← 返回新闻首页
泰国权威

DOA แจง CPRAM ครองสิทธิเฉพาะ 4 สายพันธุ์ ไม่กระทบคนปลูกกะเพราทั่วไป

กรมวิชาการเกษตรและสมาคมเมล็ดพันธุ์ฯ ยันชัดปลูก "กะเพรา" ทำกิน-เก็บเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองได้ตามปกติ ชี้ "แก้วจุรี 01-04" ของ CPRAM พัฒนาใบใหญ่ใช้เฉพาะในโรงงานเครือข่าย ย้ำไม่ผูกขาดตลาด

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
DOA澄清说,CPRAM只拥有4种罗勒品种的权利,这不会影响普通罗勒种植者。

วันนี้ (22 ต.ค.2569) กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ขึ้นทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าประชาชนและเกษตรกรทั่วไปจะยังสามารถปลูกกะเพราไว้รับประทาน ขยายพันธุ์ หรือปลูกเพื่อจำหน่ายได้ตามปกติหรือไม่

ล่าสุด กรมวิชาการเกษตรและสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยชี้แจงว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับสิทธิ ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย

นางธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ปัจจุบันมีพันธุ์กะเพราที่ขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 จำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์แก้วจุรี เบอร์ 01–04 ซึ่งเป็นของบริษัท ซีพีแรม จำกัด และอีก 1 สายพันธุ์เป็นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ของ CPRAM เกิดจากการพัฒนาพันธุ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พันธุ์กะเพรา เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้วิธีชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยสารเคมีและเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซมเป็น 2 เท่า หรือดับเบิลโครโมโซม จนได้กะเพราพันธุ์ใหม่ 4 เบอร์ ที่มีลักษณะใบใหญ่ขึ้นตามความต้องการของบริษัท

เป้าหมายของการพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวคือการจัดหาวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของ CPRAM โดยบริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั้ง 4 สายพันธุ์ให้แก่ประชาชนทั่วไป แต่ใช้ปลูกผ่านเกษตรกรในเครือข่าย เพื่อส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงานของบริษัทโดยเฉพาะ

เกษตรกรยังปลูก-เก็บใบขาย-เก็บเมล็ด กะเพราทั่วไปได้

ในส่วนของสิทธิเกษตรกรและประชาชน กรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า ประชาชนยังสามารถซื้อกะเพรามาปลูก เก็บใบไปจำหน่าย หรือนำไปประกอบอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ตามปกติ รวมถึงสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในรอบถัดไปได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการเก็บเมล็ดไว้ใช้ปลูกต่อ ออกจากการนำเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ภายใต้สิทธิคุ้มครองไปผลิตและจำหน่ายเป็นการค้า เพราะกรณีหลังอาจกระทบต่อสิทธิของผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืช จึงต้องตรวจสอบสถานะของพันธุ์และเงื่อนไขการอนุญาตก่อนดำเนินการ ไม่ควรเหมารวมว่าเมล็ดกะเพราทุกชนิดห้ามเก็บหรือห้ามขายต่อ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่เอกชนได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเอกชนมีสิทธิเหนือกะเพราทุกต้นในประเทศ แต่สิทธิในการขยายพันธุ์และจำหน่ายเมล็ดของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำพันธุ์พืชมาใช้พัฒนาพันธุ์ใหม่และการแบ่งปันผลประโยชน์ กรมวิชาการเกษตรระบุว่า บริษัทเอกชนได้ยื่นขออนุญาตเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า พร้อมเสนอโครงการปรับปรุงพันธุ์ และดำเนินการแบ่งปันผลประโยชน์เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับหลักการกำกับดูแลการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมพืช ซึ่งต้องพิจารณาแยกจากสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ที่พัฒนาขึ้นภายหลัง โดยการขึ้นทะเบียนพันธุ์ใหม่ไม่ได้ทำให้ผู้ทรงสิทธิได้กรรมสิทธิ์เหนือพันธุ์พื้นเมืองหรือทรัพยากรพันธุกรรมทั้งหมดที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

กฎหมายไทยต่างจาก UPOV 1991 แง่ระยะเวลา-ขอบเขตความคุ้มครอง

กรมวิชาการเกษตรยังเปรียบเทียบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยกับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยระบุว่ามีความแตกต่างทั้งระยะเวลาคุ้มครองและขอบเขตสิทธิ

ตามข้อมูลที่กรมฯ ชี้แจง กฎหมายไทยกำหนดระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 12 ปี ขณะที่กรอบ UPOV 1991 กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำแตกต่างกันตามประเภทพืช โดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 ปีสำหรับพืชส่วนใหญ่ และไม่น้อยกว่า 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและองุ่น

ด้านขอบเขตการคุ้มครอง กรมฯ อธิบายว่า กฎหมายไทยให้ความสำคัญกับส่วนขยายพันธุ์ ขณะที่กรอบ UPOV มีข้อกำหนดที่อาจขยายการคุ้มครองไปถึงผลผลิตในบางกรณี เช่น เมื่อผลผลิตได้มาจากการใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ละเมิดสิทธิ และผู้ทรงสิทธิไม่มีโอกาสใช้สิทธิในขั้นตอนก่อนหน้า ทั้งนี้ การตรวจสอบย้อนกลับและการบังคับใช้สิทธิต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ว่าผลผลิตที่มีลักษณะคล้ายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองจะถูกถือว่าละเมิดสิทธิทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยชี้ ตลาดยังมีทางเลือกกว่า 300 สายพันธุ์

ด้าน นายบุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ระบุว่า การขึ้นทะเบียนพันธุ์กะเพราของ CPRAM ไม่น่ากระทบต่อราคาอาหารหรือทำให้ตลาดเมล็ดพันธุ์ปั่นป่วนอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากประเทศไทยยังมีทางเลือกเมล็ดพันธุ์กะเพรามากกว่า 300 สายพันธุ์ และเกษตรกรมีเสรีภาพในการเลือกซื้อพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกและความต้องการของตลาด

แม้บริษัทเอกชนจะขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถควบคุมตลาดกะเพราทั้งหมดได้ เพราะยังมีพันธุ์อื่นให้เกษตรกรเลือกใช้ และราคายังขึ้นอยู่กับกลไกการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์

นายบุญญานาถยังเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศเวียดนาม ซึ่งมีข้อจำกัดจากภาครัฐในบางด้าน โดยเห็นว่าสถานการณ์ตลาดของแต่ละประเทศมีเงื่อนไขแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย การมีพันธุ์กะเพราหลากหลายและการแข่งขันในตลาดช่วยให้เกษตรกรยังมีทางเลือก ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพันธุ์ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น

ส่วนความกังวลว่าราคาอาหารอาจสูงขึ้นในอนาคต สมาคมฯ มองว่าต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่าเรื่องการขึ้นทะเบียนเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากพลังงานเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต การขนส่ง และกระบวนการแปรรูปอาหารโดยรวม

รองโฆษก รบ. คลายข้อข้องใจ "กะเพรา" ทุกคนยังปลูก-ค้าขายสายพันธุ์ทั่วไปได้

รัฐบาลยัน CPRAM จดทะเบียน "กะเพรา" ไม่ห้ามปลูกแต่ห้ามขาย 4 สายพันธุ์

สรรพากรจ่อฟ้องล้มละลาย "ทักษิณ" มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻