น้ำตาลแพงสุดในรอบ 16 ปี พุ่งแรงแซงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนสูงกว่า S&P 500糖价达到 16 年来的最高水平,涨幅超过美国股市,并跑赢了标准普尔 500 指数。
ราคาน้ำตาลพุ่งแรง ทำตลาด Sugar Futures ผลตอบแทนแซงหน้า S&P 500 และมีคาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากภาวะขาดแคลนที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศแปรปรวน

# ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
DELTA ทำมาหากินยังไง? เดอะแบกหุ้นไทย เบื้องหลัง AI โลก | Digital Frontiers EP.71
ราคาน้ำตาลพุ่งสูงขึ้นกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยเฉพาะเดือนสิงหาคมเดือนเดียวปรับขึ้นถึง 21.5% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010
ปัจจัยหลักเกิดจากผลผลิตลดลงในยุโรป บราซิล อินเดีย และไทย รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจซ้ำเติมสภาพอากาศในพื้นที่เพาะปลูก
คณะกรรมาธิการยุโรปคาดการณ์ผลผลิตน้ำตาลในสหภาพยุโรปปี 2026/27 จะลดลงถึง 19% ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าตลาดโลกอาจเผชิญภาวะขาดดุลสูงถึง 3.2 ล้านเมตริกตัน
อินเดียเริ่มประสบปัญหาอุปทานภายในประเทศจนต้องอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลดิบโดยไม่เก็บภาษี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้าย
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจูงใจให้บราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก หันไปผลิตเอทานอลจากอ้อยมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลที่เข้าสู่ตลาดโลกลดลง
สรุปปมข้อพิพาท “THCOM-GULF” ครม. สั่งฟ้อง 1.25 พันล้านบาท กระทบแค่ไหน?
ราคาน้ำตาลกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2026 หลังราคาพุ่งกว่า 20% แซงหน้าผลตอบแทนของ S&P 500 ท่ามกลางความกังวลว่าโลกกำลังเผชิญภาวะน้ำตาลขาดแคลน จากผลผลิตที่ลดลงในยุโรป บราซิล อินเดีย และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจซ้ำเติมประเทศผู้ผลิตรายใหญ่
ราคาน้ำตาลกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดที่นักลงทุนต้องจับตา หลังราคาน้ำตาลในตลาดฟิวเจอร์ส (Sugar Futures) ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จนสามารถสร้างผลตอบแทนแซงหน้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปแล้ว โดยแค่เฉพาะเดือนสิงหาคม ราคาน้ำตาลพุ่งขึ้นถึง 21.5% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2010 ที่ราคาปรับขึ้น 24%
เมื่อมองตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาน้ำตาลปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 20% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 13%
เบื้องหลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำตาลครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อนในยุโรป ผลผลิตที่ลดลงในบราซิล ปัญหาสภาพอากาศในอินเดียและไทย ซึ่งประเทศเหล่านี้คือกลุ่มหลักที่ผลิตและส่งออกน้ำตาล รวมถึงความเสี่ยงจากเอลนีโญที่อาจเข้ามาซ้ำเติมผลผลิตในอนาคต
ราคาน้ำตาลพุ่ง ดันราคาอาหารโลกสูงขึ้น
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ดัชนีราคาอาหารโลกปรับตัวสูงขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ราคาน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้น
ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับผลผลิตในหลายภูมิภาค อย่างในสหภาพยุโรปก็เกิดปัญหาสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยจนผลผลิตสำคัญลดลง นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเสี่ยงของปรากฏการณ์ เอลนีโญที่กระทบต่อประเทศผู้ผลิตสำคัญในเอเชีย ตลอดจนผลผลิตน้ำตาลที่ลดลงในบราซิล ตลาดสำคัญของโลก
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การที่อินเดียประเทศผู้ผลิตรายใหญ่กำลังเผชิญปัญหาอุปทานภายในประเทศ อนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลดิบโดยไม่เก็บภาษีนำเข้า
โลกเสี่ยงขาดแคลนน้ำตาลมากกว่าที่คิด
รายงาน Sugar Balance Sheet ล่าสุดของคณะกรรมาธิการยุโรป คาดว่า ผลผลิตน้ำตาลของสหภาพยุโรปในปี 2026/27 จะลดลง 19% เหลือ 13.4 ล้านเมตริกตัน จากระดับ 16.6 ล้านตันในปี 2025/26 ขณะที่ Citi คาดการณ์ว่า ตลาดน้ำตาลโลกจะเผชิญภาวะขาดดุล 1.3 ล้านเมตริกตัน ส่วน Green Pool Commodity Specialists ประเมินว่าการขาดดุลอาจสูงถึง 3.2 ล้านเมตริกตัน
แม้ตัวเลขประมาณการของแต่ละองค์กรจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ตลาดเห็นตรงกันคือ แนวโน้มภาวะขาดดุลกำลังเพิ่มขึ้น
Citi ระบุในรายงานว่า น้ำตาลเป็นหนึ่งในตลาดสินค้าเกษตรที่ธนาคารมีมุมมองเชิงบวกมากที่สุดในกลุ่มสินค้าเกษตรที่ซื้อขายบน Intercontinental Exchange หรือ ICE
นอกจากนี้ Citi ยังได้ปรับราคาเป้าหมายน้ำตาลในระยะ 3 เดือนขึ้นมาอยู่ที่ 19 เซนต์ต่อปอนด์ โดยมองว่าปัจจัยสำคัญมาจากสต็อกน้ำตาลที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น ประกอบกับโครงการนำเข้าน้ำตาลของอินเดียที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด และสภาพอากาศที่เลวร้ายลงในอินเดีย ไทย และสหภาพยุโรป
จับตาเอลนีโญ ตัวแปรสำคัญที่อาจซ้ำเติมตลาด
สำหรับความเสี่ยงในระยะต่อไป สิ่งที่ตลาดกำลังจับตามากที่สุดคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้น และนำไปสู่สภาพอากาศที่รุนแรงหรือแปรปรวนในหลายพื้นที่ทั่วโลก
ความกังวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากบราซิล อินเดีย และไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายสำคัญ มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 70% ของการส่งออกน้ำตาลทั่วโลก ด้าน Goldman Sachs ระบุว่า หากเกิดภัยแล้งในช่วงที่อ้อยกำลังเติบโต อาจทำให้ผลผลิตอ้อยในแต่ละพื้นที่ลดลง
ขณะเดียวกัน หากเกิดฝนตกหนักเกินไปในช่วงเก็บเกี่ยว ก็อาจทำให้การทำงานในไร่หยุดชะงัก และส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลที่สามารถผลิตได้ลดลงเช่นกัน
โดยอินเดียกำลังเผชิญกับปริมาณฝนที่ต่ำกว่าปกติในพื้นที่ผลิตน้ำตาลสำคัญของประเทศ มรสุมที่อ่อนแออาจทำให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลง และส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากลังเลที่จะปลูกอ้อยในฤดูกาลถัดไป เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมาก
ขณะที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำตาลรายสำคัญของโลก ก็อาจเผชิญกับสถานการณ์ฝนที่แปรปรวนและปัญหาขาดแคลนน้ำ หากอุณหภูมิของมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงอุ่นขึ้นผิดปกติ เพราะฉะนั้นความเสี่ยงด้านสภาพอากาศจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำตาลของโลก
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างเช่นในบราซิลนั้น ที่การนำอ้อยมาผลิตนั้นสามารถผลิตได้ทั้งน้ำตาลและเอทานอล ทำให้เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น การผลิตเชื้อเพลิงเอทานอลจึงน่าสนใจกว่า
Rob Johansson ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์และการวิเคราะห์นโยบายของ American Sugar Alliance อธิบายว่า เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ประเทศที่ผลิตเอทานอลจากอ้อยจะมีแรงจูงใจในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น และส่งออกน้ำตาลเข้าสู่ตลาดโลกน้อยลง
หากราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประเทศอย่างบราซิล ซึ่งมีการสนับสนุนอุตสาหกรรมเอทานอลอย่างมาก อาจหันไปเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ ปริมาณน้ำตาลที่เข้าสู่ตลาดโลกจะลดลง และอาจสร้างแรงกดดันให้ราคาน้ำตาลสูงขึ้น
บราซิลเพียงประเทศเดียวมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกน้ำตาลทั่วโลก ทำให้การตัดสินใจของโรงงานในประเทศว่าจะนำอ้อยไปผลิตอะไร มีผลต่อสมดุลของตลาดโลกโดยตรง
Goldman Sachs ยังมองว่า หากผลผลิตข้าวโพดอ่อนแอลงจากภัยแล้งนั้น ก็อาจทำให้มีการนำอ้อยไปผลิตเอทานอลมากขึ้น เนื่องจากข้าวโพดเป็นวัตถุดิบสำคัญอีกชนิดหนึ่งสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
นั่นอาจหมายความว่า สำหรับตลาดน้ำตาลในเวลานี้ สิ่งที่นักลงทุนกำลังเดิมพัน ไม่ได้มีเพียงเรื่องของอุปสงค์และอุปทาน แต่ยังรวมถึงสภาพอากาศของโลกด้วย
เพราะเมื่อยุโรปเผชิญคลื่นความร้อน อินเดียขาดแคลนน้ำ ไทยเสี่ยงเจอฝนแปรปรวน และบราซิลต้องเลือกระหว่างผลิตน้ำตาลหรือเอทานอล สมดุลของตลาดน้ำตาลโลกจึงอาจเปลี่ยนไปได้จากหลายปัจจัยในเวลาเดียวกัน
และนั่นคือเหตุผลที่ “น้ำตาล” กำลังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2026
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
# 商品市场
DELTA是如何盈利的?泰国股市和人工智能领域背后的驱动力 | 数字前沿 第71集
自 2026 年初以来,糖价已上涨超过 20%,仅 8 月份就上涨了 21.5%,这是自 2010 年以来的最高涨幅。
主要因素是欧洲、巴西、印度和泰国的作物产量下降,以及厄尔尼诺现象加剧农业地区天气状况的风险。
欧盟委员会预测,2026/27年度欧盟糖产量将下降19%,而分析师估计,全球市场可能面临高达320万吨的缺口。
印度正面临国内供应问题,不得不允许免税进口原糖以减轻恶劣天气的影响。
石油价格上涨促使全球主要出口国巴西利用甘蔗生产更多乙醇,导致进入全球市场的糖量减少。
“THCOM-GULF”纠纷概要:内阁下令提起诉讼,索赔金额达12.5亿泰铢。此举可能造成哪些影响?
由于欧洲、巴西和印度的产量下降,人们担心全球糖供应短缺,加上厄尔尼诺现象可能加剧主要生产国的糖供应短缺,糖价已成为 2026 年最热门的大宗商品之一,上涨超过 20%,表现优于标准普尔 500 指数的回报。
自年初以来,糖期货价格大幅飙升,表现优于美国股市,糖价正成为投资者密切关注的另一个市场。仅8月份,糖价就上涨了21.5%,创下自2010年10月以来的最大单月涨幅,当时糖价上涨了24%。
展望 2026 年初,糖价已上涨约 20%,超过了标普 500 指数近 13% 的涨幅。
近期糖价飙升并非单一因素所致,而是全球供应风险同时作用的结果,包括欧洲热浪、巴西减产、印度和泰国(主要产糖和出口国)天气问题,以及厄尔尼诺现象可能影响未来产量的风险。
糖价飙升推高了全球食品价格。
联合国粮食及农业组织表示,8月份全球食品价格指数上涨,其中一个主要因素是糖价上涨。
由于多个地区的产量担忧,糖价上涨。在欧盟,不利的天气条件导致主要糖厂产量下降。此外,厄尔尼诺现象的风险正在影响亚洲主要糖生产国,而巴西——全球重要的糖市场——的糖产量也在下降。
另一个重要因素是,作为主要生产国的印度正面临国内供应问题,并已允许免税进口原糖。
世界面临的糖短缺风险比之前预想的要大。
欧盟委员会最新发布的《糖业平衡表》报告预测,2026/27年度欧盟糖产量将从2025/26年度的1660万吨下降19%至1340万吨。花旗银行预测全球糖市场将出现130万吨的缺口,而Green Pool Commodity Specialists则估计缺口可能高达320万吨。
尽管各个机构的估计有所不同,但市场普遍认为赤字趋势正在加剧。
花旗银行在一份报告中表示,糖是该行在洲际交易所 (ICE) 交易的农产品中最看好的商品之一。
此外,花旗银行将未来三个月的糖价目标上调至每磅 19 美分,理由是糖库存趋紧、印度糖进口项目出乎意料,以及印度、泰国和欧盟的天气状况恶化。
密切关注厄尔尼诺现象,这是一个可能进一步加剧市场状况的关键变量。
展望未来,市场正密切关注厄尔尼诺现象,即导致海洋温度上升的气候变化,从而导致全球许多地区出现极端或不稳定的天气。
人们日益担忧,因为巴西、印度和泰国这三个主要的糖生产国和出口国,合计约占全球糖出口量的70%。高盛指出,甘蔗生长季的干旱可能导致这些地区的甘蔗减产。
与此同时,收获季节的过多降雨可能会扰乱农事,并减少糖的产量。
印度主要产糖区正面临低于正常水平的降雨量。季风偏弱可能导致水库水位下降,由于甘蔗是需水量极大的作物,许多农民因此对下一季是否种植甘蔗犹豫不决。
虽然作为世界主要糖生产国之一的泰国,如果太平洋海温继续异常升高,可能会面临降雨不稳定和缺水的问题,但天气风险不仅仅是一个国家的问题,而是发生在对全球糖供应链至关重要的许多地区。
此外,能源价格上涨也是一个问题。例如,在巴西,甘蔗既可以用来生产糖,也可以用来生产乙醇。因此,当油价上涨时,生产乙醇燃料就更具吸引力。
美国糖业联盟经济和政策分析主管罗布·约翰逊解释说,当油价上涨时,用甘蔗生产乙醇的国家将更有动力生产生物燃料,并减少向全球市场出口糖。
如果油价持续高于每桶90美元,像巴西这样大力支持乙醇产业的国家可能会转向增加生物燃料的生产。这将导致全球糖供应减少,进而可能推高糖价。
巴西的糖出口量约占世界糖出口量的一半,这意味着巴西国内糖厂在甘蔗加工方面的决策直接影响着全球市场的平衡。
高盛还指出,如果干旱导致玉米产量下降,可能会增加甘蔗在乙醇生产中的使用量,因为玉米是生物燃料生产的另一种重要原料。
这可能意味着,就目前的糖业市场而言,投资者不仅押注于供需关系,还押注于全球气候。
因为当欧洲面临热浪、印度遭遇缺水、泰国面临降雨不稳定的风险、巴西必须在糖生产和乙醇生产之间做出选择时,多种因素同时作用,可能会改变全球糖市场的平衡。
这就是为什么糖将成为2026年最热门的商品之一。
通过 Thairath Money 阅读最新的股票和投资资讯,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/investment
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney