เปิดเหตผล ต้นอ้อ แจงเงินบริจาคมูลนิธิเป็นหนึ่ง 3 ปี มีแค่ 1 ล้าน ไม่เยอะเหมือนใคร女演员 Ton-Or 解释了为什么她的基金会在三年内只收到了 100 万泰铢的捐款,远不及其他基金会。
ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ชี้เงินดรามาเงินบริจาคหลัง ออยศรี เปิดข้อมูลโยงครอบครัว ระบุเปิดมูลนิธิ 3 ปี มีเงินแค่ 1 ล้านบาท ไม่เหมือนคนอื่นที่หลักร้อยล้าน

Home » โซเชียล » เปิดเหตผล ต้นอ้อ แจงเงินบริจาคมูลนิธิเป็นหนึ่ง 3 ปี มีแค่ 1 ล้าน ไม่เยอะเหมือนใคร
ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ชี้เงินดรามาเงินบริจาคหลัง ออยศรี เปิดข้อมูลโยงครอบครัว ระบุเปิดมูลนิธิ 3 ปี มีเงินแค่ 1 ล้านบาท ไม่เหมือนคนอื่นที่หลักร้อยล้าน
30 ตุลาคม 2569 นางชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง และนายพนา เลิศเชิดชูพงศ์ ทนายความประจำมูลนิธิฯ ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินบริจาค รวมถึงกรณีที่มีบุคคลในครอบครัวเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิฯ จนถูกมองว่าเป็นการ “กินรวบ” หลังเรื่องนี้ออยศรีฯ พาดพิงว่ามูลนิธิฯ รายต่อไปที่จะโดน คือ มูลนิธิเป็นหนึ่ง
โดย นางชลิดา ชี้แจงว่า มูลนิธิอื่นหลายแห่งก็มีลักษณะโครงสร้างกรรมการที่เป็นคนในครอบครัวเช่นกัน และตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ ตนพยายามชักชวนผู้ใหญ่และบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นกรรมการมาโดยตลอด แต่ทุกคนปฏิเสธทั้งหมด เนื่องจากตำแหน่งกรรมการมูลนิธิฯ ต้องเสียสละทั้งเวลา และต้องรับความเสี่ยงสูงเมื่อมีคดีความเกิดขึ้น เมื่อไม่มีคนนอกสมัครใจเข้ามา ตนจึงต้องขอร้องให้ญาติและคนใกล้ชิดเข้ามาช่วยทำงานโดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนให้ มีเพียงแค่เบี้ยประชุมเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามยืนยันว่าที่ผ่านมาและทุกวันนี้ยังเปิดรับบุคคลภายนอกที่มีความพร้อมและไว้วางใจได้เข้ามาร่วมเป็นกรรมการมูลนิธิฯ อยู่เสมอ
นางชลิดา ยังยืนยันว่า มูลนิธิเป็นหนึ่งก่อตั้งมานานกว่า 3 ปี มีเงินหมุนเวียนรวมทั้งหมดเพียงประมาณ 1,000,000 บาทเท่านั้น ไม่ได้มีเงินมากมายเป็นร้อยล้านพันล้านเหมือนมูลนิธิอื่น อีกทั้งที่ผ่านมาไม่ได้เปิดรับบริจาคแบบพร่ำเพรื่อ หากเป็นเคสทั่วไปส่วนใหญ่จะใช้เงินส่วนตัวหรือได้รับการช่วยเหลือจากพรรคพวกใกล้ชิด ยกเว้นกรณีที่เป็นเคสใหญ่จริงๆ
“อย่างในส่วนของเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐ เช่น งบดุลค่าใช้จ่ายในช่วงลงพื้นที่ชายแดน 28 วัน จะมีบิลและเอกสารประกอบอย่างละเอียดแนบไปพร้อมกับสเตทเมนต์การเงิน เพื่อยืนยันความโปร่งใส”
ส่วนกรณีการตั้งข้อสงสัยเรื่องการใช้จ่ายเงินนั้น นางชลิดา ระบุว่า ทุกครั้งที่มีการลงพื้นที่จริง ทุกยอดค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าที่พัก หรือการซื้อของ ต่างมีเอกสารและบิลประกอบอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับภาษีจากห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน หรือบิลเงินสดจากร้านค้าในตลาด เพื่อนำไปแนบประกอบในการยื่นปิดงบประจำปี
ส่วนเรื่องหลักฐานเอกสารหรือใบเสร็จรับเงิน นางชลิดา ยืนยันว่า มีหลักฐานการเงิน (Bank Statement) และมีการเก็บภาพถ่ายร้านค้าหรือการซื้อของผ่านห้างสรรพสินค้าไว้ทั้งหมด อีกทั้งงบการเงินยังผ่านการตรวจสอบและร่วมลงนามโดยผู้สอบบัญชีอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ยังฝากถึงออยศรีฯ ในประเด็นการนำรายการเดินบัญชี (Statement) ของมูลนิธิฯ ออกมาเปิดเผยยด้วยว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารในกระบวนการชั้นศาล ซึ่งคู่กรณีไม่ได้เป็นผู้เสียหายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในคดี แม้ว่าจะเคยให้สามีของออยศรีเป็นทนายความให้ แต่ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้คู่กรณีหรือออยศรีฯ เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี และไม่อนุญาตให้นำเอกสารออกมาเปิดเผยด้วย โดยการนำเอกสารในศาลหรือข้อมูลผู้เสียหายออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล และทำให้ข้อมูลของผู้เสียหายรั่วไหล โดยขณะนี้ทางทีมกฎหมายกำลังดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
ในช่วงท้ายของการชี้แจง นางชลิดา ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจของตัวเองว่า “การทำงานที่ผ่านมาได้ทุ่มเทเต็มที่ และไม่เคยมีพฤติกรรมบิดเบือนหรือทุจริตเงินบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกประเด็นอย่างโปร่งใส และยังฝากไปยังผู้ที่ประกาศว่าจะตรวจสอบมูลนิธิว่า ขอให้ดำเนินการตรวจสอบทุกมูลนิธิอย่างแท้จริงเช่นกัน ไม่ใช่เจาะจงเฉพาะมูลนิธิของตนเองหรือมูลนิธิของคุณบุ๋ม ปนัดดาเท่านั้น เนื่องจากยังมีมูลนิธิอื่นๆ อีกมาก ทั้งที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง รวมถึงมูลนิธิที่มีเงินหมุนเวียนระดับหลักพันล้านบาท“
นางชลิดา ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเคยได้รับผลกระทบจากเรื่องราวต่างๆ หรือถูกกลุ่มบุคคลเดิมๆ ร้องเรียนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเดินทางไปทำกิจกรรมหรือรับรางวัลที่ไหน แต่ตนไม่สามารถไปห้ามความคิดเห็นของใครได้
”เป้าหมายหลักในการทำงานท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งเดียวที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญสูงสุดคือ การได้ช่วยเหลือเหยื่อและผู้เดือดร้อนให้ได้รับความเป็นธรรมเพียงเท่านั้น โดยยืนยันว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปตามข้อบังคับ มีเอกสารและหลักฐานประกอบการใช้จ่าย พร้อมเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ“
ขณะที่นายพนา เลิศเชิดชูพงศ์ ทนายความประจำมูลนิธิฯ ชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเรื่องเงินรับบริจาคที่มีการโอนเข้าบัญชีบุคคลในครอบครัว โดยระบุว่า ปัจจุบันมูลนิธิเป็นหนึ่งมีคณะกรรมการบริหารรวม 4 คน ประกอบด้วย คุณต้นอ้อ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ / ลูกชาย ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ / และลูกสะใภ้ ดำรงตำแหน่งเหรัญญิก รวมถึงมีญาติเป็นเลขานุการอีกหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลในครอบครัวที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมูลนิธิฯ จึงเกิดขึ้นภายใต้มติของคณะกรรมการมูลนิธิทั้งสิ้น อีกทั้งไม่มีข้อกฎหมายใดระบุห้ามมิให้ลูกชายหรือลูกสะใภ้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ หากมีข้อจำกัดทางกฎหมาย นายทะเบียนคงไม่รับจดทะเบียนตั้งแต่แรก
สำหรับประเด็นสถานะเงินทุนจดจัดตั้งและยอดเงินบริจาค ทนายความ ชี้แจงว่า มูลนิธิฯ มีทุนจดจัดตั้งจำนวน 200,000 บาท ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ปี 2569 โดยเงินทุนประเดิมจำนวนดังกล่าวยังไม่เคยถูกนำออกมาใช้ เนื่องจากมีการแยกบัญชีอย่างชัดเจน
ส่วนบัญชีรับบริจาค มียอดเงินประมาณ 400,000 บาท ซึ่งเป็นบัญชีที่มีการเบิกจ่ายและโอนเข้าบัญชีของกรรมการ เช่น ลูกชายและลูกสะไภ้ รวมถึงตัวของคุณต้นอ้อเอง เพื่อนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ
ส่วนในประเด็นการตรวจสอบการลงพื้นที่และวัตถุประสงค์การใช้เงิน ทนายความ ได้ยกตัวอย่างหลักฐานการเบิกจ่ายเงินที่นำไปใช้ในการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน โดยระบุว่า มีเอกสารทางบัญชีและใบเสร็จรองรับอย่างครบถ้วน ตัวอย่างเช่น การโอนเงินให้ลูกชายและคุณต้นอ้อเอง เพื่อนำไปใช้ในการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อาทิ ยอด 27,000 บาท ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2567 รวมถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดแพร่ จำนวน 36,000 บาท จังหวัดเชียงราย จำนวน 84,105.25 บาท และจังหวัดหนองคาย จำนวน 41,377 บาท
ส่วนกรณีการเบิกจ่ายเงินให้ลูกสะไภ้ จำนวน 5,000 บาท สำหรับลงพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 นั้น เป็นการเบิกเงินสดย่อย (Petty Cash) ซึ่งไม่ผิดข้อบังคับ เนื่องจากข้อบังคับของมูลนิธิอนุญาตให้เหรัญญิก ถือเงินสดย่อยได้ไม่เกิน 30,000 บาท เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายเร่งด่วน
ทนายความ ยังยืนยันว่า ทุกยอดเงินทุกบาททุกสตางค์ที่โอนออกไป ล้วนมีเอกสาร ใบเสร็จ และรายงานการประชุมรองรับว่านำไปใช้ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือตามคำร้องขอของผู้ประสบภัยจริง
ทนายความ ยังชี้แจงในมุมข้อกฎหมายและระเบียบการเบิกจ่ายเงินว่า การใช้จ่ายเงินทุกอย่างดำเนินการตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด โดยประธานมูลนิธิฯ มีอำนาจอนุมัติเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินได้ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท เช่น กรณีลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมเร่งด่วน แต่หลังจากนั้นต้องนำเอกสารและใบเสร็จมาสรุปชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการทุกครั้ง หรือใช้ระบบเงินสดทดรองผ่านเหรัญญิกครั้งละไม่เกิน 30,000 บาท
ทนายความ ย้ำชัดเจนว่า “เงินมูลนิธิไม่สามารถนำไปใช้ส่วนตัวได้” พร้อมระบุว่าเข้าใจข้อสงสัยของสังคมเรื่องโครงสร้างกรรมการที่เป็นคนในครอบครัว ซึ่งตนเคยแนะนำประธานมูลนิธิฯ แล้วว่าควรมีคนนอกเข้ามาช่วยตรวจสอบ แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาเรื่ององค์ประชุม เมื่อนัดประชุมแล้วกรรมการไม่มา เพราะติดภารกิจหรืออยู่ไกล การมีคนใกล้ชิดจึงช่วยให้องค์ประชุมครบและสามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเด็นที่มีผู้ร้องเรียนและขอตรวจสอบการดำเนินกิจการของมูลนิธิฯ รวมถึงช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการเปิดรับบริจาคและมียอดเงินสูงนั้น ทนายความระบุว่า ทางมูลนิธิฯ ได้ทำหนังสือชี้แจง ส่งงบการเงิน และรายงานการประชุมให้อย่างถูกต้องครบถ้วนต่อทางอำเภอเรียบร้อยแล้ว
ส่วนสาเหตุที่ไม่เปิดเผยเอกสารเชิงลึกต่อบุคคลทั่วไปที่เข้ามาขอตรวจสอบ เนื่องจากเกรงว่าอาจมีการนำเอกสารไปใช้ประโยชน์ในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบต่อรูปคดีอื่นๆ ของมูลนิธิฯ
ทนายความ ระบุเพิ่มเติมว่า จนถึงปัจจุบัน ทางอำเภอและหน่วยงานราชการยังมิได้มีคำสั่งลงโทษหรือพบความผิดปกติใดๆ พร้อมยืนยันว่ามูลนิธิฯ ได้ชี้แจงข้อมูลและส่งเอกสารตามกระบวนการแล้ว
ทั้งนี้ นางชลิดาและทนายความ ยืนยันว่า การดำเนินงานทุกขั้นตอนของมูลนิธิเป็นหนึ่งมีเอกสารประกอบ สามารถชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ พร้อมย้ำถึงความพร้อมในการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อคลายข้อสงสัยของสังคมต่อไป
首页 » 社交媒体 » 揭露 Ton-Or 解释为何三年来向碧差汶基金会的捐款总额仅为 100 万泰铢,不如其他捐款那么多。
在 Oysri 透露此事与其家族有关后,碧差汶基金会主席 Ton-Or 就捐款风波发表了讲话,称该基金会运营三年后只有 100 万泰铢,而其他基金会却有数亿泰铢。
2026年10月30日,Pen Nueng基金会主席Chalida Palamat女士(昵称“Ton-Or”)与该基金会律师Phana Lertcherchupong先生召开新闻发布会,澄清有关捐款和任命家族成员进入基金会董事会的问题。此前,Oysri曾发表声明,暗示Pen Nueng基金会将是下一个面临类似指控的基金会。
查利达女士解释说,许多其他基金会的董事会也由家族成员组成。自基金会成立以来,她一直努力邀请资深人士和外部人士担任董事会成员,但都被婉拒了。这是因为担任基金会董事会成员需要投入大量时间,而且一旦发生法律纠纷,风险很高。由于没有外部人士自愿加入,她只能请亲戚朋友无偿帮忙,只支付少量会议津贴。不过,她强调,过去和现在,她始终欢迎有资质、值得信赖的外部人士加入基金会董事会。
查莉达女士还证实,碧差汶基金会成立于三年多前,其流动资金总额仅约100万泰铢,远不及其他基金会动辄数亿甚至数十亿泰铢。此外,她表示,该基金会并未随意募捐。除重大案件外,大多数一般案件均由基金会自筹资金或亲友协助处理。
“例如,在提交给政府机构的文件方面,如28天边境巡逻期间的费用资产负债表,详细的账单和证明文件将与财务报表一起附上,以确保透明度。”
针对有关支出违规的指控,查利达女士表示,每次实地考察期间,所有费用,包括差旅费、餐饮费、燃油费、住宿费和采购费,均有完整的收据记录。这些收据包括百货商店和加油站的税务发票,以及市场摊贩的现金收据,这些都作为年度财务报表的佐证材料提交。
关于证据或收据,查利达女士确认她有银行对账单,并保留了所有在商店和百货公司购物的照片。此外,财务报表已由注册会计师进行审计并签字。
此外,关于奥伊斯里披露基金会银行对账单一事,需要指出的是,这些文件属于诉讼程序的一部分,而对方当事人并非本案的受害方或当事人。尽管奥伊斯里的丈夫曾担任她的律师,但法院已下令禁止对方当事人及奥伊斯里本人出席庭审,且相关文件不得公开披露。向公众发布法庭文件或涉及受害者的信息构成藐视法庭罪,并会导致受害者信息泄露。目前,法律团队正在就此采取法律行动。
在澄清的最后,查莉达女士重申了自己的清白,她说:“我一直全身心投入工作,从未进行任何虚假陈述或挪用捐款的行为。我愿意配合所有相关机构,对所有问题进行透明的调查。我也敦促那些宣布要调查基金会的人,务必对所有基金会进行公正的调查,而不仅仅是我自己的基金会或波姆·帕纳达女士的基金会,因为还有许多其他基金会,既有知名的,也有不太知名的,其中一些基金会的流通资金高达数十亿泰铢。”
查利达女士进一步表示,过去无论她去哪里参加活动或领奖,都会不断受到同一群人的各种问题或投诉的影响。然而,她无法控制任何人的意见。
“面对批评,我们的首要目标始终是帮助受害者和受影响者伸张正义。我们重申,所有行动均按照规章制度进行,支出均有相关文件和证据支持,并接受相关机构的审查。”
与此同时,该基金会的律师帕纳·勒彻楚蓬先生澄清了有关捐款转入家庭成员账户的疑虑,他表示,该基金会目前由四名成员组成董事会:托诺女士担任主席,她的儿子担任副主席,她的儿媳担任财务主管,另有一位亲属担任秘书。因此,所有向基金会董事会成员的家庭成员账户进行的财务交易或转账均依据董事会决议进行。此外,没有任何法律禁止儿子或儿媳担任董事会成员;如果存在任何法律限制,注册机构当初就不会注册该基金会。
关于注册资本和捐赠问题,律师澄清说,该基金会从2024年到2026年(目前)的注册资本为20万泰铢。这笔初始资本从未被使用过,因为它在明确分开的账户中进行管理。
关于捐款账户,账户里大约有40万泰铢。该账户用于向董事会成员(例如她的儿子和儿媳)以及Ton-ao女士本人的账户进行提款和转账,用于开展符合基金会宗旨的活动。
关于实地工作审计和资金拨付用途,律师列举了用于实地工作以帮助公众的资金拨付实例,并指出有完整的会计文件和收据支持这些说法。例如,2024年5月至6月期间,向Ton-ao女士及其儿子转账27,000泰铢用于洪灾救灾;此外,还分别向帕府、清莱府和廊开府的洪灾救灾工作拨款36,000泰铢、84,105.25泰铢和41,377泰铢。
关于2024年6月19日向儿媳发放5000泰铢用于田野调查一事,这笔款项属于零用现金,并未违反任何规定。基金会规定允许财务主管持有最多30000泰铢的零用现金,以备不时之需。
律师还证实,每一分钱的转账都有文件、收据和会议报告作为佐证,证明这些资金按照要求用于向现场的灾民提供援助。
律师还阐明了资金拨付方面的法律规定,并指出所有支出均严格按照相关规定执行。基金会主席有权批准最高10万泰铢的紧急储备金,用于紧急洪灾救援等用途。但每次董事会会议都必须提交相关证明文件和收据。此外,基金会还提供通过财务主管预支现金的方式,每次交易最高限额为3万泰铢。
律师郑重声明:“基金会的资金不得用于个人用途。” 他还承认公众对基金会董事会结构(由家族成员组成)的担忧,并解释说他之前曾建议基金会主席引入外部人士进行监督。然而,他指出,过去由于董事会成员日程冲突或距离遥远等原因未能出席会议,导致法定人数不足,因此,拥有关系密切的人士有助于确保达到法定人数,并使基金会能够持续为公众提供服务。
关于对该基金会运作的投诉和调查要求,包括与泰柬边境局势有关的投诉和调查要求(该基金会通过捐款筹集了大量资金),律师表示,该基金会已完整、准确地向地区办事处提交了澄清信、财务报表和会议记录。
之所以不向要求查阅的公众公开详细文件,是因为担心这些文件可能会被滥用,从而造成损害或影响基金会涉及的其他案件。
律师进一步指出,迄今为止,区政府和政府机构尚未发出任何纪律处分令,也未发现任何违规行为。他还确认,该基金会已按程序作出解释并提交了相关文件。
查利达女士及其律师均表示,基金会运作的所有步骤均有文件记录,并可向相关部门解释。他们还强调,他们随时准备接受法律审查,以回应公众的任何关切。