เกษตรกรกังวลละเมิดสิทธิ แม้รัฐ-เอกชนยัน "กะเพรา CPRAM" ไม่กระทบสายพันธุ์เดิม尽管政府和私营部门坚称“CPRAM的罗勒”不会影响原有的罗勒品种,但农民们仍然担心权利会受到侵犯。
กะเพรา 4 สายพันธุ์ CPRAM ยังจุดคำถามเรื่องสิทธิเกษตรกร ความโปร่งใสของสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์ แม้รัฐยืนยันว่ากะเพราพันธุ์อื่นยังปลูกและขายได้ขณะที่ BioThai เรียกร้องให้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การคุ้มครอง และทบทวนผลกระทบหากไทยเข้าร่วม UPOV 1991

วันนี้ (25 ต.ค.2569) กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ยื่นขอรับความคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ ยังคงสร้างความกังวลให้เกษตรกรและผู้ค้า โดยเฉพาะความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายและความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดี แม้กรมวิชาการเกษตรและบริษัทจะยืนยันว่า การคุ้มครองมีผลเฉพาะพันธุ์ที่ระบุไว้ ไม่ได้หมายความว่ากะเพราทั้งหมดในประเทศไทยจะกลายเป็นของเอกชนหรือถูกผูกขาด
ทีมข่าวไทยพีบีเอสลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้าบริเวณตลาดภาษีซุง เทศบาลเมืองชัยนาท พบว่า บางส่วนยังไม่กังวล เพราะกะเพราที่นำมาขายเป็นกะเพราพื้นบ้านหรือกะเพราป่า แต่หลายคนยอมรับว่ายังไม่เข้าใจรายละเอียดของกฎหมาย และกังวลว่าการปลูกหรือจำหน่ายกะเพราในอนาคตจะได้รับผลกระทบหรือไม่
ด้านไชยวิทย์ บัวงาม ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี ระบุว่า เกษตรกรรายย่อยกังวลถึงข้อจำกัดในการเก็บเมล็ดพันธุ์และการขยายพันธุ์ หากประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ UPOV 1991 จึงเสนอให้ชะลอการดำเนินการเพื่อศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน เพราะเกษตรกรอาจละเมิดสิทธิในพันธุ์พืชโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งหากหันไปปลูกพันธุ์ใหม่ที่สร้างรายได้มากกว่า ก็อาจทำให้กะเพราพื้นบ้านค่อย ๆ สูญหายไป
กรมส่งเสริมการเกษตรชี้แจงว่า การขอรับความคุ้มครองกะเพราเกิดจากการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช โดยสิทธิจะครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศ ประชาชนจึงยังสามารถปลูก จำหน่าย นำมาประกอบอาหาร และใช้ประโยชน์จากกะเพราพันธุ์อื่นที่มีอยู่เดิมได้ตามปกติ
สำหรับพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง กฎหมายไม่ได้ห้ามประชาชนรับประทานหรือใช้ประโยชน์ แต่กำหนดสิทธิเกี่ยวกับส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ กิ่งชำ หรือส่วนอื่นที่นำไปขยายพันธุ์ได้ โดยเฉพาะการนำไปผลิตหรือจำหน่ายเพื่อการค้า ซึ่งต้องพิจารณาตามขอบเขตและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ขณะที่ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ชี้แจงว่า กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์เป็นพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของบริษัท ผ่านเครือข่ายเกษตรกร และไม่เกี่ยวข้องกับกะเพราพื้นเมืองกว่า 300 สายพันธุ์ที่ประชาชนยังสามารถปลูกและจำหน่ายได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร และ CPRAM เปิดเผยรายละเอียดสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์ เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่ามูลค่าผลประโยชน์ที่ตกลงกันระหว่างเอกชนกับมหาวิทยาลัย รวมถึงเงินที่นำเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเหมาะสมกับสิทธิที่ผู้ได้รับความคุ้มครองจะได้รับหรือไม่
BIOTHAI ยังตั้งข้อสงสัยต่อกระบวนการพิจารณาว่ากะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่หรือไม่ โดยระบุว่าลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์กับกะเพราสายพันธุ์เดิมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความสูงและขนาดใบใกล้เคียงกัน จนไม่สามารถแยกความแตกต่างด้วยตาเปล่าได้
นอกจากนี้ BIOTHAI ยังกังวลว่าหากไทยเข้าร่วม UPOV 1991 ผลกระทบต่อเกษตรกรอาจขยายวงกว้าง ทั้งข้อจำกัดในการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปปลูกต่อ การขยายขอบเขตสิทธิไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากพันธุ์พืช ตลอดจนการขยายระยะเวลาคุ้มครอง จาก 12 ปี เป็น 20 ปีสำหรับพืชทั่วไป และ 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้น
ด้าน น.ส.ธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่า มีการแบ่งปันผลประโยชน์และนำเงินเข้ากองทุนแล้ว โดยการกำหนดมูลค่าการแบ่งปันผลประโยชน์เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย แต่รายละเอียดในสัญญาไม่สามารถเปิดเผยได้หากไม่มีคำสั่งศาล
ขณะที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า การวิจัย พัฒนา และขอรับความคุ้มครองกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ เป็นการดำเนินการของบริษัท ซีพีแรม ไม่ใช่การดำเนินการของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส หรือเครือ CP โดยตรง พร้อมระบุว่าการพัฒนาพันธุ์ใหม่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร ไม่ใช่การผูกขาด และสงวนสิทธิดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ
ประเด็นที่ยังต้องติดตามจึงไม่ได้มีเพียงว่าประชาชนจะปลูกกะเพราได้หรือไม่ แต่รวมถึงความชัดเจนของขอบเขตสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ ความโปร่งใสของการแบ่งปันผลประโยชน์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อย หากประเทศไทยพิจารณาเข้าร่วม UPOV 1991
เหลือแต่ตอ! เสาไฟโซลาร์เซลล์นครศรีฯ ถูกขโมยรวด 98 ต้น ยาว 3 กม.
เรือชนกันในคลองสำโรง จ.สมุทรปราการ คนขับเข้าพบ ตร. แล้ว รอกรมเจ้าท่าดำเนินคดี
สุดทน! สาวขอนแก่นประกาศขายบ้าน หลัง 3 ปีถูกยกเค้า 3 ครั้ง
截至今日(2026年10月25日),正大食品有限公司(CP Foods Co., Ltd.)申请保护四种罗勒品种一事,持续引发农民和贸易商的担忧,尤其是在法律层面以及可能面临的法律风险方面。尽管农业部和该公司坚称,该保护措施仅适用于指定的品种,并不意味着泰国所有的罗勒都将成为私人所有或被垄断的市场,但人们的疑虑依然存在。
泰国公共电视台(Thai PBS)新闻团队对猜纳府帕西松市场(Phasi Sung market)的商贩进行了调查。调查发现,一些商贩并不担心,因为他们出售的罗勒是本地罗勒或野生罗勒。然而,许多商贩承认他们不了解法律的具体内容,并担心未来种植或销售罗勒是否会受到影响。
叻丕府农民委员会主席猜亚维·布昂甘表示,如果泰国加入1991年国际植物新品种保护联盟(UPOV)公约,小农户担心种子保存和植物繁殖会受到限制。因此,他建议推迟加入该公约的进程,以便对相关影响进行全面研究,因为农民可能在不知情的情况下侵犯植物品种权。此外,改种利润更高的新品种也可能导致本土罗勒逐渐消失。
农业推广部澄清,罗勒品种的保护申请源于新品种的研发,而新品种的研发必须遵循《植物品种保护法》的相关程序。该保护权仅涵盖受保护的品种,而非国内所有罗勒品种。因此,公众仍可照常种植、销售、使用和利用其他现有的罗勒品种。
对于受保护的植物品种,法律并未禁止人们食用或使用它们,但规定了有关繁殖材料(如种子、插条或其他可用于繁殖的部分)的权利,特别是用于商业生产或销售的权利,这些权利必须在法律规定的范围和条件下考虑。
与此同时,正大食品有限公司澄清,这四种罗勒是该公司通过其农民网络开发的新品种,用作原材料,与公众仍然可以正常种植和销售的300多种本地罗勒无关。
然而,泰国生物技术基金会秘书长维通·连查姆伦先生呼吁泰国农业大学、农业部和植物品种保护管理机构(CPRAM)公开利润分成协议的详情。这将有助于审查私营部门与大学之间商定的利益价值,以及存入植物品种保护基金的资金是否符合既定标准,并符合受保护实体的权利。
泰国植物学会 (BIOTHAI) 还质疑确定这四种罗勒品种是否符合新植物品种保护标准的过程,指出这四种罗勒品种的植物学特征,包括高度和叶片大小,与泰国农业大学的原始罗勒品种非常相似,肉眼根本无法区分。
此外,泰国生物技术产业协会(BIOTHAI)担心,如果泰国加入国际植物新品种保护联盟(UPOV)1991,可能会对农民产生广泛的影响。这包括限制保存受保护种子用于再种植,扩大权利范围至包括农产品和植物品种制品,以及将一般农作物的保护期从12年延长至20年,将树木的保护期延长至25年。
农业部植物产品系统开发与认证司司长蒂达贡·赛努多姆女士证实,收益已分配完毕,款项已存入基金。收益分配金额的确定符合法律规定,但未经法院命令,合同细节不便披露。
与此同时,正大集团(CP)发表声明澄清,这四种罗勒品种的研究、开发及保护申请均由正大食品公司负责,并非由正大集团高级主席谢国民先生直接负责。声明还强调,新品种的研发旨在为农民提供更多选择,并非垄断行为,正大集团保留对故意散布虚假信息者采取法律行动的权利。
需要关注的关键问题不仅是人们是否被允许种植罗勒,还包括新植物品种的权利范围是否明确、利益分享是否透明,以及如果泰国考虑加入UPOV 1991会对小农户产生哪些潜在影响。
只剩下残桩了!那空是贪玛叻府98盏太阳能路灯被盗,绵延3公里。
两艘船只在北榄府空三隆港相撞。船主已向警方报案,目前正在等待海事部门的法律处理。
够了!孔敬府一名女子因三年内三次遭窃,决定出售自己的房子。