่านนี้เสียชีวิตเพราะอะไร และเท่าที่ไปดูความเคลื่อนไหวภายใน Facebook ของเขา ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ อย่างไรก็ดี พฤติกรรมระหว่างที่เขาดูแลแม่ ไม่พบว่ามีพฤติกรรมเรื่องลักทรัพย์ภายในบ้าน ปัจจุบันพวกตนดูแลแม่เอง แล้วจ้างพี่เลี้ยงดูแลครึ่งวัน อาการแม่ดีขึ้น ระหว่างนี้เรามีประสบการณ์แล้ว พยายามสอบถามแม่และดูกล้องวงจรปิดตลอด เพราะเราระแวงว่ามันจะเกิดเหตุซ้ำ แต่ตอนนี้แผลแม่เริ่มทุเลาแล้ว อาการและสภาพจิตใจแม่ดีขึ้นมาก แค่อาจยังมีระแวงเรื่องเสียงปิดประตู เพราะแม่รู้ว่าเสียงปิดประตูจะทำให้ถูกทำร้าย จากนี้ตนจะไปให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนตำรวจตามที่นัดหมายไว้ เพื่อที่จะขอให้ตำรวจดำเนินคดีเพิ่มเติมเพราะมันเข้าข่ายการทารุณกรรม
ขณะที่ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า หลังจากนี้ตนจะพยายามติดต่อไปยัง ผกก.สภ.เมืองชลบุรี เพื่อขอให้ติดตามความคืบหน้าคดี และเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขอออกหมายเรียกผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
儿子恳求“赛迈必须活下去”,于是每月支付26000泰铢雇佣了一名护理员照顾卧床不起、患有阿尔茨海默症的母亲。监控录像显示,护理员对母亲实施了令人震惊的虐待和殴打,导致母亲身上多处瘀伤。护理员却声称这一切都是她咎由自取。儿子已向警方报案。
9月6日上午11点30分,在曼谷赛迈区瓦阁路(Wat Ko Road)的“赛迈必须生存”(Sai Mai Must Survive)脸书页面协调中心,来自北柳府的45岁物流公司员工威蓬·荣桑猜先生(Wichpol Rungsangchai)及其妻子40岁的瓦莉·荣桑猜女士(Walli Rungsangchai)向“赛迈必须生存”脸书页面的创始人埃卡波·吕昂普拉瑟特先生(Ekkapop Lueangprasert)寻求帮助。他们请求协助追踪努安昌·普拉瓦娜女士(Nuanchan Prawanna)。普拉瓦娜女士是一名残忍的护理员,受雇照顾他们患有阿尔茨海默病的母亲长达10个月。他们发现普拉瓦娜女士长期虐待他们的母亲,导致她全身伤痕累累。查看监控录像还发现,普拉瓦娜女士试图用毛巾包住母亲的头,捂住她的口鼻。普拉瓦娜女士目前在逃。
维奇波尔先生透露,他的母亲今年78岁,患有中风,导致脑死亡。她左侧身体从腿部以上都无力,并且脑萎缩,导致记忆力下降。她自2024年2月起就一直生病,之前也曾住院治疗。随着出院日期的临近,他和妻子正在Facebook上寻找一位能够照顾老人的护理人员。他们希望找到一位有照顾卧床老人经验的护理人员,能够提供包括洗澡和物理治疗在内的各种护理服务。
最初,我通过Facebook页面询问,有人推荐了一位女性护理员。然而,由于她当时正在处理另一个案件,最终安排了犯下罪行的努安婵女士来照顾我的母亲。起初,我和妻子只雇佣努安婵女士照顾我母亲六天,每天支付她800泰铢。我们发现她照顾得很好,每天给母亲洗两次澡,喂她吃东西也很细心,母亲身上没有褥疮或瘀伤。短期合同即将到期时,努安婵女士表示希望继续工作。鉴于她勤奋敬业,我们决定从2025年10月4日起一直雇佣她到2026年8月,每月支付她26000泰铢。我们为她安排了住宿,让她和母亲睡在同一间房里,以便更好地照顾她。
然而,2026年1月初,情况开始出现异常。暖婵女士将我母亲的照片,包括她肘部、膝盖和其他部位的瘀伤,发送到我和妻子共用的LINE群组。她声称这些瘀伤是理疗造成的,并指责我母亲在理疗过程中挥动手臂撞击物体边缘或障碍物,导致自己受伤。当时,我和妻子虽然担心母亲的安危,但仍然相信她的话,因为我们缺乏照顾卧床老人的知识,觉得她所言属实。我们没想到,受雇照顾卧床老人的护理人员会伤害他们。
1969年8月19日清晨,我妻子听到母亲在暖婵女士触摸她时发出哭喊声。妻子赶紧跑到门口,问母亲怎么了。她看到暖婵女士正试图用一块布完全盖住母亲的头,限制她的行动,并把她的头向后掰。每次暖婵女士触碰母亲,母亲都会哭喊。妻子对此感到疑惑。她问暖婵女士母亲为什么哭,暖婵女士却说母亲在唱国歌,并试图用笑声掩盖。妻子记下了那天早上的时间,以便之后查看监控录像,因为当时她快要上班送孩子上学了。
维查波先生进一步透露,查看监控录像后,他看到了令人心碎的一幕:在他照顾母亲的十个月里,他的母亲不断受到威胁。他目睹了身体虐待、言语辱骂以及母亲的恐惧。据称,他还将母亲身上的瘀伤和伤痕归咎于她。维查波先生看到录像后感到无比悲痛和痛苦,他意识到自己竟然雇人伤害母亲。在查看录像并听取录音后,他与嫌疑人对质,嫌疑人承认殴打了他的母亲。维查波先生于2026年8月23日解雇了嫌疑人,并于2026年8月25日收集了所有监控录像证据,向春武里府警察局报案。
维奇波尔先生进一步透露,他深感悲痛,因为这是他母亲长期遭受虐待的一种模式。虐待通常发生在晚上9点、午夜和凌晨3点。他观察到,这名男子经常在他和妻子上班时,或者在深夜无人时殴打他的母亲。如果他自己没睡着,就会试图叫醒母亲,对她进行身体伤害,导致她痛苦地哭喊。之后,他自己就会睡着。他还不断地责怪和威胁他的母亲,说如果她不尝试自理,就把她送到养老院,尽管她已经无法做到。此外,他还多次对维奇波尔先生和他的妻子撒谎。维奇波尔先生表达了他深深的悲痛,感觉自己就像是雇人伤害了母亲,尽管他们一直信任这名男子会好好照顾她。
根据警方报告,我得知他们正在等待法医对受害女子身上伤痕的鉴定结果。之后,他们将传唤护理员出庭,指控其犯有袭击罪。然而,我担心,虽然我没有雇用她,但她可能会从事类似的工作,或者对其他老年患者实施类似的行为。这对社会构成严重威胁,因为我确信我母亲并非她的第一个受害者。她深知老年患者和雇主的弱点,知道他们常常时间紧迫。她也知道如何推卸责任。我和妻子询问患有阿尔茨海默病的母亲发生了什么事时,她往往几分钟后就忘记了,通常说什么都没发生。她甚至还试图教唆我母亲谎称自己受伤了。
维奇波尔先生进一步表示,他希望自己的经历能成为一个警示,提醒所有考虑雇佣他人照料老年病人的人。他敦促进行彻底的核实,包括使用身份证件查询照护人员的犯罪记录。他还建议,如果家中安装了监控摄像头,应持续监控照护人员的行为,即使是在卫生间等区域。他强调,摄像头应该记录照护人员上厕所时的行为,因为这些时刻风险较高,他不希望其他人经历他所经历的一切。此外,他还告诫人们不要盲目相信照护人员所说或所展示的一切。
维奇波尔先生的妻子瓦利女士表示,在努安婵女士来照顾他们的母亲之前,她得知努安婵女士曾照顾过一位老妇人,那位老妇人也已经去世。瓦利女士不确定那位老妇人的死因。她还注意到,努安婵女士的Facebook账号仍然活跃。然而,瓦利女士在努安婵女士照顾期间并未发现任何盗窃行为。目前,一家人正在自己照顾母亲,并雇佣了一名半天的护理员。母亲的病情有所好转。他们从这次经历中吸取了教训,并不断询问母亲的情况,同时查看监控录像,因为他们担心类似事件再次发生。母亲的伤口正在愈合,身心状况都有了显著改善。她可能仍然对关门声感到不安,因为她知道这可能会带来伤害。瓦利女士将按计划向警方提供更多证词,要求提起进一步的指控,因为这构成虐待儿童。
与此同时,“Sai Mai Must Survive”脸书页面的创始人Ekaphop Lueangprasert透露,他将尝试联系春武里市警察局局长,要求了解案件的最新进展,并加快收集证据,以便依法传唤嫌疑人进行起诉。