CPRAM ไขปมสิทธิกะเพรา ยันพัฒนาป้อนโรงงาน ไม่ได้มุ่งขายเมล็ดพันธุ์CPRAM澄清了罗勒的权利问题,并确认其为工厂培育罗勒,而非专注于销售种子。
CPRAM ยันจดคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ "แก้วจุรี" เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารในบริษัทเท่านั้น ไม่ขายเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์ทั่วไป ส่วนกะเพราพื้นเมืองกว่า 300 สายพันธุ์ ประชาชนยังปลูก กิน ขาย ได้เสรีตามปกติ

ประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ของ บริษัท ซีพีแรม จำกัด หรือ CPRAM กลายเป็นข้อถกเถียงที่สร้างความกังวลให้กับประชาชน โดยเฉพาะคำถามว่าการจดทะเบียนดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือไม่ รวมถึงคนทั่วไปที่ปลูกกะเพราไว้บริโภค ผู้ค้าผักสด และร้านอาหารที่ใช้กะเพราเป็นวัตถุดิบ จะได้รับผลกระทบจากการคุ้มครองสิทธิหรือไม่
วันนี้ (23 ต.ค.2569) นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ชี้แจงว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่เป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการพัฒนาและได้รับการจดทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนปลูกและซื้อขายกันอยู่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิในพันธุ์พืชใหม่กับการปลูกกะเพราทั่วไป ตลอดจนการทำความเข้าใจว่าการคุ้มครองผลงานวิจัยมีขอบเขตอย่างไร และเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ผู้ค้า และผู้บริโภคในทางปฏิบัติแบบใด
จดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของกะเพราทั้งหมด
กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ CPRAM พัฒนาขึ้น ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 โดยเป็นผลงานการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย
บริษัทระบุว่า พันธุ์ทั้ง 4 ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัท โดยมีการเพาะปลูกผ่านแปลงต้นแบบและเครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การนำกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนปลูกและบริโภคอยู่แล้วมาอยู่ภายใต้สิทธิของบริษัท
การได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จึงไม่ใช่การได้สิทธิเหนือกะเพราทุกชนิดที่มีอยู่ในประเทศ เกษตรกรที่ปลูกกะเพราทั่วไปเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ผู้ค้าผักสดที่รับซื้อกะเพราจากเกษตรกร ตลอดจนร้านอาหารและผู้ประกอบอาหารที่นำกะเพราไปใช้เป็นวัตถุดิบ ยังคงดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการใช้กะเพราพันธุ์ทั่วไปออกจากการนำเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์หรือใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า เพราะกรณีหลังอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ถือสิทธิและเงื่อนไขตามกฎหมาย จึงต้องพิจารณารายละเอียดของพันธุ์และลักษณะการใช้ประโยชน์เป็นกรณีไป
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้ทำให้ผู้ถือสิทธิมีอำนาจเหนือใบกะเพราทุกใบในตลาด และไม่ได้หมายความว่าการปรุงหรือจำหน่ายเมนูผัดกะเพราจะต้องได้รับอนุญาตจากบริษัท แต่ขอบเขตการใช้พันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองต้องยึดตามสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด
CPRAM ไขปมสิทธิกะเพรา ยันพัฒนาป้อนโรงงาน ไม่ได้มุ่งขายเมล็ดพันธุ์
กะเพราไทยมีมากกว่า 300 สายพันธุ์
ประเทศไทยมีกะเพราหลากหลายรูปแบบ ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ที่พบในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะใบ กลิ่น และรสชาติแตกต่างกัน รวมแล้วมีมากกว่า 300 สายพันธุ์ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของพืชที่สามารถนำมาศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้
การพัฒนาพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับการผลิตและการใช้ประโยชน์จากพืช ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์ดั้งเดิมจะต้องหายไป หรือเกษตรกรทุกคนจะต้องเปลี่ยนมาใช้กะเพราพันธุ์ใหม่ของบริษัท
ในทางเกษตรกรรม การพัฒนาพันธุ์พืชสามารถมุ่งตอบโจทย์ได้หลายด้าน เช่น คุณภาพผลผลิต ความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ และความเหมาะสมกับความต้องการของตลาด แต่การจะนำพันธุ์ใหม่ไปใช้จริงยังต้องพิจารณาความเหมาะสมกับพื้นที่ปลูก ต้นทุนการผลิต และความต้องการของผู้ซื้อด้วย
นายวิเศษกล่าวว่า การวิจัยพันธุ์พืชเป็นแนวทางที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ หรือจีน ซึ่งมีการลงทุนพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการเกษตร
สำหรับประเทศไทย การรักษาพันธุ์ดั้งเดิมและการพัฒนาพันธุ์ใหม่สามารถดำเนินควบคู่กันได้ โดยสิ่งสำคัญคือการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้นักวิจัยนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ โดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจว่าพืชที่ประชาชนใช้ประโยชน์อยู่เดิมทั้งหมดจะตกเป็นสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่
วิจัยนานกว่า 10 ปี เริ่มจากโจทย์การผลิตข้าวกะเพรา
CPRAM ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนากะเพรามาจากประสบการณ์การผลิตข้าวกะเพรา ซึ่งทำให้พบว่ากะเพราแต่ละพันธุ์มีคุณลักษณะแตกต่างกัน ทั้งกลิ่น รสชาติ และลักษณะใบ ความแตกต่างเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพของวัตถุดิบและลักษณะอาหารหลังผ่านกระบวนการปรุง จึงเป็นที่มาของการเริ่มพัฒนาองค์ความรู้ด้านกะเพรามานานกว่า 10 ปี
โจทย์ด้านผู้บริโภคคือการได้กะเพราที่มีกลิ่นและรสชัดเจน รวมถึงมีขนาดใบเหมาะสมกับการนำไปปรุงอาหาร เนื่องจากใบกะเพราที่มีขนาดเล็กอาจหดตัวหรือม้วนเมื่อผ่านความร้อน ทำให้มองเห็นใบในอาหารได้น้อยลง การพัฒนาลักษณะใบจึงเกี่ยวข้องทั้งกับรสชาติและรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อาหาร
ขณะเดียวกัน การพัฒนาพันธุ์ยังคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกร โดยขนาดใบและน้ำหนักผลผลิตเป็นปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ปลูกและโอกาสสร้างรายได้ หากสามารถจัดการพันธุ์และวิธีเพาะปลูกให้เหมาะสมได้ ก็อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดข้อจำกัดในการส่งมอบวัตถุดิบให้โรงงาน
อย่างไรก็ตาม คุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม น้ำ การจัดการแปลง และวิธีดูแลรักษา การประเมินผลของพันธุ์ใหม่จึงควรพิจารณาร่วมกับระบบการเพาะปลูกและข้อมูลผลผลิตจริง ไม่ใช่สรุปจากลักษณะของพันธุ์เพียงด้านเดียว
บริษัทระบุว่า การวิจัยกะเพรา 4 สายพันธุ์ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ก่อนยื่นจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 โดยให้ข้อมูลว่าการยื่นขอคุ้มครองต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของพันธุ์พืชใหม่ ขณะที่กะเพราที่มีอยู่ทั่วไปเดิมไม่สามารถนำมาขอสิทธิในฐานะพันธุ์ใหม่ได้เพียงเพราะมีผู้ต้องการจดทะเบียน
ไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป มุ่งใช้ในห่วงโซ่การผลิตอาหาร
ในส่วนของการนำพันธุ์ใหม่ไปใช้ CPRAM ระบุว่า
บริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ในตลาดทั่วไป โดยเป้าหมายหลักคือการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และมีคุณลักษณะเหมาะสมกับอาหารที่บริษัทผลิต
การเพาะปลูกดำเนินการผ่านแปลงต้นแบบของบริษัทและเครือข่ายเกษตรกรภายใต้แนวทางที่เรียกว่า "เกษตรกรคู่ชีวิต" โดยมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ วิธีเพาะปลูก และการจัดการแปลง ก่อนนำผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงาน
ระบบดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการวางแผนวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอาหาร เพราะกะเพราสดเป็นวัตถุดิบที่ต้องจัดการด้านเวลาและคุณภาพ การมีแหล่งปลูกอยู่ใกล้โรงงานช่วยให้สามารถขนส่งผลผลิตเข้าสู่กระบวนการผลิตได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้บริษัทวางแผนปริมาณวัตถุดิบให้สอดคล้องกับความต้องการได้
นายวิเศษอธิบายถึงแนวคิดเกษตรกรคู่ชีวิตว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องพึ่งพากัน โดยบริษัทต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง ส่วนเกษตรกรต้องมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตและได้รับความรู้ที่ช่วยพัฒนาการเพาะปลูก
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเป็นรูปแบบการจัดการวัตถุดิบเฉพาะระบบ ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทั่วประเทศจำเป็นต้องเข้าร่วมเครือข่ายหรือเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ดังกล่าว การเลือกปลูกพืชยังต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ ต้นทุน และช่องทางจำหน่ายของเกษตรกรแต่ละราย
เกษตรกรมีบทบาทร่วมพัฒนาความรู้และวิธีเก็บเกี่ยว
บริษัทระบุว่า การพัฒนาพันธุ์พืชไม่ได้สิ้นสุดเมื่อได้พันธุ์ใหม่ แต่ต้องพัฒนาวิธีปลูกและการจัดการแปลงควบคู่กันไป โดยเกษตรกรมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการเพาะปลูกจริง เนื่องจากแต่ละพื้นที่อาจมีสภาพดิน น้ำ อากาศ และข้อจำกัดในการจัดการที่แตกต่างกัน
นายวิเศษกล่าวว่า ในหลายครั้งที่ทีมงานลงพื้นที่ เกษตรกรเองก็เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เกี่ยวข้อง เพราะประสบการณ์ที่สะสมจากการปลูกจริงมีประโยชน์ต่อการปรับปรุงวิธีเพาะปลูกและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแปลง
จากประสบการณ์ในระบบการผลิตของเครือข่าย บริษัทระบุว่าสามารถตัดเก็บกะเพราได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง ขณะที่กะเพราพันธุ์เดิมบางกรณีอาจเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8–9 ครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลที่บริษัทพบในระบบการปลูกที่ดำเนินการ แต่ไม่ควรนำไปเหมารวมว่ากะเพราพันธุ์ใหม่ทุกแปลงจะให้ผลเช่นเดียวกัน
จำนวนครั้งในการเก็บเกี่ยวยังขึ้นอยู่กับอายุของต้น วิธีตัดแต่ง การให้น้ำ การบำรุงรักษา และสภาพแวดล้อม การประเมินว่าพันธุ์ใดให้ผลผลิตคุ้มค่ากว่าจึงต้องพิจารณาทั้งผลผลิตต่อพื้นที่ ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนการดูแล และราคาที่จำหน่ายได้
ข้อกังวลเรื่องเกสร ต้องพิจารณาแยกจากสิทธิในพันธุ์พืช
อีกประเด็นที่เกิดขึ้นจากกระแสข่าวคือความกังวลว่า หากเกสรจากแปลงกะเพราพันธุ์ใหม่แพร่ไปผสมกับกะเพราที่เกษตรกรรายอื่นปลูก จะทำให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิหรือไม่
นายวิเศษชี้แจงว่า การแพร่กระจายของเกสรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และหากเกิดการผสมเกสรกับกะเพราพันธุ์อื่น ลูกที่ได้อาจมีลักษณะแตกต่างจากต้นเดิม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการผสมเกสรมีรายละเอียดทางชีววิทยาและข้อกฎหมายที่ต้องแยกพิจารณา การที่พืชผสมเกสรหรือเกิดเมล็ดที่มีลักษณะแตกต่าง ไม่ได้ทำให้สามารถสรุปสถานะสิทธิทางกฎหมายได้โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับที่ไม่ควรสรุปว่าการนำเมล็ดจากต้นดังกล่าวไปปลูกหรือจำหน่ายจะไม่เข้าข่ายละเมิดสิทธิในทุกกรณี
การพิจารณาต้องดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ลักษณะการใช้หรือขยายพันธุ์ และเงื่อนไขของกฎหมายที่ใช้บังคับ ดังนั้น เกษตรกรที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้พันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองควรตรวจสอบข้อมูลทะเบียนและขอคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจขอบเขตสิทธิอย่างถูกต้อง
คุ้มครองงานวิจัยควบคู่กับประโยชน์ของสังคม
บริษัทให้เหตุผลว่า การพัฒนาพันธุ์พืชต้องใช้เวลา บุคลากร งบประมาณ และความเชี่ยวชาญ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้วิจัยได้รับการยอมรับและมีแรงจูงใจลงทุนพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลงานของนักวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้
อย่างไรก็ตาม สิทธิในพันธุ์พืชใหม่ มีเงื่อนไข ขอบเขต และระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่ใช่สิทธิที่ครอบคลุมพืชทุกพันธุ์โดยไม่มีข้อจำกัด การพัฒนาพันธุ์พืชจึงต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และชุมชน
นายวิเศษเห็นว่า การตั้งโจทย์วิจัยควรคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศโดยรวม ไม่ทำลายคุณค่าดั้งเดิมของชุมชนหรือจำกัดผลประโยชน์ไว้เฉพาะผู้วิจัย แต่ควรสร้างโอกาสให้หลายฝ่ายสามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้ภายใต้กรอบสิทธิที่ชัดเจน
เชื่อมรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย เพิ่มขีดความสามารถเกษตรไทย
บริษัทระบุว่า ประเทศไทยมีทั้งนักวิจัยที่มีความสามารถและทรัพยากรพันธุกรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร พร้อมยกตัวอย่างประเทศอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาในฐานะส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม
นอกจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในงานวิจัยกะเพราแล้ว ซีพีแรมยังระบุว่ามีความร่วมมือด้านการวิจัยกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงพันธมิตรภาครัฐและเอกชน โดยแต่ละโครงการมีเป้าหมายและขอบเขตการทำงานแตกต่างกัน
หนุ่มทุบกระจกรถทำร้ายสาวกลางถนน พบ ตร.อ้างถูกเฉี่ยวชนก่อน
"แวว สายสุนีย์" คว้าเหรียญทองวีลแชร์ฟันดาบ เอเชียนพาราเกมส์ 2026
"ไต้ฝุ่นจำปี" ถล่มไต้หวัน-โอกินาวะ ญี่ปุ่น ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 1,000 เที่ยว
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
CPRAM公司注册四种新的罗勒品种以获得知识产权保护一事,已引发公众的广泛讨论和关注。具体而言,人们不禁要问,这项注册是否会迫使农民从该公司购买种子,以及种植罗勒供食用的普通民众、新鲜蔬菜摊贩和使用罗勒作为食材的餐馆是否会受到这项知识产权保护的影响。
今天(2026年10月23日),CPRAM有限公司总经理Wiset Wisitwinyu先生澄清,注册新的植物品种以获得保护并不意味着该公司拥有泰国所有的罗勒品种。相反,该公司仅保护根据相关标准开发和注册的新品种。公众普遍种植和销售的原有罗勒品种仍可照常使用。
关键问题在于区分新植物品种的权利和种植普通罗勒的权利,以及了解研究保护的范围及其对农民、贸易商和消费者的实际影响。
目前已登记了四种罗勒品种,但这并不意味着拥有所有罗勒的所有权。
据该公司透露,CPRAM 已培育出四种圣罗勒品种:Kaewchuri 01、Kaewchuri 02、Kaewchuri 03 和 Kaewchuri 04。这些品种是与泰国农业大学甘烹盛校区合作研究的成果,并已于 2024 年注册获得专利保护。
该公司表示,这四种罗勒品种是为用作其即食食品的配料而开发的,通过试点地块和合作农民网络进行种植,并非公众已经种植和消费的传统罗勒的专利版本。
获得新植物品种保护并不意味着对国内所有罗勒品种都拥有权利。种植罗勒供自己食用或出售的农民、从农民手中购买罗勒的新鲜蔬菜商贩,以及使用罗勒作为食材的餐馆和食品企业,都可以照常开展业务。
然而,必须区分普通罗勒品种的使用与受保护品种的种子或繁殖材料的商业繁殖或利用。后者可能涉及版权持有者的权利和法律条件,需要根据具体情况对品种及其用途进行具体考量。
换句话说,注册新的植物品种并不意味着权利人可以控制市场上所有的罗勒叶,也不意味着烹饪或销售罗勒炒菜需要获得该公司的许可。相反,受保护品种的使用范围必须遵守法律规定的权利和例外情况。
CPRAM澄清了罗勒的权利问题,并确认其为工厂培育罗勒,而非专注于销售种子。
泰国罗勒有300多个品种。
泰国拥有种类繁多的罗勒,包括绿罗勒、红罗勒以及当地种植的、叶片特征、香气和味道各异的品种。总计有超过300个品种,这体现了罗勒植物的生物多样性及其在进一步研究和开发方面的潜力。
因此,培育新品种增加了作物生产和利用的选择。但这并不意味着传统品种必须消失,或者所有农民都必须改用该公司的新罗勒品种。
在农业领域,植物育种可以着重解决各种挑战,例如产量品质、抗病性和环境适应性、原料稳定性以及市场适应性。然而,新品种的实际应用还需要考虑其对种植区域的适应性、生产成本以及市场需求。
维塞特先生表示,植物育种研究是包括日本、美国、荷兰和中国在内的许多国家的优先事项,这些国家不断投资于植物育种,以提高生产效率和增强农业竞争力。
在泰国,保护传统品种和培育新品种可以齐头并进。关键在于既要维护遗传多样性,又要允许研究人员利用他们的知识造福社会,同时避免造成一种误解,即所有传统上供公众使用的植物都成了培育新品种者的专属财产。
历经十余年的研究,从解决罗勒米饭的生产难题开始。
CPRAM表示,他们对罗勒的研究源于其制作罗勒饭的经验。经验表明,不同品种的罗勒在香气、味道和叶片外观方面都具有显著差异。这些差异会影响食材的品质以及烹饪后菜肴的风味,促使他们在过去十年中不断积累罗勒方面的知识。
消费者对罗勒的需求主要集中在其香气和风味独特,以及叶片大小适宜烹饪。较小的罗勒叶片在加热时可能会收缩或卷曲,影响其在菜肴中的美观。因此,罗勒叶片的特性选择既要考虑其口感,也要兼顾食品的视觉吸引力。
同时,品种开发也需考虑农民的需求。叶片大小和果实重量是影响单位种植面积产量和收入的因素。如果品种和栽培方法能够得到合理管理,则有助于提高生产效率,并减少工厂原材料供应的限制。
然而,作物的产量和品质并非仅取决于品种,还与环境条件、水分、田间管理和栽培方法密切相关。因此,对新品种的评价应考虑栽培体系和实际产量数据,而不能仅仅依据品种特性得出结论。
该公司表示,在2024年申请保护之前,他们与泰国农业大学甘烹盛校区合作,对四种罗勒进行了研究。他们解释说,保护申请必须符合新植物品种的标准,而现有的、常见的罗勒不能仅仅因为有人想注册就被注册为新品种。
我们不向普通民众出售种子;它们仅供食品生产链使用。
关于新品种的引进,CPRAM声明如下:
该公司不在市场上销售种子、幼苗或任何四种罗勒品种。其主要目标是采购适合其生产的食品所需的高质量、安全原料。
种植工作通过公司的示范田和农民网络进行,遵循“农民伙伴”的指导方针,在产品返回工厂之前,会向农民传授有关品种、种植方法和地块管理的知识。
该系统与食品行业的原材料计划密切相关,因为新鲜罗勒是一种需要时间和质量管理的原材料。种植地靠近工厂可以加快农产品运输到生产流程的速度,并有助于公司根据需求规划原材料数量。
威塞特先生将农民生活伙伴的概念解释为一种相互依存的关系,公司需要持续供应高质量的原材料,而农民则需要渠道来销售他们的产品并获得知识来改进他们的耕作方式。
然而,该公司的供应链运营体现了一种系统化的原材料管理方法。但这并不意味着全国各地的农民都必须加入该网络或改种这些品种。作物选择仍然取决于每位农民所在地区的适宜性、成本以及分销渠道。
农民在知识发展和收割方法改进方面发挥着作用。
该公司指出,植物育种并非止于培育新品种,还需要同步开发种植方法和农田管理技术。农民必须参与其中,分享他们在实际耕作中的经验,因为每个地区的土壤、水源、气候和管理限制都可能有所不同。
威塞特先生表示,在团队的多次实地考察中,农民们自己充当了知识传播者的角色,因为从实际耕作中积累的经验有利于改进耕作方法和解决田间出现的问题。
根据该公司基于网络化生产系统的经验,罗勒在整块种植地拆除前大约可以收获20次,而一些较老的罗勒品种可能只能收获8-9次。这些数据反映了该公司在其已实施的种植系统中取得的成果,但并不意味着每块种植新罗勒品种的地块都会取得相同的结果。
收获次数还取决于树龄、修剪方法、浇水、养护和环境条件。因此,评估哪个品种更具成本效益需要考虑单位面积产量、人工成本、养护成本和售价。
对花粉的担忧必须与植物品种权分开考虑。
这条新闻引发的另一个问题是,如果这种新罗勒品种的花粉传播开来,并与其他农民种植的罗勒混合,可能会导致版权侵权。
威塞特先生解释说,授粉与播种不同,如果用另一种罗勒品种进行授粉,产生的后代可能与原植株具有不同的特征。
然而,授粉问题涉及生物学和法律细节,必须分别考虑。植物授粉或产生具有不同特征的种子这一事实,并不必然导致法律权利的认定。同样,也不能就此断定种植或出售此类植物的种子不构成侵权。
必须考虑相关品种的事实情况、其用途或繁殖特性以及适用法律的规定。因此,对使用受保护植物品种有疑问的农民应查阅登记信息,并向相关机构咨询,以充分了解自身权利的范围。
既保护科研成果,又造福社会。
该公司认为,植物育种需要时间、人力、预算和专业知识。因此,知识产权保护是一种机制,有助于研究人员获得认可,并激励他们持续投资于研究,尤其是有助于泰国研究人员开展可进一步开发以带来经济效益的研究。
然而,新品种植物的权利受到法律条件、范围和时间的限制;它们并非无限制地涵盖所有植物品种。因此,植物育种发展必须与保护遗传多样性齐头并进,并考虑对农民、消费者和社区的影响。
威塞特先生认为,研究问题应考虑国家的整体利益,既不应损害社区的传统价值观,也不应将利益局限于研究者自身。相反,研究问题应为各方创造机会,在明确的权利框架内,共同利用研究成果。
连接政府、私营部门和大学,以提升泰国农业能力。
该公司表示,泰国拥有高技能的研究人员和丰富的遗传资源,这是提升农业价值的关键基础。他们列举了日本、新加坡和中国等国家,这些国家都将研发作为经济和社会发展的重要组成部分。
除了与泰国农业大学合作开展罗勒研究外,CPRAM还表示,它与国家科学技术发展署(NSTDA)、泰国科学技术研究院(TISTR)、玛希隆大学以及其他公共和私营部门合作伙伴开展了研究合作。每个项目都有不同的目标和工作范围。
男子砸碎车窗,在大街上殴打女子;声称自己先被另一辆车撞了。
“Waew Saisunee”在2026年亚洲残疾人运动会轮椅击剑比赛中获得金牌。
台风“占比”袭击台湾和日本冲绳,导致超过1000个航班取消。
泰国农业大学