3 บทเรียน จากนักลงทุนระดับโลก Buffett-Dalio-Graham เปลี่ยนจาก “เดาตลาด” สู่ “สร้างระบบ”从世界级投资者巴菲特、达利欧和格雷厄姆身上汲取的3个经验:从“猜测市场”转向“构建系统”
ลงทุนอะไร กระจายอย่างไร และทำอย่างไรไม่ให้อารมณ์พอร์ตพัง? หาคำตอบผ่าน 3 แนวคิดจากนักลงทุนระดับโลก สู่การสร้างระบบสร้างความมั่งคั่งระยะยาว

DELTA ทำมาหากินยังไง? เดอะแบกหุ้นไทย เบื้องหลัง AI โลก | Digital Frontiers EP.71
ลงทุนอะไร กระจายอย่างไร และทำอย่างไรไม่ให้อารมณ์พอร์ตพัง? หาคำตอบผ่าน 3 แนวคิดจากนักลงทุนระดับโลก สู่การสร้างระบบสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
ตลท. ปลดล็อกเกณฑ์ IPO ดึง New Economy เข้าจดทะเบียนเสริมแกร่งตลาดทุนไทย เริ่ม 11 ก.ย. 69
ตลาดหุ้นขึ้นก็อยากซื้อ พอตลาดลงก็เริ่มกังวล หลายคนจึงพยายามจับจังหวะว่าเมื่อไรควรซื้อหรือขาย แต่สำหรับการลงทุนระยะยาว การพยายามเดาตลาดทุกครั้งอาจไม่ใช่คำตอบ
เพราะผลตอบแทนที่หายไปของนักลงทุนไม่ได้มาจากตลาดขาลงอย่างเดียว ยังมีทั้งค่าธรรมเนียม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ รวมถึงอารมณ์ของตัวเองที่อาจทำให้ตัดสินใจพลาดในช่วงที่ตลาดผันผวน
ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “หุ้นตัวไหนดี” อาจต้องกลับมาถามว่า เราจะจัดพอร์ตและวางแผนลงทุนอย่างไร ให้เดินหน้าต่อได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องคอยเดาตลาดทุกครั้ง
แนวคิดของ 3 นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett, Ray Dalio และ Benjamin Graham อาจช่วยตอบคำถามนี้ได้ โดยแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำมาประกอบกัน สามารถกลายเป็นแนวทางลงทุน 3 ขั้นตอนที่เข้าใจง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริง
1. Warren Buffett เลือกเครื่องมือให้ดี ก่อนคิดว่าจะเอาชนะตลาด
เมื่อพูดถึง Warren Buffett นักลงทุนจำนวนมากอาจนึกถึงการเลือกหุ้นรายตัว แต่ลึกลงไป สิ่งที่ Buffett แนะนำสำหรับนักลงทุนทั่วไปกลับง่ายกว่านั้นมาก คือ ไม่จำเป็นต้องพยายามเลือกหุ้นให้เก่งกว่าตลาด แต่สามารถลงทุนผ่านกองทุนดัชนีหรือ ETF ที่มีต้นทุนต่ำและกระจายการลงทุนในหุ้นจำนวนมากได้
โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 เหตุผลสำคัญคือ การลงทุนมี “ต้นทุน” เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ทั้งค่าบริหารจัดการ ค่าซื้อขาย และภาษี หากต้องจ่ายต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้น ผลตอบแทนที่เหลืออยู่ในมือของนักลงทุนก็ลดลงตามไปด้วย
เรื่องนี้เห็นภาพชัดจากการเดิมพันที่ Buffett เคยทำกับ Protégé Partners เป็นเวลา 10 ปี ระหว่างปี 2008-2017 ด้วยเงินตั้งต้น 1 ล้านดอลลาร์
Vanguard S&P 500 Index Fund ให้ผลตอบแทนสะสมสุทธิประมาณ 125.8%
กองทุน Fund-of-Hedge-Funds 5 แห่ง ให้ผลตอบแทนสะสมสุทธิเฉลี่ยเพียง 36.3%
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “กองทุนดัชนีชนะกองทุนเฮดจ์ฟันด์” แต่คือ ต้นทุนมีผลต่อความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างมาก ยิ่งลงทุนเป็นเวลานาน ความแตกต่างของค่าธรรมเนียมก็ยิ่งสะสมและกระทบผลตอบแทนมากขึ้น
แล้ว Buffett จัดเงินอย่างไร?
แนวทางที่เป็นที่รู้จักคือพอร์ตสำหรับภรรยาของเขาหลังจากเสียชีวิต ซึ่ง Buffett ระบุให้ลงทุน 90% ในกองทุนดัชนี S&P 500 ที่มีต้นทุนต่ำ และอีก 10% ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น เงิน 10% ส่วนนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อทำให้พอร์ตดูปลอดภัยขึ้น แต่เป็นเหมือน “เงินสดสำรอง” ที่สามารถนำมาใช้ในช่วงตลาดหุ้นตกหนักได้ โดยไม่จำเป็นต้องรีบขายหุ้นในช่วงราคาต่ำ
สูตรของ Buffett พูดง่าย ๆ ก็คือ เลือกเครื่องมือที่ต้นทุนต่ำ กระจายกว้าง และปล่อยให้เวลาเป็นตัวช่วยสร้างความมั่งคั่ง
2. Ray Dalio อย่าเอาเงินทั้งหมดไปเสี่ยงกับเรื่องเดียว
ถ้า Buffett ให้คำตอบว่า “ควรลงทุนผ่านอะไร” Ray Dalio จะเข้ามาตอบอีกคำถามว่า “แล้วถ้าโลกไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดไว้ล่ะ?”
Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เชื่อว่า นักลงทุนไม่ควรพยายามทายอนาคตเพียงทางเดียว แต่ควรออกแบบพอร์ตให้สามารถรับมือกับเศรษฐกิจหลายรูปแบบ แนวคิดสำคัญของเขาคือ The Holy Grail of Investing หรือ “จอกศักดิ์สิทธิ์แห่งการลงทุน” ซึ่งมองว่า หากนำสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแตกต่างกันและไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมารวมกันในพอร์ต ก็สามารถลดความเสี่ยงได้มาก โดยไม่จำเป็นต้องลดโอกาสสร้างผลตอบแทนลงมากนัก
Dalio มองว่าเศรษฐกิจสามารถแบ่งออกได้ง่าย ๆ จาก 2 ตัวแปรสำคัญ คือ เศรษฐกิจโตขึ้นหรือลง และเงินเฟ้อสูงขึ้นหรือต่ำลง เมื่อจับสองเรื่องนี้มาวางคู่กัน จะเกิด 4 สถานการณ์หลัก
เศรษฐกิจโตดีกว่าคาด หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และสินทรัพย์เสี่ยงบางประเภทมีแนวโน้มได้ประโยชน์
เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและพันธบัตรที่ป้องกันเงินเฟ้อสามารถช่วยพยุงพอร์ตได้
เงินเฟ้อสูงกว่าคาด ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยง
เงินเฟ้อต่ำกว่าคาด หุ้นและพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมีโอกาสได้ประโยชน์
จากแนวคิดนี้จึงเกิดพอร์ตที่รู้จักกันในชื่อ All Seasons ซึ่งออกแบบมาให้พอร์ตสามารถรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้สัดส่วนที่เป็นที่รู้จักของพอร์ตแบบไม่ใช้ Leverage ได้แก่
พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 40%
พันธบัตรรัฐบาลระยะกลาง 15%
สิ่งที่น่าสนใจคือ พอร์ตนี้ให้น้ำหนักพันธบัตรรวมกันมากถึง 55% เหตุผลไม่ได้แปลว่า Dalio มองหุ้นไม่ดี แต่เพราะหุ้นมีความผันผวนสูงกว่าพันธบัตร การถือพันธบัตรในสัดส่วนที่มากกว่าจึงช่วยให้ความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความสมดุลกันมากขึ้น
ข้อมูลการทดสอบย้อนหลังในช่วงปี 1984-2013 ระบุว่า พอร์ต All Seasons ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9.7% ต่อปี ขณะที่ความผันผวนอยู่ที่ประมาณ 7.6% และปีที่ขาดทุนหนักที่สุดอยู่ที่ประมาณ -3.9%
สูตรของ Dalio จึงคือ อย่าพยายามทายว่าเศรษฐกิจจะไปทางไหน แต่สร้างพอร์ตให้พร้อมรับหลายสถานการณ์
3. Benjamin Graham: มีแผนลงทุนที่ดี แต่ต้องควบคุมตัวเองให้ได้
คนสุดท้ายคือ Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และเป็นอาจารย์ของ Warren Buffett ซึ่ง Graham แบ่งนักลงทุนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ นักลงทุนเชิงรุก และ นักลงทุนเชิงรับ (Defensive Investor) สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีเวลานั่งวิเคราะห์งบการเงินหรือจับจังหวะตลาดทุกวัน Graham มองว่า เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการทำผลตอบแทนให้สูงที่สุด
แต่คือ รักษาเงินต้น ลดโอกาสเสียหายหนัก และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป หนึ่งในแนวทางที่นำมาปรับใช้ได้คือ Dollar-Cost Averaging หรือ DCA
พูดง่าย ๆ คือ แบ่งเงินจำนวนหนึ่งลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกเดือน โดยไม่ต้องรอว่าตลาดจะขึ้นหรือลง
เมื่อราคาลง เงินจำนวนเท่าเดิมจะซื้อหน่วยลงทุนได้มากขึ้น
เมื่อราคาขึ้น เงินจำนวนเท่าเดิมจะซื้อหน่วยลงทุนได้น้อยลง
ทำให้เราไม่จำเป็นต้องตอบคำถามยาก ๆ ว่า “ตอนนี้ตลาดแพงหรือยัง?” ทุกครั้งก่อนลงทุน แต่สิ่งที่ Graham ให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องการลงทุน คือ การควบคุมอารมณ์
เขามีตัวละครเปรียบเทียบที่ชื่อว่า “Mr. Market” ซึ่งเป็นเหมือนหุ้นส่วนที่อารมณ์แปรปรวนมากวันไหนอารมณ์ดี เขาอาจเสนอราคาสูงเกินจริง วันไหนกลัว เขาอาจเสนอราคาต่ำเกินจริง
สิ่งที่ Graham ต้องการบอกคือ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเดินตามอารมณ์ของ Mr. Market ทุกครั้ง ตลาดมีหน้าที่เสนอราคาให้เรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำตามราคาที่ตลาดเสนอ ในระยะสั้น ราคาหุ้นอาจถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว ความโลภ และกระแสข่าว แต่ในระยะยาว ราคามีแนวโน้มสะท้อนพื้นฐานของธุรกิจมากขึ้น
ดังนั้น การลงทุนแบบ DCA จึงไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องการเฉลี่ยต้นทุน แต่ยังช่วยสร้าง “วินัย” และลดโอกาสที่นักลงทุนจะใช้อารมณ์ตัดสินใจ
สรุปสูตรของ Graham คือ มีระบบลงทุนที่ชัดเจน และอย่าปล่อยให้อารมณ์เป็นคนตัดสินใจแทน
เมื่อ 3 สูตรมารวมกัน จะได้พอร์ตแบบไหน?
ถ้านำแนวคิดของ Buffett, Dalio และ Graham มาวางต่อกัน จะเห็นว่าแต่ละคนไม่ได้กำลังพูดเรื่องเดียวกัน แต่กำลังตอบคำถามคนละข้อ
Buffett บอกว่า “ลงทุนอะไร”
Dalio บอกว่า “กระจายความเสี่ยงอย่างไร”
Graham บอกว่า “จะลงทุนอย่างไรให้ทำตามแผนได้จริง”
เมื่อนำมารวมกัน จึงสามารถมองเป็นกรอบการลงทุน 3 ชั้นได้
ชั้นที่ 1 เลือกเครื่องมือ: Buffett
ให้เงินส่วนใหญ่ทำงานผ่านสินทรัพย์ที่กระจายตัวกว้างและมีต้นทุนต่ำ เช่น กองทุนดัชนีหรือ ETF ตัวอย่างโครงสร้างหนึ่งอาจให้น้ำหนัก 45% กับหุ้นตลาดรวม เช่น VOO หรือ VTI เพื่อให้พอร์ตมีเครื่องยนต์สำหรับการเติบโตระยะยาว
ชั้นที่ 2 กระจายความเสี่ยง: Dalio
อย่าปล่อยให้พอร์ตขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ประเภทเดียว
ตัวอย่างโครงสร้างอาจแบ่งเป็น
พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 20%
พันธบัตรรัฐบาลระยะกลางและพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ 15%
แนวคิดสำคัญไม่ใช่ว่าต้องใช้สัดส่วนนี้เป๊ะ ๆ แต่คือ การมีสินทรัพย์หลายประเภทที่สามารถรับมือกับเศรษฐกิจคนละแบบ
ชั้นที่ 3 สร้างวินัย: Graham
สุดท้าย ต่อให้พอร์ตดีแค่ไหน หากนักลงทุนเปลี่ยนแผนทุกครั้งที่ตลาดตก พอร์ตก็อาจไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ จึงใช้วิธี DCA เป็นประจำทุกเดือน และกำหนดกติกาไว้ล่วงหน้า เช่น ตรวจสอบและปรับสมดุลพอร์ตปีละครั้ง หรือเมื่อสัดส่วนสินทรัพย์เบี่ยงเบนจากเป้าหมายเกินระดับที่กำหนด วิธีนี้ช่วยให้การลงทุนไม่ต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์ว่า “ตลาดกำลังดีจึงซื้อ” หรือ “ตลาดกำลังแย่จึงหยุด” แต่ใช้ระบบเป็นตัวตัดสินใจแทนนั่นเอง.
ที่มา : Bualuang Securities ,Berkshire Hathaway Shareholder Letters (1993, 2013, 2017) , Javier Estrada (2016) ,หนังสือของ Dalio เรื่อง The Holy Grail of Investing ,เอกสารวิชาการ "The All Weather Story" ,หนังสือ MONEY Master the Game ,หนังสือ The Intelligent Investor
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
DELTA是如何盈利的?泰国股市和人工智能领域背后的驱动力 | 数字前沿 第71集
投资什么、如何分散投资、如何避免情绪化操纵投资组合?通过世界级投资者提出的三个理念,找到构建长期财富体系的答案。
泰国证券交易所(SET)已放宽IPO监管规定,以吸引新兴经济企业上市,从而增强泰国资本市场实力。该规定将于2026年9月11日生效。
股市上涨时,人们想买入;股市下跌时,他们就开始担忧。许多人试图把握买卖时机,但对于长期投资而言,每次都试图预测市场走势可能并非良策。
投资者的损失收益并非仅仅来自熊市;还包括费用、经济不确定性,甚至他们自身的情绪,这些都可能导致在市场波动时做出错误的决策。
因此,与其问“哪些股票好?”,我们或许应该问,如何构建我们的投资组合并规划我们的投资,以确保长期成功,而无需不断猜测市场。
沃伦·巴菲特、雷·达里奥和本杰明·格雷厄姆这三位世界级投资者的观点或许能帮助我们解答这个问题。他们各自持有不同的观点,但结合起来,可以形成一个简单实用的三步投资方法。
1. 沃伦·巴菲特在考虑如何战胜市场之前,会先明智地选择投资工具。
提到沃伦·巴菲特,许多投资者可能会想到选股。但实际上,巴菲特给普通投资者的建议要简单得多:无需试图通过选股来跑赢市场,而是应该通过低成本的指数基金或ETF进行投资,从而分散投资于大量股票。
具体到标普500指数而言,一个关键原因是投资总是涉及“成本”,包括管理费、交易费和税费。如果这些成本增加,投资者的剩余收益就会相应减少。
巴菲特在 2008 年至 2017 年的 10 年间与 Protégé Partners 进行的 100 万美元的初始投资,清楚地说明了这一点。
Vanguard S&P 500 指数基金累计净回报率约为 125.8%。
五只对冲基金的平均累计净回报率仅为 36.3%。
因此,关键的教训并非仅仅是“指数基金的表现优于对冲基金”,而是费用对长期财富有着显著的影响。投资时间越长,费用差异累积得就越大,对收益的影响也就越显著。
那么巴菲特是如何管理他的财富的呢?
巴菲特为妻子在他去世后设立的投资组合广为人知,其中90%投资于低成本的标普500指数基金,10%投资于短期美国国债。这10%的配置并非仅仅为了使投资组合看起来更安全,而是作为“现金储备”,可以在股市暴跌时动用,而无需急于低价抛售股票。
简而言之,巴菲特的投资策略是选择低成本的工具,广泛分散投资,让时间积累财富。
2. 雷·达里奥:不要把所有的钱都押在一件事上。
如果巴菲特回答了“我们应该投资什么?”这个问题,雷·达里奥就会提出另一个问题:“如果世界的发展不如我们预期的那么好怎么办?”
桥水基金创始人雷·达里奥认为,投资者不应试图用单一方式预测未来,而应构建能够应对各种经济情景的投资组合。他的核心理念是“投资圣杯”,即结合收益各异、走势不同的资产,可以在不大幅降低潜在收益的前提下显著降低风险。
达利欧认为经济可以简单地分解为两个关键变量:经济增长或衰退,以及通货膨胀率的高低。将这两个变量结合起来,就会出现四种主要情景。
由于经济增长超出预期,股票、大宗商品和某些风险资产可能会从中受益。
尽管经济增长弱于预期,但长期政府债券和抗通胀债券可以帮助支撑投资组合。
通货膨胀高于预期,因此黄金、大宗商品和通胀保值债券在对冲风险方面发挥了作用。
通货膨胀低于预期,股票和长期政府债券有望从中受益。
基于此理念,我们构建了名为“全季投资组合”的策略,旨在应对不断变化的经济环境。该非杠杆投资组合的构成比例如下:
40% 长期政府债券。
15% 中期政府债券。
有趣的是,该投资组合将高达55%的资金配置于债券。这并非意味着达利欧对股票持负面看法,而是表明股票的波动性高于债券。持有较高比例的债券有助于平衡各类资产的风险。
1984 年至 2013 年的回测数据显示,全季投资组合的平均年回报率约为 9.7%,波动率为 7.6% 左右,损失最大的一年约为 -3.9%。
因此,达利欧的公式是:不要试图预测经济的走向,而是构建一个能够应对多种情况的投资组合。
3. 本杰明·格雷厄姆:制定一个好的投资计划固然重要,但你也必须有自制力。
最后一位是本杰明·格雷厄姆,价值投资之父,也是沃伦·巴菲特的导师。格雷厄姆将投资者分为两类:主动型投资者和防御型投资者。对于没有时间分析财务报表或每天择时入市的普通人来说,格雷厄姆认为,投资的目标不一定非得是追求最高的投资回报。
目标是在不付出过多努力的情况下保本、降低重大损失风险并获得合理收益。一种可行的方法是平均成本法(Dollar-Cast Averaging,简称DCA)。
简单来说,就是定期(比如每月)拨出一定金额的资金用于投资,而无需等待市场上涨或下跌。
当价格下跌时,同样的钱可以买到更多的投资单位。
价格上涨时,同样的钱能买到的投资单位就会减少。
这意味着我们不必每次投资前都去回答“现在的市场估值是否过高?”这个难题。但格雷厄姆强调的,与投资本身同等重要的,是控制情绪。
他有一个比喻性的人物,名叫“市场先生”,就像一个喜怒无常的合伙人。心情好的时候,他可能会报出高价;心情不好的时候,他也可能报出高价。
格雷厄姆想表达的是,投资者不必总是追随市场的情绪。市场的职责是为我们提供价格,但这并不意味着我们必须盲目地跟随这些价格。短期内,股价可能受恐惧、贪婪和新闻的影响,但从长远来看,价格往往更能准确地反映企业的基本面。
因此,DCA(美元成本平均法)投资不仅有利于平均成本,而且还有助于培养“纪律”,降低投资者做出情绪化决定的可能性。
格雷厄姆的投资理念可以概括为:建立清晰的投资体系,并且不要让情绪左右决策。
将这三个公式结合起来,你会得到什么样的投资组合?
如果我们把巴菲特、达利欧和格雷厄姆的观点放在一起比较,就会发现他们每个人都在谈论不同的事情,而是在回答不同的问题。
巴菲特说:“我应该投资什么?”
达利欧说:“你如何分散风险?”
格雷厄姆说:“你如何进行投资才能真正按照你的计划去做?”
综合来看,它们可以被视为一个三层投资框架。
第一级,选择工具:巴菲特。
让大部分资金通过广泛分散的低成本资产(例如指数基金或ETF)进行投资。例如,一种投资组合结构可以将45%的资金配置到VOO或VTI等整体市场股票,从而为投资组合的长期增长提供动力。
第二级:分散风险:达利欧
不要让你的投资组合依赖于单一资产类别。
结构设计示例可分为以下几类:
20%长期政府债券。
中期政府债券和15%通胀挂钩债券。
关键不在于使用这个确切的比例,而在于拥有多种资产类别,以应对不同的经济状况。
三级:建筑纪律:格雷厄姆
归根结底,无论投资组合的设计多么出色,如果投资者每次市场下跌都改变策略,那么投资组合最终可能无法达到预期效果。因此,我们采用月度美元成本平均法(DCA),并预先设定规则,例如每年审查并重新平衡投资组合,或者当资产配置偏离目标超过设定阈值时进行调整。这种方法有助于避免投资受情绪左右,例如“行情好时买入”或“行情差时卖出”,而是运用系统化的决策机制。
资料来源:Bualuang Securities、伯克希尔哈撒韦股东信(1993 年、2013 年、2017 年)、Javier Estrada(2016 年)、达利欧的著作《投资的圣杯》、学术论文《全天候的故事》、书籍《金钱,掌控游戏》和书籍《聪明的投资者》。
阅读Thairath Money的股票和投资新闻,助您实现更美好的财务生活。访问https://www.thairath.co.th/money/investment
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney