เครือข่ายภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงนายกฯ วอน "ชะลอ-ถอน" ร่างแก้ไข กม. 4 ฉบับ一个民间社会团体网络向总理递交了一封信,敦促他“推迟或撤回”对四项法律的修正案草案。
ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯ วอน ชะลอหรือถอนร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ รับเงินอุดหนุนภาษีบาปออก ชี้ ไม่ควรอ้างวินัยการคลังรัฐเปลี่ยนใช้งบประมาณปกติ เหตุไม่ใช่ทางออก บอก ต้องเน้นการตรวจสอบโปร่งใส

วันนี้ (16 ต.ค.2569) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เเกนนําขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) เครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมือง และภาคีเครือข่ายสุขภาพ กว่า 60 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทินชาญ วีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ขอให้ถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ภายหลังผลการรับฟังความเห็นพบว่า เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยโดยมีนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผอ.พรรคภูมิใจไทย เป็นตัวแทนรับหนังสือ
นายสมบูรณ์ คำแหง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมือง ระบุว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นพูดคุยกันในภาคประชาสังคม ซึ่งมีความเห็นร่วมกันถือเป็นมติ โดยผลสรุปที่จะมายื่นหนังสือในวันนี้ และเรื่องดังกล่าวเป็นที่รับทราบในหมู่องค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นความกังวลตรงกันว่า การที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเสนอร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ แม้จะกระทบกับองค์กรเหล่านั้นแต่ไม่ควรเป็นประเด็นที่นำไปสู่การทำลายเชิงหลักการ และหากมีการเดินหน้าแก้ไขกฎหมายให้วิธีการจัดสรรงบประมาณเปลี่ยนไป ซึ่งแม้ว่าพรรคภูมิใจไทยอาจมีวิธีอธิบายเรื่องนี้แต่ยังเป็นข้อสงสัยในมุมของพวกตนว่า หนีไม่พ้นทำให้องค์กรอย่าง สสส. หรือ สื่อสาธารณะ อาจต้องปรับท่าทีของตัวเองใหม่ จึงอยากให้พรรคภูมิใจไทยโดยเฉพาะนายกฯ ต้องพินิจพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบไม่อย่างนั้นจะเป็นการเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองได้ หากนายกฯ ยังเดินหน้าเรื่องนี้ ผู้มีวิวาทะไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในห้องนี้ แต่เป็นผู้ที่อยู่ในภาคเครือข่ายประชาชนที่ทำงาน จึงอยากให้นายกฯรับฟังความเห็นและข้อมูลอีกมุม
นายชูวิทย์ จันทรรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานบนเส้นทางที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่รัฐไม่เคยมีให้ แล้ววันหนึ่งมีขึ้นมาคือกองทุนจาก สสส. ซึ่งนายชูวิทย์ระบุว่า ไม่ได้ทำให้รวยขึ้นและเจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกตราหน้าว่าหากินกับภาษีบาป พร้อมกับฝากให้ ผอ.พรรคไปยังโฆษกรัฐบาล
ขอให้ช่วย อย่าย่ำอยู่บนหัวของพวกเรา ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า เป็นคนทำงานร่วมกับภาครัฐ ทุกเหตุการณ์น้ำท่วมหรือโควิดก็ไปช่วยชาวบ้าน นี่คือความสำคัญ อย่าผลักเราให้เป็นคนอื่น สิ่งที่ควรส่งไปยังรัฐบาลอาจต้องปรับเปลี่ยนหรือทบทวนให้จริงจังและเห็นหัวพวกเรา ประกอบกับขณะนี้เจอวิกฤตรัฐบาลรับมือไม่ไหว หากไม่มีภาคประชาชนตื่นตัวขึ้นมาจับมือกับรัฐในการทำงานไปด้วยกัน ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการ ผ่านวิกฤตไปได้ จึงอยากให้รัฐบาลคิดให้มาก อย่าทำร้ายกองทุนที่มีอยู่น้อยนิด ให้เราต้องสิ้นไร้ไม้ตอกและไม่มีทางเลือกอื่น
นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวถึงที่ กองทุน สสส.แม้ว่าจะดำเนินการมาด้วยภาษีสรรพสามิต และแม้ว่ารัฐบาลจะย้ำว่าไม่ได้ยกเลิกแต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการใช้งบประมาณ ซึ่งตนมองว่า หากมีการยกเลิก ระบบสุขภาพและสังคมน่าจะมีปัญหาในอนาคตมากขึ้น และถ้ามีกองทุนอย่างนี้อยู่ก็สามารถที่จะช่วยปิดจุดอ่อนและเติมเต็มศักยภาพของภาครัฐขึ้น
จึงขอวิงวอนขอให้ศึกษาและทบทวนเรื่องนี้ และยังมองว่า คำกล่าวของรัฐที่อ้างอิงถึงวินัยการเงินการคลังตามมาตรา 26 พ.ร.บ.ที่พูดถึงเกิดขึ้นมาก่อนเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเอาสิ่งเหล่านั้นมาอ้างว่าด้วย ม.26 นี้จะต้องมายกเลิก พ.ร.บ 4 ฉบับนี้ และให้ไปใช้ระบบงบประมาณแทนเพราะถ้าเป็นเช่นนั้น การใช้ระบบงบประมาณคือสิ่งที่เรากังวลกันมากที่สุด และข้อกังวลว่าอาจเอื้อให้กับนายทุนเพราะถ้าภาษีลดลงผู้ได้เปรียบคือภาคธุรกิจในทันที
นายเกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ย้ำถึงหลายปรากฏการณ์ทางสังคม อยากสะท้อนให้ถึงนายกฯ และเลขาธิการนายกฯ อยากให้ความสัมพันธ์ของพรรคหรือฝ่ายบริหารของรัฐบาลกับประชาชนราบรื่น และเป็นบรรยากาศทางเดียวกัน และขณะนี้เองก็มีอีกหลายเรื่อง ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ วิกฤตอุทกภัย ซึ่งเรื่องนี้ควรวางไว้ก่อน หรือถอนก่อนก็ได้แล้วค่อยคุยกัน ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนให้เปิดพื้นที่ พูดคุยกัน หรือหากชะลอหรือหยุดไว้ก่อนก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ ประธานมูลนิธิสุขภาพไทย มองว่า ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายแต่ต้องทำให้เห็นว่าเงินที่มาจากทางสาธารณะจะต้องเปิดเผย และตรวจสอบได้ แต่ยอมรับว่า น่าคิดว่าความโปร่งใสนั้นเพียงพอหรือไม่ แต่อาจเป็นคนละส่วนกับการแก้ พ.ร.บ.ทั้งฉบับ เพราะบางเรื่องเป็นการบริหารงาน และประธาน สสส.นั้น นายกฯ เป็นประธานบอร์ด โดยตำแหน่ง ซึ่งกลไกมีการเปิดเผยรายจ่ายประจำเดือนถือว่าโปร่งใสในระดับหนึ่ง แต่กลับมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดคนจึงยังสงสัยเรื่องของความโปร่งใสอยู่ จึงจำเป็นต้องกลับไปขบคิด ว่าหรือ สสส. จำเป็นต้องแถลงผลงานประจำปี หรืองบประจำปีอย่างเปิดเผย
เหตุผลเรื่องความโปร่งใสไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลหลักในการที่จะยกเลิกภาษีเฉพาะ แต่เป็นอีกประเด็นที่จะต้องมาทำงานร่วมกันให้เห็นว่าการทำงานของทุกคนนั้น ต้องสามารถตรวจสอบทางบัญชีหรือแสดงทุกอย่างได้
นายวีรพงษ์ ยืนยันว่า งบฯนี้มีความสำคัญ โดยการมีงบฯเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาตามหลักคิด และสิ่งที่เสนอ คือ กลไกให้เห็นว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาอย่างแท้จริง มีบทพิสูจน์อยู่อย่างมากมาย และยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยอยู่ในเป้าหมายและกำลังเข้าไปในสมาชิก OECD ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ ความเป็นหุ้นส่วนของภาคประชาสังคม และอยากเห็นว่า กำลังช่วยทำให้ประเทศไทยยกระดับฐานะในสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเป็นการทำงานร่วมกัน
คาดหวังว่าจะมาพูดคุยกันเพื่ออาจจะเปลี่ยนใจนายกฯ และสมาชิกในพรรคภูมิใจไทยเพราะเป็นผู้ยื่นเสนอกฎหมายนี้ และจากสิ่งที่ลงความเห็นกันนั้นอาจจะเป็นเหตุผลรองรับให้ทางพรรคให้ได้ทบทวน ขอยุติ หรือถอนร่าง พ.ร.บ. แก้ไข และอยากทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองว่า งานภาคประชาสังคมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญ จึงอย่ามาทำลาย ลดทอน หรือทำให้พวกเราเสียกำลังใจ เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเช่นกัน
ด้านผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนจะรวบรวมข้อเสนอและความรู้สึกที่พูดคุยกันวันนี้ ไปสื่อสารให้กับพรรค ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีทางออก อะไรที่เป็นประโยชน์เราก็จะช่วยกัน ดังนั้น เราจะรับข้อเสนอนี้ไปพิจารณาซึ่งเราก็พอรับรู้เรื่องนี้จากหน้าสื่อแต่การทำงานบางอย่างก็อาจจะมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนกันบ้าง แต่เชื่อว่านายกฯ และผู้บริหารพรรคพร้อมจะรับฟัง และยังกล่าวย้ำอีกว่า พรรคการเมืองเมื่อเติบโตมา เรื่องที่สำคัญคือความทุกข์ยากของประชาชน ไม่ต้องไปห่วงว่าไปเอาใจนายทุน
สำหรับตนเรื่องพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสารระบบ คนทำงานหากไปดังวลในเรื่องพวกนี้ อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องโฟกัสที่ชาวบ้านเป็นหลัก เมื่อถึงเวลาชาวบ้านเลือกเรา นายทุนคนหนึ่งบางทีมีแค่เสียงเดียว แต่ชาวบ้านหลายมือ เวลาไปกาคะแนน ดังนั้นตนเชื่อว่า ทุกพรรคการเมืองกังวลเรื่องเสียงของประชาชน ดังนั้นการทำอะไรที่ได้ใจของประชาชน และดูแลพี่น้องประชาชนได้ เราก็จะแข็งแรงในทางการเมือง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเติบโตมาอย่างนี้จริง ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเราเป็นสายต่างจังหวัดไม่ใช่สายเมือง แต่กรุงเทพฯก็ยังไม่ได้สักที ซึ่งการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่พี่น้องภาคประชาสังคมก็ยังอยู่เหมือนเดิม
สำหรับจุดยืนและข้อเรียกร้องถึงนายกฯ และผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย มีดังนี้ 1.ยกเลิกการจัดเก็บภาษีบาปแล้วไปใช้เงินในระบบงบประมาณที่ต้องผ่านสภา
2.ในการทำงานของทุกกองทุน มีขั้นตอนการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ แทบไม่ต่างจากหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ โดยเฉพาะ สสส.ที่มีการกำกับและตรวจสอบอย่างเข้มข้น และยังถูกตรวจสอบได้จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกด้วย ส่วนกรณีไทยพีบีเอสการทำลายความอิสระขององค์กร สุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง ควบคุม จึงจำเป็นต้องรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระในการทำงาน ตามเจตนารมณ์ที่ไม่ใช่สื่อของรัฐ
3.กังวลว่าจะเป็นการตัดโอกาสที่ประชาชน องค์กร คนเล็กคนน้อย ที่จะเข้าถึงแหล่งทุนหรือได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
4.การที่ประเทศไทยต้องการเข้าร่วมเป้าหมายการพัฒนาที่ยังยืน ซึ่งเป็นแผนงานของ องค์การสหประชาชาติ และองค์การเพื่อความร่วมร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หลักสำคัญอย่างหนึ่งคือการสนับสนุนตให้ภาคประชาสังคม ร่วมทำงานเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ คือ การทำลายภาคประชาสังคมอย่างปฏิเสธไม่ได้
5.ขอให้พรรคภูมิใจไทย ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ออกไปจากกระบวนการทางนิติบัญญัติโดยเร็วที่สุด และใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญที่มาจากทุกพรรคการเมือง และมีตัวแทนภาคประชาสังคม ศึกษาการปฏิรูปงานของทั้ง 4 องค์กร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
6.ขอให้ทบทวนมุมมองต่อภาคประชาสังคม หยุดทำลายความเข้มแข็งของภาคประชาชน และขอให้พัฒนากลไกให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่ถามหาในเวลาเผชิญวิกฤตแต่ทุบทำลายเมื่อไม่ตอบโจทย์ทางการเมือง
กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคมเรียกร้องถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส หวั่นกระทบความเป็นอิสระสื่อสาธารณะ
เวทีเสวนาห่วงแก้กฎหมาย 4 องค์กร กระทบอิสระ Thai PBS–งบสร้างเสริมสุขภาพ
ไทยพีบีเอสแจง สตง.ยังไม่แจ้งผลตรวจ ย้ำไม่ใช่คำชี้มูลความผิด
“ภคมน” เปิดเหตุผล รัฐบาลพยายามแทรกแซง “ไทยพีบีเอส”
ศึกรื้อ "ภาษีบาป" ปฏิรูปคลังโปร่งใส หรือ แผนสยบองค์กรอิสระ-สื่อสาธารณะ ?
สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนฯ ออกแถลงการณ์ ขอให้คุ้มครองความเป็นอิสระของไทยพีบีเอส
6 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ แถลงการณ์ 4 จุดยืน-ข้อเสนอ แก้กฎหมายไทยพีบีเอส
สภาผู้บริโภค เปิด 3 เหตุผลค้านแก้กฎหมายไทยพีบีเอส ห่วงใช้งบรัฐ เปิดช่องแทรกแซงข่าว
ส.ส.ท.ย้ำจุดยืนความเป็นอิสระ "สื่อสาธารณะ" ปมเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้
"ภคมน" ค้านแก้ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส หวั่นเปลี่ยนสื่อสาธารณะสู่สื่อรัฐ
"ไทยพีบีเอส" แจงผลปฏิบัติงานปี 68 ยืนหยัดเป็นเสาหลักระบบนิเวศสื่อสาธารณะ
ไทยพีบีเอสรายงานผลงานปี 2567-2568 ต่อสภาฯ ชูบทบาทสื่อสาธารณะรับมือยุคดิจิทัล
ความเป็นอิสระของสื่อ
今天(2026年10月16日)下午1点,在泰自豪党总部,来自人民健康促进运动(PHPM)、公民医疗体系改革网络、公共媒体促进公民权利组织以及其他医疗网络合作伙伴的60多位领导人向泰自豪党总理兼内政部长阿努廷·查恩维拉库尔先生递交了一封信函。阿努廷先生同时也是泰自豪党的领导人和执行委员会成员。信中要求撤回对《泰国公共广播服务法》、《泰国健康促进基金会法》、《老年人法》和《泰国体育管理局法》的修正案草案。此前,公众咨询结果显示,大多数公众对这些修正案持反对意见。泰自豪党主席西拉波·杜昂索斯里先生代表该党接收了这封信函。
人民卫生系统改革网络和公民权利公共媒体协调员颂汶·坎亨先生表示,公民社会正在讨论这个问题,并已就此达成共识,相关意见将于今日以信函形式提交。全国各地的公民社会组织也了解此事,他们共同担忧:尽管泰自豪党提出的四项法案可能会影响到这些组织,但不应导致原则的根本性破坏。如果修正案改变了预算分配方式,即使泰自豪党能够做出解释,他们也担心像泰国健康促进基金会(ThaiHPF)或公共媒体这样的组织可能不得不调整立场。因此,他们敦促泰自豪党,特别是总理,认真考虑此事;否则,可能会造成政治挫折。如果总理执意推进此事,真正的冲突将不在议会成员之间,而是在公民社会网络内部。因此,他们希望首相能够听取这种不同的观点和信息。
酒精滥用预防网络协调员楚维特·詹塔拉斯先生回顾了他旨在造福所有人的非营利工作。他指出,政府此前从未提供过此类资金,但突然通过泰国健康促进基金会(ThaiHPF)开始提供。楚维特先生表示,这并没有让他变得更富有,而且每次被指责从“罪恶税”中牟利时,他都感到痛苦。随后,他敦促党主任将此信息转达给政府发言人。
请帮帮我们。不要践踏我们的尊严。请转变观念,把我们看作是与政府合作的一份子。无论发生什么,从洪水到新冠疫情,我们都在尽力帮助民众。这才是最重要的。不要把我们拒之门外,让我们感觉自己像个局外人。我们向政府提出的建议可能需要认真调整或重新审视,以便他们真正理解并尊重我们的需求。目前,政府已经不堪重负。如果民众不能更加积极主动地与政府合作(这对于战胜这场危机至关重要),我们将无法渡过难关。因此,我恳请政府认真考虑。不要浪费我们有限的资金,让我们陷入困境,走投无路。
无酒精生活组织网络主任蒂拉·瓦查拉普兰尼先生就泰国健康促进基金会(ThaiHPF)基金发表评论。他指出,尽管该基金由消费税资助,且政府坚称并非要废除该基金,而是调整预算分配方式,但他认为,如果该基金被废除,泰国的医疗和社会保障体系未来将面临更多问题。他强调,该基金的存在有助于弥补公共部门的不足,并提升其能力。
因此,我们恳请您研究并审查此事。我们也认为,政府援引上述法案第26条关于财政纪律的声明源于更早时期,因此,不应以此为由,依据第26条废除这四项法案,并以预算制度取而代之。如果真是如此,那么采用预算制度将成为我们最担忧的问题,因为它可能有利于资本家——那些将立即从减税中获益的企业。
泰国原住民理事会主席克里恩克莱·奇琼先生强调了几项他希望提请总理和总理秘书注意的社会现象。他表示希望政府与人民之间建立更顺畅的关系,营造团结的氛围。他指出,目前还有许多其他问题,包括不信任投票和洪灾危机,他建议这些问题应该推迟或撤回,留待日后讨论。他建议民间社会网络应该创造对话空间,或者推迟或暂停这些事项或许更有益。
泰国健康基金会主席维拉蓬·克里恩辛西尼奥先生认为,修改法律并非必要,关键在于确保公共资金的透明度和可审计性。然而,他也承认,有必要思考目前的透明度是否足够。他指出,这与修改整部法案是两回事,因为其中一些事项涉及行政管理,而总理是泰国健康促进基金会(THPF)的当然主席。尽管每月支出披露机制在一定程度上被认为是透明的,但人们仍然对其持怀疑态度。因此,有必要重新考虑泰国健康促进基金会是否需要公开其年度绩效报告和预算。
透明度不应是废除特定税收的主要原因,而应是一个需要共同解决的独立问题,以确保每个人的工作都经过账户核实,所有信息都透明公开。
维拉蓬先生肯定了这项预算的重要性,他指出,设立专项基金,基于健全的原则和既定机制解决问题,体现了其在国家发展和真正解决问题方面的关键作用。他列举了许多实例来佐证这一点,并进一步强调了泰国加入经合组织的愿望和潜力,其中与民间社会的合作是关键因素。他表示希望通过合作,这项举措能够帮助提升泰国在这些领域的影响力。
我们希望通过此次讨论,改变总理和泰自豪党成员的想法,因为正是他们提出了这项法律。我们达成的共识或许能为该党重新考虑、暂停或撤回修正案草案提供依据。我们也想向其他政党明确表明,公民社会工作发挥着至关重要的作用,所以请不要削弱、轻视或打击我们,因为我们也是发展的一部分。
泰自豪党主席表示,他将汇总今天讨论的建议和意见,并传达给党内。他相信任何问题都有解决办法,大家会互相帮助,共同努力。因此,尽管他们是从媒体上了解到此事,但他们会认真考虑这些建议。然而,在某些方面,他们的工作可能存在一些误解。他相信总理和党领导层愿意倾听。他还重申,政党发展壮大,最重要的是为人民谋福祉,而不是迎合资本家。
对我而言,这些并非体制的一部分。从事政治工作的人不能只顾这些,我们必须关注人民。时机成熟时,人民会选择我们。一个资本家或许只有一票,但人民在投票时却拥有众多投票权。因此,我相信每个政党都重视人民的声音。所以,做那些赢得民心、关心人民的事情,才能使我们在政治上强大起来。泰自豪党就是这样发展壮大的,或许我们自己都没有意识到。我们更像是一股地方力量,而非城市力量,尽管我们尚未真正进入曼谷。政治运作一切如常,但我们的公民社会成员始终如一。
我们对总理和泰自豪党领导层的立场和要求如下:1. 废除罪恶税,并使用来自常规预算体系的资金,这需要议会批准。
2. 所有资金的运作均遵循透明且可核查的程序,与其它政府机构,特别是泰国健康促进基金会(ThaiHPF)的运作方式几乎无异。泰国健康促进基金会受到严格的监督和审计,并接受审计长办公室的审计。就泰国公共广播公司(Thai PBS)而言,削弱其独立性会带来干预和控制的风险。因此,必须维护其工作的独立性,以符合其作为国有媒体机构的既定目标。
3. 有人担心这将剥夺个人、组织和小规模个人获得资金或从基金目标中受益的机会,尤其是弱势群体。
4. 泰国希望参与联合国和经济合作与发展组织(OECD)制定的可持续发展目标,其重点在于支持民间社会与政府合作。然而,目前的情况无疑正在削弱民间社会。
5. 我们敦促泰自豪党尽快撤回全部四项法律草案,并利用众议院的机制成立一个由各政党和民间社会代表组成的特别委员会,研究这四个组织的改革,以提高其效率。
6. 我们敦促重新审视我们对公民社会的看法,停止削弱公民社会的力量,并制定加强公民社会的机制——不仅在危机期间寻求支持,而且在公民社会未能实现政治目标时将其摧毁。
一群倡导社会正义的学者呼吁撤回对泰国公共广播公司法的拟议修正案,他们担心该修正案会影响公共广播机构的独立性。
一个论坛对修改四个组织的法律表示担忧,认为这会影响泰国公共服务委员会的独立性和健康促进预算。
泰国公共电视台澄清说,国家审计署尚未告知他们审计结果,并强调这并不代表有罪。
《Pakamon》揭露了政府试图干预“泰国公共电视台”的原因。
废除“罪恶税”之争:是透明的财政改革,还是压制独立组织和公共媒体的计划?
大众传播学者协会理事会发表声明,呼吁保护泰国公共电视台的独立性。
六个媒体专业组织发表声明,概述了修改泰国公共广播电视法的四个立场要点和建议。
消费者委员会列举了三个反对修改泰国公共广播公司法的理由,表达了对政府资金使用以及可能干预新闻报道的担忧。
国家广播和电信委员会(NBTC)重申其在收入结构变更问题上维护“公共媒体”独立性的立场。
Pakamon 反对修改泰国公共广播公司法,担心这将把公共广播机构变成国有企业。
泰国公共广播公司公布了其 2025 年的运营成果,重申了其作为公共媒体生态系统支柱的地位。
泰国公共广播公司向国会提交了 2024-2025 年的业绩报告,重点介绍了公共广播机构在适应数字时代方面所发挥的作用。
媒体独立性