รัฐบาลเร่งทำ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ให้เสร็จภายใน ก.ย. 69 รัฐจ่ายเบี้ยประกันให้政府正在加快建设“国家灾害保险制度”,计划于2026年9月完成,保险费由政府支付。
รัฐบาลเร่งจัดทำ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน ให้เสร็จภายใน ก.ย. 69 โดยรัฐเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ

รัฐบาลเร่งจัดทำ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน ให้เสร็จภายใน ก.ย. 69 โดยรัฐเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ
วันที่ 7 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น
“รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการช่วยเหลือและเยียวยาที่เป็นระบบ รวดเร็ว และทั่วถึง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
政府正在加快建设覆盖3000万户家庭的“国家灾害保险体系”,预计将于2026年9月完成。政府将支付保险费,确保公民在发生灾害时能够迅速获得保障和赔偿。
2026年9月7日,总理公署副发言人普洛伊·拉克什米桑昌女士透露,内阁原则上批准建立“国家灾害保险制度”,并授权政府为公众购买保险。该保险将覆盖3000万户家庭,涵盖洪水、风暴和地震三种灾害。这标志着政府向“主动风险管理”模式转变,确保公民在灾害发生时能够及时获得保障和赔偿,同时也使政府能够更加系统高效地管理风险和预算。
普洛伊塔莉女士表示,初步赔偿指南规定,对于受洪水影响的住宅物业,灾害保险系统将首先支付每户1万泰铢的赔偿金。对于风暴或地震,地震发生时将首先支付每户5000泰铢的赔偿金。赔偿金将在15天内发放,并根据实际损失追加赔偿,洪水发生时每户最高赔偿限额为10万泰铢。对于人寿保险,如果因灾害保险系统承保的灾害导致死亡,每人将获得200万泰铢的赔偿金。
普洛伊塔莉女士进一步指出,政府将支付这项国家灾害保险体系的保费,每年约为155亿泰铢。这一数额远低于政府往年向灾民提供的赔偿金,后者并不包括医疗费用、救援物资、住所费用或食品等。如果灾害没有发生,政府的这笔支出将被视为一项积极主动的措施,旨在防止进一步的损失并降低风险。政府虽然支付的金额较少,但保障范围将更加全面,更有利于公众。
“政府将通过内政部防灾减灾司与保险委员会办公室合作,加快建立国家灾害保险体系。这还将包括与相关机构协调,提供必要信息,并紧急研究如何废除、修订或完善相关法规,以避免与现有的灾害救济和补偿措施重复。目标是在2026年9月前完成这项工作,以便公民,特别是那些生活在洪水、风暴和地震高风险地区的公民,能够获得系统、快速和全面的政府援助和补偿。”普洛伊塔利女士表示。