พลิกวิกฤต ปั้น "ขิง" บ้านซรายอ จ.นราฯ สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้ เสริมสันติสุขชายแดนใต้化危机为机遇:在泰国那拉提瓦府班萨拉约种植生姜,创造就业机会,增加收入,促进南部边境地区的和平。
วิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอาชีพให้กับชุมชนบ้านซรายอ ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อกลุ่มชาวบ้านที่เผชิญปัญหาความยากจนและรายได้ไม่แน่นอน หันมารวมตัวกันนำขิงจากครัวเรือนมาต้มบรรจุขวดแจกจ่ายให้ชาวบ้าน ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนา

วิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอาชีพให้กับชุมชนบ้านซรายอ ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อกลุ่มชาวบ้านที่เผชิญปัญหาความยากจนและรายได้ไม่แน่นอน หันมารวมตัวกันนำขิงจากครัวเรือนมาต้มบรรจุขวดแจกจ่ายให้ชาวบ้าน ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาระบบการผลิตด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม โดยมีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ หน่วยงานภาครัฐ และผู้นำชุมชนร่วมขับเคลื่อน หวังสร้างรายได้อย่างยั่งยืนและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนในพื้นที่ชายแดนใต้
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผนึกกำลังหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และภาคีเครือข่าย เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นำสมุนไพรพื้นถิ่นอย่าง "ขิง" มาเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างอาชีพและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ตั้งเป้าครอบคลุมครัวเรือนยากจน 250 ครัวเรือน หวังลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว
โครงการดังกล่าวเป็นการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่ ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และ บพท. มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของประชาชนควบคู่กับการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างรายได้ที่สามารถดำเนินการได้จริง
พลิกวิกฤต ปั้น "ขิง" บ้านซรายอ จ.นราฯ สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้ เสริมสันติสุขชายแดนใต้
หัวใจสำคัญของโครงการอยู่ที่การใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) โดยให้คนในชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ตั้งแต่การสำรวจปัญหาและความต้องการ การค้นหาทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการร่วมกันออกแบบแนวทางประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของแต่ละครัวเรือน
สำหรับการดำเนินงานครอบคลุม 4 ตำบลใน อ.สุไหงโก-ลก ได้แก่ ต.มูโนะ ต.ปูโยะ ต.ปาเสมัส และ ต.สุไหงโก-ลก
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการทำให้สมุนไพรพื้นบ้านอย่าง "ขิง" กลายเป็นมากกว่าพืชเศรษฐกิจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือในชุมชน สร้างโอกาสให้ครัวเรือนเปราะบางมีรายได้เพิ่มขึ้น และวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนชายแดนใต้ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
จากขิงในครัวเรือน สู่ผลิตภัณฑ์สร้างอาชีพ
จุดเริ่มต้นของการนำขิงมาแปรรูปเกิดขึ้นในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดการเดินทางและการหยุดชะงักของการจ้างงาน ทำให้หลายครัวเรือนขาดรายได้
น.ส.อัศนีย์ หมาดสตูล ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรบ้านซรายอ ต.มูโนะ เปิดเผยว่า ในช่วงเวลานั้น กลุ่มชาวบ้านเริ่มสำรวจขิงและพืชสมุนไพรที่มีอยู่ตามบ้าน ก่อนรวบรวมขิงมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มต้มบรรจุขวดแจกจ่ายให้คนในชุมชน ต่อมาจึงพัฒนาวิธีการแปรรูปเป็นขิงผงสำเร็จรูป โดยอาศัยองค์ความรู้จากคนในครอบครัวและภูมิปัญญา โดยการนำขิงมาหั่นเป็นแผ่น และกวนจนกว่าจะเป็นผง เพื่อสะดวกในการพกพากว่าน้ำขิง
จากผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นเพื่อบริโภคและแบ่งปันกันในชุมชน เริ่มมีการขยายตลาดไปยังผู้บริโภคในพื้นที่และเครือข่ายในต่างจังหวัด รวมถึงตลาดในประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความสนใจผลิตภัณฑ์ขิงของชุมชน
แต่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังมีข้อจำกัดสำคัญ คือ ปริมาณขิงในพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการผลิต จึงเป็นที่มาของการประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์และหน่วยงานด้านการเกษตร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาปลูกขิงอย่างจริงจัง
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่มมี 2 รูปแบบ ได้แก่ ขิงผง 100% และขิงผงสำเร็จรูป โดยขิงผง 100% มีทั้งแบบบรรจุภาชนะสำหรับตักใช้ และแบบซองที่สะดวกต่อการพกพาและบริโภค
แก้โจทย์ต้นน้ำ ใช้นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ผศ.ดร.กรสิริณัฐ โรจนวรรณ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวถึงโครงการเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ของทีมวิจัยในปี 2566 เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเดิมดำเนินการแปรรูปขิงเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แต่ประสบปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอ เนื่องจากผลผลิตขิงในพื้นที่มีจำกัด ทำให้ต้องรับซื้อจากแหล่งอื่น ขณะที่เกษตรกรในชุมชนยังขาดความรู้และเทคนิคการเพาะปลูกที่เหมาะสม
ผศ.ดร.กรสิริณัฐ โรจนวรรณ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
ก่อนกำหนดแนวทางพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การเพาะปลูกวัตถุดิบ กลางน้ำ คือ การแปรรูป และปลายน้ำ คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด โดยทำงานร่วมกับเกษตรอำเภอ ผู้นำชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือ สภาพพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ทำให้การปลูกขิงลงแปลงดินโดยตรงมีความเสี่ยงต่อความเสียหาย ขณะที่ขิงเป็นพืชที่ต้องใช้เวลาปลูกประมาณ 8-12 เดือน จึงจะเก็บเกี่ยวได้ ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนและรอคอยรายได้เป็นเวลานาน จึงส่งเสริมให้ปลูกพืชผักชนิดอื่นเสริมด้วย
ปั้น "ขิง" สร้างอาชีพชุมชนชายแดนใต้ ช่วย 250 ครัวเรือนยากจน เพิ่มรายได้ยั่งยืน
ขณะเดียวกันปริมาณในพื้นที่มีผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของวิสาหกิจชุมชน ปัจจุบันจึงมีการส่งเสริมการปลูกควบคู่กับการรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีการประกันราคารับซื้อ 50 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่
กลุ่มผู้ปลูกขิงในพื้นที่บ้านซรายอ มีสมาชิกประมาณ 30 รายในพื้นที่หนึ่ง นอกจากนี้ บพท. ยังสนับสนุนการเพาะปลูกกระจายในหลายพื้นที่
เนื่องหลายใพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทางโครงการจึงส่งเสริมการเพาะพันธุ์ขิงไว้ล่วงหน้าในช่วงน้ำหลาก เพื่อแจกจ่ายต้นพันธุ์ให้ชาวบ้านสามารถย้ายลงปลูกได้หลังน้ำลด
โครงการยังสนับสนุนการปรับปรุงสถานที่ผลิตและกระบวนการแปรรูป เพื่อมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน อย. และฮาลาล รวมถึงต่อยอดองค์ความรู้ด้านคุณภาพวัตถุดิบ
ผศ.ดร.กรสิริณัฐ ยังบอกว่า ขิงพื้นบ้านในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ แง่งเล็ก แต่ให้รสชาติเผ็ดจัด โดยผลการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณและมหาวิทยาลัยนเรศวร ชี้ว่าขิงในพื้นที่นี้มีปริมาณสารสำคัญ 6-Gingerol สูงกว่าขิงจากภูมิภาคอื่น
ยกระดับการแปรรูป ลดแรงงาน เพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์
การส่งเสริมการปลูกขิงในชุมชนบ้านซรายอ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มผลผลิตเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ โดยมีอาจารย์ด้านการเกษตรเข้ามาช่วยให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ตั้งแต่การทดลองปลูกพืช การปรับปรุงสภาพดิน
ในช่วงแรก ชาวบ้านทดลองปลูกผักหลายชนิด แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงมีการปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกและนำยางรถยนต์เก่ามาประยุกต์ใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยในการเพาะปลูก ขณะเดียวกัน ยังต้องศึกษาคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมกับการปลูกขิง เนื่องจากขิงต้องการดินที่มีโครงสร้างพอเหมาะ ไม่แน่นหรือร่วนซุยจนเกินไป และยังนำระบบให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ โดยนำน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่เข้าสู่ระบบพักน้ำและผสมปุ๋ยชีวภาพ
นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการแปรรูปขิง โดยเฉพาะการหั่นขิงเป็นแผ่นสไลด์ ซึ่งจะทำให้มีขนาดแผ่นละแผ่นมีความบางที่เท่ากัน ซึ่งเดิมทีชาวบ้านใช้แรงงานคนหั่นด้วยมือและมีด ทำให้ใช้เวลานาน และอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย โดยเฉพาะสมาชิกที่มีอายุมาก อีกทั้งการทำงานซ้ำ ๆ ยังอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน ปัจจุบันเครื่องหั่นที่พัฒนาขึ้นสามารถลดขั้นตอนการทำงาน โดยการหั่นขิงปริมาณ 10 กิโลกรัมใช้เวลาราว 10 นาที และใช้คนทำงานเพียงคนเดียว
รวมถึงยังมีการพัฒนาเครื่องอบที่ควบคุมอุณหภูมิด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้อุณหภูมิมีความสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงที่ความร้อนสูงเกินไปจะส่งผลต่อรสชาติของขิง
ขยายตลาดต่างประเทศ ควบคู่สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
น.ส.อัศนีย์ กล่วว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนจำหน่ายทั้งในพื้นที่และผ่านเครือข่ายผู้บริโภคในประเทศมาเลเซีย เช่น โกตาบารูและกัวลาลัมเปอร์ โดยส่วนใหญ่ยังเป็นการจำหน่ายผ่านเครือข่ายส่วนบุคคลและการจัดส่งรายย่อย ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบส่งออกเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอยู่ระหว่างเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการบริหารจัดการคำสั่งซื้อ
ชาวบ้านมูโนะสร้างอาชีพปลูกผักขาย เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย
ปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป กรีดยาง ทำงานร้านอาหาร รวมถึงเดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซีย มีรายได้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับโอกาสในการทำงาน วันไหนมีงานก็มีรายได้ แต่หากไม่มีงานก็ไม่มีเงินเลี้ยงครอบครัว
ผศ.ดร.กรสิริณัฐ เปิดเผยว่า สภาพเศรษฐกิจของชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านที่ไม่มีรายได้ประจำ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 2,500-3,500 บาทต่อเดือน ขณะที่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะขาดรายได้ บางครัวเรือนมีรายได้เป็นศูนย์
เมื่อมีโครงการส่งเสริมอาชีพเข้ามาในพื้นที่ ชาวบ้านจึงเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการปลูกผักหลากหลายชนิด ทั้งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและนำส่วนที่เหลือไปจำหน่าย สร้างรายได้ประมาณ 150-200 บาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 800-1,000 บาทต่อเดือน แม้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะไม่มากนัก แต่ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว อีกทั้งยังลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อผักมาประกอบอาหาร
ต่อยอดเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเสริมสันติสุขชายแดนใต้
นายประเสริฐ อาแว กำนันตำบลมูโน๊ะ กล่าวว่าการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่ ต.มูโน๊ะ มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ผ่านการพัฒนาอาชีพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในครัวเรือน โดยเลือก "ขิง" ซึ่งเป็นพืชที่ชาวบ้านปลูกอยู่เดิม มาขยายผลต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของชุมชน ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต
กลไกสำคัญของการดำเนินงาน โดยไม่ได้มุ่งส่งเสริมเฉพาะการปลูกขิงเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งเสริมความสามัคคี และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการปลูกผักและพืชชนิดอื่น ๆ เพื่อขยายทางเลือกในการประกอบอาชีพและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน
ประเสริฐ อาแว กำนันตำบลมูโน๊ะ
ปัจจุบันการส่งเสริมการปลูกขิงได้ขยายผลไปยังชุมชนทั้ง 5 หมู่บ้าน ใน ต.มูโน๊ะ โดยใช้เครือข่ายในพื้นที่เป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาด้านการเกษตร เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขณะเดียวกันยังมีการสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้แก่ประชาชนที่ขาดแคลนเงินทุน เพื่อให้สามารถเริ่มต้นอาชีพและต่อยอดการผลิตได้
ทั้งนี้ นายประเสริฐ มองว่า ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ได้มีเพียงเรื่องแนวคิดหรือทัศนคติที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน การส่งเสริมอาชีพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดเงื่อนไขของความขัดแย้ง
หลังการดำเนินโครงการเห็นได้ชัด ประชาชนมีโอกาสรวมกลุ่มทำกิจกรรม พบปะพูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากขึ้น เกิดเครือข่ายความร่วมมือด้านการเกษตร รวมถึงเห็นความร่วมมือของประชาชน ทั้งการแจ้งข้อมูลข่าวสารและการขยายเครือข่ายในพื้นที่ รวมถึงแนวโน้มสถานการณ์ความรุนแรงที่เปลี่ยนแปลงไป
ด้านนายมาหามะ มะแก ปลัดอำเภอสุไหงโก-ลก กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ว่า ปัจจัยส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดและความเชื่อจากหลักการที่ถูกต้อง ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจในชุมชน โดยเฉพาะการทำงานมวลชนและการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการส่งเสริมอาชีพ การสร้างงาน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ทั้งนี้จากเดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานรับจ้างเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ทำให้โอกาสในการรวมกลุ่มหรือพูดคุยทำความเข้าใจมีค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวกัน การขาดโอกาสทางอาชีพและรายได้ที่ไม่แน่นอน อาจทำให้ประชาชนบางส่วนตกเป็นเป้าหมายของการชักชวนให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยหวังนำรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว
นายมาหามะ ระบุด้วยว่า อ.สุไหงโก-ลก ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติดและสถานการณ์ความรุนแรง โดยเน้นการทำงานในระดับพื้นที่ เปิดโอกาสให้ปลัดอำเภอ กำนัน และผู้นำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะในการประกอบอาชีพ
จากวิถีชีวิตเดิมที่ต่างคนต่างออกไปทำงาน ประกอบกับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนและโควิด-19 ทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การสร้างอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่ยังเป็นการปรับเปลี่ยนความคิดและวิถีชีวิต ให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง ลดรายจ่าย และมีทางเลือกในการดำรงชีวิตมากขึ้น
น้ำผึ้งชันโรงเสม็ดขาว "สีมรกต" แห่งแรกของโลก วิจัยฤทธิ์ต้านมะเร็ง 5 ชนิด-อัลไซเมอร์
ศาสตร์พระราชา ในหลวง ร.9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
2 หมู่บ้านปลายด้ามขวานต้นแบบ ตามแนว "พระราชดำริ" พลิกพื้นที่วิกฤต สู่ชุมชนพึ่งตนเอง
ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
2020年的新冠疫情危机成为那拉提瓦府苏艾哥乐县帕塞马斯镇班萨拉约社区职业发展的契机。一群面临贫困和收入不稳定的村民聚集在一起,将自家种植的生姜煮沸装瓶,分发给其他村民。随后,这项举措扩展至研究和创新领域,那拉提瓦拉贾那加林德拉大学、政府机构和社区领袖也参与其中。其目标是为南部边境省份的居民创造可持续的收入来源,并增加他们的经济机会。
那拉提瓦拉贾那加林德拉大学与区域发展基金管理单位(RDMU)及其合作伙伴携手,正致力于改善那拉提瓦府苏艾科县人民的生活质量。他们利用当地草药,特别是生姜,作为关键资源,为当地社区创造就业机会,拓展经济发展机遇,目标是惠及250户贫困家庭。其最终目标是减少不平等现象,并从长远角度增强基层经济实力。
本项目由泰国科学、研究与创新基金(TSRI)和泰国国家研究理事会(NRCT)资助,旨在运用研究和创新手段解决地方层面的贫困问题。项目重点在于提升当地居民的能力,同时利用学术知识创造切实可行的创收活动。
化危机为机遇:在泰国那拉提瓦府班萨拉约种植生姜,创造就业机会,增加收入,促进南部边境地区的和平。
该项目的核心在于运用参与式行动研究(PAR),让社区成员参与到发展过程中。这包括调查问题和需求、识别当地资源、学习和转移技术,以及根据每个家庭的经济状况和生活方式,共同设计合适的生计方案。
该行动覆盖Suai Khok区的四个分区:Mu No、Pu Yo、Pasemas和Suai Khok。
主要目标是将“生姜”等本土草药转化为不仅仅是经济作物,而是作为建立社区合作的起点,为弱势家庭创造增加收入的机会,并为南部边境省份的可持续、自力更生的经济发展奠定基础。
从家用生姜到创造就业机会的产品。
生姜加工计划始于 2020 年 COVID-19 疫情期间,当时当地居民受到旅行限制和工作中断的影响,导致许多家庭失去收入。
穆诺区班萨拉约社区农产品加工企业总裁阿萨妮·马德萨图尔女士透露,当时村民们开始清点家中现有的生姜和其他药用植物。他们收集生姜,并将其加工成瓶装草药饮料分发给社区居民。后来,他们利用家族成员的知识和传统智慧,开发出一种将生姜加工成即用型姜粉的方法。他们将生姜切片,搅拌成粉末,使其比姜茶更便于携带。
从最初为社区内消费和分享而生产的产品,市场扩展到当地消费者和其他省份的网络,以及马来西亚市场,马来西亚市场对该社区的生姜产品表现出了兴趣。
然而,该社区企业团体面临着一个重大限制:当地生姜产量不足以支撑生产。因此,他们与那拉提瓦拉贾那加林德拉大学和农业机构合作,鼓励当地农民认真考虑种植生姜。
目前,该集团的主要产品有两种形式:100%纯姜粉和速溶姜粉。100%纯姜粉有勺装和方便携带的独立小袋装两种包装,便于食用。
从源头解决问题,并利用创新来提高生产效率。
来自那拉提瓦拉贾那加林德拉大学工程学院的助理教授科恩西里努特·罗贾纳万博士解释说,该项目始于2023年,当时一个研究团队开展了实地调研,旨在了解社区企业面临的问题和需求。这些企业最初将生姜加工成各种产品,但由于当地生姜产量有限,面临原材料不足的问题,不得不从其他渠道采购。与此同时,社区农民缺乏正确的种植知识和技术。
助理。 Kornsirinut Rojanawan 教授、博士,那拉提瓦拉贾纳加林德拉大学工程学院。
在制定发展计划之前,该过程从上游(原材料种植)开始,经过中游(加工),最终到下游(产品开发和营销),并与地区农业官员、社区领导人和政府机构合作。
该地区面临的主要障碍之一是反复发生的洪水,尤其是在雨季。直接在土壤中种植生姜风险极高,极易遭受损害。此外,生姜从种植到收获需要大约8-12个月的时间,这会导致农民投入大量资金,并且需要很长时间才能获得收入。因此,该项目鼓励种植其他蔬菜作为补充作物。
在南部边境省份种植生姜,可以帮助 250 个贫困家庭可持续地增加收入,从而创造生计。
与此同时,本地产量不足以满足社区企业的需求。因此,目前正努力推广本地种植,并以每公斤50泰铢的保证收购价从本地区及南部三个边境省份的农民手中收购农产品,以帮助当地农民。
班萨拉约地区的生姜种植户团体约有30名成员,他们集中在一个地点种植生姜。此外,项目发展研究所(PDI)在多个地区支持生姜种植。
由于许多地区存在洪水问题,该项目在汛期提前推广生姜种植,以便在洪水退去后将幼苗分发给村民进行移植。
该项目还支持改进生产设施和加工工艺,旨在开发符合泰国食品药品监督管理局和清真标准的产品,并扩大对原材料质量的了解。
科恩西里努特助理教授还提到,苏艾恩盖科洛克县的本地生姜具有独特的特点:其根茎虽小,但味道却非常辛辣。与他信大学和纳黎萱大学合作进行的实验室分析表明,该地区的生姜比其他地区的生姜含有更高含量的重要化合物6-姜酚。
升级加工工艺,减少人工,提高产品质量。
在班萨拉约社区推广生姜种植,不仅着眼于提高产量,更注重从源头上改进生产流程。农业专家为农民提供指导,涵盖作物试验到土壤改良等各个方面。
起初,村民们尝试种植各种蔬菜,但收效甚微。于是,他们改进了种植方法,并利用旧轮胎作为辅助种植工具。与此同时,他们研究土壤特性,寻找最适合生姜种植的土壤,因为生姜需要结构合适的土壤——既不能太板结也不能太疏松。他们还实施了一套自动化灌溉施肥系统,从当地水源引水到蓄水池,并混入有机肥料。
此外,新技术已被引入,以提高生姜加工效率,尤其是在将生姜切成均匀薄片方面。过去,村民们使用刀具进行手工切片,这既费时又费力,而且容易导致身体酸痛,尤其对于老年人而言。重复性劳动也会对操作人员的健康产生负面影响。如今,新型切片机大大减轻了工作量,只需一名操作人员,即可在约 10 分钟内切片 10 公斤生姜。
这包括开发计算机控制温度干燥炉,以确保温度稳定,并降低过热影响生姜风味的风险。
在拓展国际市场的同时,也加强了社区建设。
阿萨妮女士表示,目前社区企业的产品既在马来西亚本地销售,也通过消费网络在哥打巴鲁和吉隆坡等地销售。然而,大部分销售仍然依靠个人关系和小规模分销,尚未进入全面的商业出口体系。
该社区企业集团目前正在学习和发展其在国际营销方面的能力,并与包括中小企业促进办公室(OSMEP)在内的相关机构协调,为标准、生产流程、包装和订单管理做好准备。
木诺村的村民通过种植和出售蔬菜创造了新的收入来源,从而减少了开支。
经济问题和边境地区的动荡局势影响了当地居民的生计和收入,尤其是那拉提瓦府苏艾哥乐县穆诺镇的村民。他们大多从事普通劳工、橡胶割胶工、餐馆工作,甚至前往马来西亚打工,收入不稳定,完全取决于工作机会。有工作的时候,他们能挣钱;没有工作的时候,他们就没有钱养家糊口。
助理教授科恩西里努特博士指出,大多数村民的经济状况十分脆弱,尤其是那些没有固定收入的家庭主妇。平均家庭月收入约为2500至3500泰铢。新冠疫情期间,许多人面临收入损失,一些家庭甚至完全没有收入。
随着当地职业培训项目的开展,村民们开始改变生活方式,种植各种蔬菜,既供自家食用,也用于出售,每天可增加约150-200泰铢的收入,平均每月增加800-1000泰铢。虽然收入增长幅度不大,但对于减轻家庭负担、降低购买蔬菜烹饪的成本至关重要。
以自给自足经济理念为基础,旨在促进南部边境省份的和平。
穆诺镇镇长普拉瑟特·阿瓦埃先生表示,穆诺镇推行自给自足经济理念旨在通过职业发展和家庭经济保障,促进村民自力更生。他们选择村民已种植的作物“生姜”,并进一步将其发展成为一项具有特色的社区产品。在大学提供技术支持,提升生姜的生产潜力并增加其附加值后,这一目标得以实现。
该行动的关键机制不仅限于推广生姜种植;它还强调社区参与、促进团结,并为村民提供机会,将知识应用于其他蔬菜和作物的种植,从而扩大职业选择,增加家庭收入。
Prasert Awae,Munoh 分区区长。
目前,生姜种植推广活动已覆盖穆诺街道的全部五个村庄,并利用当地网络作为支持农业发展的机制。这不仅为村民们提供了一个聚会交流的平台,也为缺乏资金的村民提供了资金支持,帮助他们启动和扩大生产规模。
普拉瑟特先生认为,南部边境地区的冲突并非仅仅源于意识形态或态度的差异,也与当地人民的经济困境和生活条件密切相关。因此,促进就业和创造经济稳定是缓解冲突根源的又一途径。
项目实施后,人们显然有了更多机会组建活动小组、会面、讨论和交流想法。这促成了农业合作网络的建立,展现了公众在信息共享和拓展区域网络方面的合作水平的提高,同时也使严峻的形势有所好转。
苏艾科洛克区副区长马哈马·马凯先生就该地区的暴力事件发表评论,指出其部分原因在于源于合理原则的意识形态和信仰。因此,政府优先考虑在社区内部建立理解,特别是通过社区工作,并通过职业培训、创造就业机会和促进和平共处等方式为公众参与提供机会。
过去,大多数村民不得不以打零工为生,养家糊口,这限制了他们结成团体或相互交流了解的机会。同时,就业机会的匮乏和收入的不稳定,也可能使一些人成为不法分子引诱从事非法活动的目标,这些人希望利用所得来补贴家用。
马哈马先生还表示,苏艾科克区优先考虑改善居民生活质量,包括解决毒品问题和暴力问题,重点放在地方层面。这包括为区官员、乡长和社区领袖提供参与机会,以及在民众中推广职业技能。
村民们原本过着各自外出工作的传统生活方式,再加上边境管制和新冠疫情的影响,不得不面对巨大的转变。因此,基于自给自足经济理念创造生计,不仅在于增加收入,更在于转变思维方式和生活方式,使人们能够自力更生、减少开支,并在生活中拥有更多选择。
来自萨梅特考的世界上第一种“翠绿色”无刺蜜蜂蜂蜜正在接受研究,以探索其对抗 5 种癌症和阿尔茨海默病的抗癌特性。
拉玛九世国王的理念改变了“班怀芒”的危机,使之从化学农业转向安全的农业社区。
在泰国国王陛下的倡议下,位于泰国最南端的两个模范村将危机地区转变为自力更生的社区。
自给自足经济学习中心
那拉提瓦拉贾纳加林德拉大学
那拉提瓦府 Suai Ko-lok 区