Saab JAS 39 Gripen E ดียังไง ทำไม ทอ ไทย สั่ง 8 เครื่อง萨博JAS 39“鹰狮”E战斗机究竟好在哪里?为什么泰国皇家空军订购了8架?
การออกแบบทางวิศวกรรมที่เน้นประสิทธิภาพและสมรรถนะสูงสุด ผสานระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics) ล้ำสมัย ความคล่องตัวอันเหนือชั้น และขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลาย (Multi-role)

การจะเข้าใจถึงจุดแข็งของ Gripen E นั้น จำเป็นต้องเข้าใจถึงจุดกำเนิดของ Saab ซะก่อน Saab ซึ่งย่อมาจาก Swedish Aircraft Company เกิดจากข้อตกลงของรัฐบาลสวีเดนเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ในการก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องบิน ที่มีวัตถุประสงค์เดียวคือ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและประชาชนของสวีเดน ด้วยจำนวนที่เสียเปรียบอย่างมหาศาลต่อฝูงบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่ประจำการอยู่ในคาลินินกราด ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนทางตอนใต้เพียงนิดเดียว สวีเดนจำเป็นต้องพึ่งพาความเหนือชั้นทางยุทธวิธี เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการรบ โดยเป็นผู้ริเริ่มนำระบบเชื่อมโยงข้อมูล (Datalink) และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์มาติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่เป็นกลุ่มแรกๆ นับตั้งแต่ยุค Saab 35 Draken และต่อมาในรุ่น 37 Viggen ซึ่งการผสมผสานระหว่างสมรรถนะการรบ ยุทธวิธีของนักบิน ต้นทุน และความพร้อมในการปฏิบัติการ ทั้งหมดนี้ได้ถูกหลอมรวมเข้าไว้ในตัว JAS 39 Gripen มาตั้งแต่ต้น
ปรัชญาดังกล่าว ถ่ายทอดมายัง Gripen E ด้วยสถาปัตยกรรมแบบบูรณาการที่ ชาญฉลาดยิ่งกว่าเดิม ในปัจจุบัน เครื่องบินรุ่นนี้ มีลูกค้ารายหลักสองประเทศ คือ สวีเดนที่สั่งซื้อเริ่มต้น 60 เครื่อง และบราซิลที่สั่งซื้อ 36 เครื่อง (โดย 8 เครื่องเป็นรุ่น F แบบสองที่นั่ง) ไทย 8 เครื่อง รุ่น E ยังเป็นผู้ท้าชิงในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนในอีกหลายประเทศทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนหรือเหนือกว่า F-16, F-18, F-35 และเครื่องบินรุ่นอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งก็คือ Gripen E ผ่านการทดสอบแรงจีสูงถึง 9G บินทำลายสถิติความเร็วของ Gripen C/D ในการบินระดับแนวนอน มีความเสถียรของซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน เซนเซอร์ และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ล่าสุด รวมถึงกระเปาะก่อกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการโจมตี (Electronic Attack Jammer Pod) มีขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะนอกสายตารุ่นใหม่ MBDA Meteor และการยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานระยะสั้น IRIS-T
Gripen E/F (Next Generation) เป็นการนำ Gripen โมเดล C/D มาขยายโครงสร้างตัวถังและปรับปรุงกระบวนทัศน์ทางวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด เพื่อข้ามแดนจากเครื่องบินรบขนาดเบา (Lightweight Fighter) ขึ้นสู่เครื่องบินรบยุค 4.5+ เต็มรูปแบบ
ย้ายตำแหน่งฐานล้อ (Landing Gear) แก้จุดอ่อนเรื่องรัศมีการบิน การขยายถังน้ำมันในเครื่องบินรบขนาดเล็กเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก วิศวกร Saab จึงย้ายตำแหน่งเก็บขากลาง หรือ Main Landing Gear จากเดิมที่ขดอยู่กลางลำตัวเครื่อง ออกไปไว้ที่โคนปีก (Wing Root) การปรับโครงสร้างนี้ทำให้ได้พื้นที่ว่างกลางลำตัวสำหรับเพิ่มถังน้ำมันภายในถึง 40% ทำให้ Gripen E มีระยะทำการรบเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพึ่งถังน้ำมันสำรองภายนอก
สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์แยกส่วน (Avionics 2.0) งานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ Gripen E คือไฮไลต์สำคัญ โดยแยก Flight-Critical Software ระบบความปลอดภัยและการบังคับบิน ออกจาก Mission-Critical Software ระบบอาวุธ เรดาร์ และระบบการรบ อย่างเด็ดขาด ส่งผลให้การเขียนโค้ดอัปเดตระบบอาวุธหรืออัลกอริทึมการรบใหม่ๆ ทำได้ทันที เหมือนการอัปเดตแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟน โดยไม่ต้องเสียเวลาพานำเครื่องไปผ่านกระบวนการรับรองความปลอดภัยการบินใหม่ทั้งลำเหมือนเครื่องบินรุ่นเก่า
เรดาร์ AESA บนแท่น Swashplate และ IRST เรดาร์ ES-05 Raven AESA ของ Gripen E ไม่ได้ติดตายอยู่กับที่ แต่ติดตั้งอยู่บนแท่นหมุนเอียง (Swashplate / Repositioner) ทำให้มีมุมมองและกวาดสายตาได้กว้างถึง ±100 องศา เทียบกับเรดาร์ AESA ทั่วไปที่กวาดได้ประมาณ ±60 องศา นักบินสามารถยิงขีปนาวุธแล้วหักหัวเครื่องบินหลบออกข้างได้ทันทีโดยที่เรดาร์ยังล็อกเป้าหมายให้ขีปนาวุธอยู่ ทำงานร่วมกับเซนเซอร์อินฟราเรด Skyward-G IRST ที่สามารถตรวจจับและติดตามเป้าหมายล่องหน (Stealth) จากความร้อนได้โดยไม่ต้องเปิดเรดาร์ส่งสัญญาณเผยตำแหน่งตัวเอง
ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Arexis (GaN Technology) ระบบกวนสัญญาณและป้องกันตัว (EW) ของ Gripen E เปลี่ยนมาใช้สารครึ่งตัวนำ Gallium Nitride (GaN) ซึ่งให้พลังงานในการส่งคลื่นก่อกวน (Jamming) สูงกว่าเทคโนโลยีเดิมอย่างมหาศาล ทำหน้าที่เป็นเกราะลวงตา ทางอิเล็กทรอนิกส์รอบตัวเครื่องแบบ 360 องศา เพื่อสร้างเป้าลวงและบดบังตำแหน่งจริงจากเรดาร์ฝั่งตรงข้าม
เครื่องยนต์ (Engine)
Gripen C/D Volvo RM12 (เบส GE F404) | แรงดันขับ ~80 kN
Gripen E/F GE F414G | แรงดันขับ ~98 kN (เพิ่มขึ้น +22%)
ความจุเชื้อเพลิงภายใน
Gripen C/D ~2,270 กิโลกรัม
Gripen E/F ~3,180 กิโลกรัม (เพิ่มขึ้น +40%)
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด (MTOW)
Gripen C/D ~14,000 กิโลกรัม
Gripen E/F ~16,500 กิโลกรัม
จุดติดตั้งอาวุธ (Hardpoints)
Gripen E/F 10 จุด (เพิ่มใต้ท้องเครื่อง 2 จุด)
Gripen C/D PS-05/A (Mechanically Scanned)
Gripen E/F Selex ES-05 Raven (AESA บนจานหมุน Swashplate)
ระบบค้นหาเป้าหมายความร้อน (IRST)
Gripen C/D ไม่มีฝังในตัว (ต้องติดตั้ง Pod ภายนอกเพิ่ม)
Gripen E/F Skyward-G IRST ฝังไว้บริเวณหน้าห้องนักบิน
ขีดความสามารถ Supercruise
Gripen C/D ทำไม่ได้ (ต้องจุด Afterburner เพื่อทำความเร็วเหนือเสียง)
Gripen E/F ทำได้ที่ความเร็ว ~Mach 1.2 โดยไม่ต้องเปิด Afterburner
สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (Avionics)
Gripen C/D ซอฟต์แวร์การบินและซอฟต์แวร์ภารกิจรบรวมกันอยู่ในระบบเดียว
Gripen E/F แยกซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน (Flight-Critical) ออกจากซอฟต์แวร์รบ (Mission-Critical) อย่างเด็ดขาด
เครื่องยนต์ (Engine) Gripen C/D Volvo RM12 (พัฒนาต่อยอดจาก GE F404) | แรงดันขับสูงสุดพร้อม Afterburner ประมาณ 80.5 kN (18,100 lbf)
Gripen E/F General Electric F414G | แรงดันขับสูงสุดพร้อม Afterburner ประมาณ 98 kN (22,000 lbf) — แรงดันขับเพิ่มขึ้น ~22%
พิสัยบินและระยะทำการ (Flight Range & Combat Radius)
Gripen C/D รัศมีทำการรบ (Combat Radius) ~800 กิโลเมตร พิสัยการบินส่งกำลัง (Ferry Range) ~3,200 กิโลเมตร (เมื่อติดตั้งถังน้ำมันสำรองภายนอก)
Gripen E/F รัศมีทำการรบ (Combat Radius) ~1,500 กิโลเมตร (เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากการปรับโครงสร้างเพิ่มความจุน้ำมันภายในลำตัวขึ้น 40%) พิสัยการบินส่งกำลัง (Ferry Range): ~4,000 กิโลเมตร (เมื่อติดตั้งถังน้ำมันสำรองภายนอก)
ความเร็วสูงสุด (Top Speed)
Gripen C/D: Mach 2.0 (~2,125 กม./ชม. ที่ระดับความสูง) | ไม่มีขีดความสามารถ Supercruise
Gripen E/F Mach 2.0 (~2,125 กม./ชม. ที่ระดับความสูง) | รองรับ Supercruise ที่ความเร็วประมาณ Mach 1.25 (บินความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องจุดสันทาบท้าย / Afterburner)
เพดานบินสูงสุด (Service Ceiling)
Gripen C/D ประมาณ 15,240 เมตร (50,000 ฟุต)
Gripen E/F ประมาณ 16,000 เมตร (52,500 ฟุต)
ระบบอาวุธและขีดความสามารถการบรรทุก (Weapons & Payload)
Gripen C/D น้ำหนักบรรทุกสูงสุด: ~5,300 กิโลกรัม จุดติดตั้งอาวุธ (Hardpoints) 8 จุด ปืนประจำเครื่อง Mauser BK-27 ขนาด 27 มม. (เฉพาะรุ่น C ที่นั่งเดียว) คลังอาวุธหลัก IRIS-T, AIM-9 Sidewinder, AIM-120 AMRAAM, Meteor, ขีปนาวุธต่อต้านเรือ RBS-15F, ระเบิดนำวิถีเลเซอร์ GBU-12
Gripen E/F น้ำหนักบรรทุกสูงสุด: ~7,200 กิโลกรัม (บรรทุกอาวุธและโหลดภายนอกได้เพิ่มขึ้น ~35%) จุดติดตั้งอาวุธ (Hardpoints) 10 จุด ย้ายฐานล้อหลักออกไปโคนปีก ทำให้เพิ่มจุดติดตั้งใต้ท้องเครื่องได้อีก 2 จุด ปืนประจำเครื่อง ปืนใหญ่กล Mauser BK-27 ขนาด 27 มม. (เฉพาะรุ่น E ที่นั่งเดียว) คลังอาวุธหลัก รองรับอาวุธมาตรฐาน NATO ยุคใหม่ เช่น Meteor ระยะยิงไกลนอกสายตา BVR , IRIS-T, SPEAR 3, RBS-15F ER (ระยะยิงไกลขึ้น), ระเบิดนำวิถีดาวเทียม GBU-39 SDB, JDAM, และขีปนาวุธร่อน Taurus KEPD 350
ระบบเซนเซอร์ของ Gripen E ถูกออกแบบขึ้นใหม่ ทำงานร่วมกันระหว่างเรดาร์ AESA แบบกวาดสัญญาณเชิงรุก และระบบ IRST แบบตรวจจับเชิงรับ เพื่อให้ได้เปรียบในการค้นหาและโจมตีเป้าหมายตั้งแต่ระยะนอกสายตา (BVR)
เรดาร์ AESA ES-05 Raven (ระบบตรวจจับเชิงรุก)
เทคโนโลยี Swashplate (Roll-Repositioner) เรดาร์ AESA ทั่วไปที่หน้าจานติดตั้งตรึงอยู่กับที่มักมีมุมตรวจจับจำกัดเพียงประมาณ ±60° แต่ ES-05 Raven นำแผงมอดูล T/R (Transmitter/Receiver) มาติดตั้งบนจานหมุนเอียงเชิงกล ทำให้สามารถสแกนมุมมองกวาดสายตาได้กว้างถึง ±100° (รวมกว้าง 200°)
ความได้เปรียบทางยุทธวิธี เมื่อยิงขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลอย่าง Meteor ออกไป นักบินสามารถเลี้ยวหักหลบออกจากทิศทางเดิมได้มากถึง 100° โดยเรดาร์ยังคงติดตามเป้าหมายและส่งสัญญาณปรับแก้ทิศทาง ให้ขีปนาวุธได้ต่อเนื่อง ช่วยให้ตัวเครื่องบินหลุดออกจากระยะยิงสวนของฝ่ายตรงข้ามทันที
โหมดการทำงานและคุณสมบัติ LPI รองรับการค้นหาและติดตามเป้าหมายหลายเป้าพร้อมกันทั้งทางอากาศ พื้นดิน และพื้นน้ำ โดยใช้เทคโนโลยี Low Probability of Intercept (LPI) เปลี่ยนสลับความถี่และรูปแบบคลื่นอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบเตือนภัยเรดาร์ของศัตรูตรวจจับได้ยากมาก
เซนเซอร์ Skyward-G IRST (ระบบตรวจจับเชิงรับ) การตรวจจับความร้อนแบบ Passive Electro-Optical ติดตั้งอยู่บริเวณจมูกเครื่องด้านหน้ากระจกห้องนักบิน ทำงานในช่วงคลื่นอินฟราเรด 2 ย่านความถี่ คอยจับรังสีความร้อนจากท่อไอเสีย เครื่องยนต์ และความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีของลำตัวเครื่องบินกับอากาศ โดยไม่มีการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ ออกไป
ซุ่มยิงเครื่องบินล่องหน (Anti-Stealth) เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แม้จะลดการสะท้อนของคลื่นเรดาร์ (Low RCS) ได้ดี แต่ไม่สามารถซ่อนความร้อนจากการแหวกผ่านอากาศได้ Skyward-G จึงสามารถระบุตำแหน่งเป้าหมายล่องหนได้ในระยะไกลโดยไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวว่ากำลังถูกล็อกเป้า
การหลอมรวมข้อมูล ข้อมูลทิศทางและความร้อนจาก Skyward-G จะถูกประสานเข้ากับข้อมูลจากเรดาร์ ES-05 Raven และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Arexis กลายเป็นภาพสถานการณ์รบเดียวบนจอแสดงผลหลัก ทำให้นักบินตัดสินใจยิงอาวุธได้อย่างแม่นยำแม้ในภาวะที่ถูกก่อกวนสัญญาณเรดาร์อย่างหนัก
กองทัพอากาศไทยตัดสินใจเลือก JAS 39 Gripen E/F เพื่อเข้าประจำการทดแทนฝูงบิน F-16 A/B Block 15 ในฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช ด้วยเหตุผลที่ครอบคลุมทั้งมิติทางยุทธวิธี เทคโนโลยีเครือข่าย งบประมาณ และนโยบายชดเชย (Offset Policy) ซึ่งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศได้ตรงจุดกว่าคู่แข่งอย่าง F-16 Block 70/72 ในหลายประเด็น
ขีดความสามารถทางยุทธวิธีและเซนเซอร์ การติดตั้งเรดาร์ AESA ES-05 Raven บนฐานหมุน และเซนเซอร์ Skyward-G IRST มอบขีดความสามารถเห็นก่อน ยิงก่อน ทำให้นักบินสามารถล็อกเป้าหมายแบบพาสซีฟได้รอบทิศทาง ผสานกับชุดระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ แบบบูรณาการที่ล้ำหน้า และการรองรับขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะนอกสายตาประสิทธิภาพสูงอย่าง MBDA Meteor
อิสระในการพัฒนาระบบเครือข่าย สวีเดนอนุญาตให้กองทัพอากาศไทยเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดระบบเชื่อมโยงข้อมูล (Link T) ได้เองแบบ National Datalink ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลยุทธวิธีร่วมกับเครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า Saab 340 AEW และเครือข่ายของกองทัพเรือไทย โดยปราศจากข้อจำกัดทางซอร์สโค้ดแบบที่มักพบในการซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ
นโยบายชดเชยผลประโยชน์ รัฐบาลสวีเดนและ Saab ให้การสนับสนุนเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการให้ทุนการศึกษา การฝึกอบรมวิศวกร และการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ซึ่งเป็นเงื่อนไขชี้วัดสำคัญในการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศ
ต้นทุนความคุ้มค่าและลอจิสติกส์ Gripen ถูกออกแบบมาแต่ต้นให้มีค่าใช้จ่ายในการบินต่อชั่วโมง ต่ำกว่า F-16 อย่างมีนัยสำคัญ (ประมาณ 2 แสนกว่าบาท/ชั่วโมง เทียบกับระดับ 3 แสนบาท/ชั่วโมง) รวมทั้งมีระยะเวลาเตรียมเครื่องระหว่างเที่ยวบิน (Turnaround Time) สั้น และใช้เจ้าหน้าที่สนับสนุนภาคพื้นดินน้อยกว่า สอดรับกับสภาพงบประมาณกลาโหมที่จำกัด
อิสระในการปฏิบัติการ การจัดซื้อจากสวีเดนมีข้อผูกมัดหรือข้อจำกัดการใช้งานในบางภารกิจ น้อยกว่าระเบียบการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ ของสหรัฐฯ ทำให้กองทัพอากาศมีความยืดหยุ่นและเป็นอิสระในการวางแผนยุทธการสูงกว่า
แนวคิดการตัดสินใจของกองทัพอากาศ สะท้อนปรัชญาทางทหารที่มุ่งสร้างความเหนือชั้นทางยุทธวิธีและข้อมูล (Tactical and Informational Superiority) ผ่านสถาปัตยกรรมระบบเปิด มากกว่าการยึดติดกับแพลตฟอร์มความคุ้นเคยเดิม โดยประเมินจากการดึงประสิทธิภาพสูงสุดออกมาจากงบประมาณจัดหาที่รัดกุม.
อาคม รวมสุวรรณ E-Mail chang.arcom@thairath.co.th Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/
要了解鹰狮E战斗机的优势,就必须了解萨博公司的起源。萨博是瑞典飞机公司的简称,其起源可以追溯到80多年前瑞典政府的一项协议,即建立一家飞机制造公司,其唯一目标是:保卫瑞典的国土和人民。当时,瑞典在数量上远逊于驻扎在其南部边境附近加里宁格勒的俄罗斯战略核战斗机,因此需要战术优势才能取得作战效能。瑞典是最早将数据链和电子战系统应用于战斗机的国家之一,最初应用于萨博35“龙”式战斗机,后来又应用于37“维根”式战斗机。JAS 39“鹰狮”战斗机从一开始就将作战性能、飞行员战术、成本和作战准备状态完美融合。
这种理念体现在鹰狮E型战斗机上,其集成架构更加智能。目前,该机有两个主要客户:瑞典,最初订购了60架;巴西,订购了36架(其中8架为双座F型)。泰国也订购了8架。鹰狮E型战斗机也是世界许多国家战斗机替换计划的候选机型之一。
然而,鹰狮E战斗机区别于F-16、F-18、F-35和其他竞争机型的关键在于其能够承受高达9G的过载,打破了鹰狮C/D的水平速度记录。它配备了先进的飞行控制软件、传感器和电子战系统,包括电子攻击干扰吊舱,并搭载了新型MBDA“流星”空空导弹和IRIS-T近程防空导弹。
鹰狮 E/F(下一代)是鹰狮 C/D 型的放大版,采用了完全重新设计的工程范式,超越了轻型战斗机的界限,成为成熟的 4.5 代以上战斗机。
重新布置起落架解决了航程上的一个弱点。小型战斗机扩容油箱难度较大,因此萨博公司的工程师将主起落架从机身中部的原位置移到了机翼根部。这一结构调整在机身中部腾出了40%的空间,可用于加装内部油箱,从而显著提升了鹰狮E战斗机的作战航程,而无需依赖外部辅助油箱。
鹰狮E战斗机的碎片化软件架构(航空电子设备2.0)是其一大亮点。它将飞行关键软件(安全和飞行控制系统)与任务关键软件(武器、雷达和作战系统)完全分离。这使得武器系统或作战算法能够像更新智能手机应用程序一样立即更新,而无需像老式飞机那样对整架飞机进行新的飞行安全认证。
鹰狮E战斗机的ES-05“渡鸦”有源相控阵雷达安装在斜盘和重定位器上,其视场角高达±100度,而普通有源相控阵雷达的视场角约为±60度。这使得飞行员能够在发射导弹后立即将飞机转向,同时雷达仍能锁定导弹目标。该雷达与“天行者-G”红外搜索跟踪系统(IRST)配合使用,后者无需激活雷达即可利用热信号探测和跟踪隐身目标。
“鹰狮”E战斗机的Arexis电子战系统(采用氮化镓技术)是一种电子干扰和防御(EW)系统,它利用氮化镓(GaN)半导体,其干扰能量远高于以往技术。该系统可形成360度电子迷雾屏障,制造诱饵并掩盖飞机的真实位置,使其难以被敌方雷达探测到。
引擎
鹰狮C/D型战斗机,沃尔沃RM12发动机(基于GE F404发动机)| 推力约80千牛
鹰狮E/F型通用电气F414G | 推力约98千牛(增加22%)
内部燃料容量
鹰狮C/D型 ~2,270公斤
鹰狮E/F型战斗机重量约为3180公斤(增加40%)
最大运行重量(MTOW)
鹰狮C/D型 ~14,000公斤
鹰狮E/F型战斗机,约16,500公斤
武器安装点(硬点)
鹰狮 E/F 型 10 点悬挂(飞机下方加 2 点)。
鹰狮C/D PS-05/A(机械扫描)
Gripen E/F Selex ES-05 Raven(斜盘上的 AESA)
热目标搜索系统(IRST)
鹰狮 C/D 没有内置吊舱(必须安装外置吊舱)。
鹰狮E/F Skyward-G IRST 嵌入在驾驶舱区域。
超巡能力
鹰狮 C/D 型战斗机无法做到这一点(它需要点燃加力燃烧室才能达到超音速)。
鹰狮E/F在无需启动加力燃烧室的情况下,以大约1.2马赫的速度实现了这一目标。
软件架构(航空电子)
鹰狮C/D的飞行软件和作战任务软件集成在一个系统中。
鹰狮E/F战斗机将其飞行关键软件与任务关键软件完全分离。
发动机:沃尔沃 RM12 鹰狮 C/D(由通用电气 F404 发动机发展而来)| 加力燃烧室最大推力:约 80.5 千牛(18,100 磅力)
鹰狮E/F型通用电气F414G战斗机 | 加力燃烧室开启时最大推力约为98千牛(22,000磅力)——推力提升约22%
飞行航程和作战半径
鹰狮 C/D 的作战半径约为 800 公里,转场航程约为 3,200 公里(配备外部辅助燃料箱时)。
鹰狮E/F战斗机的作战半径:约1500公里(由于结构改进,内部燃料容量增加了40%,几乎是前者的两倍)。转场航程:约4000公里(配备外部辅助燃料箱时)。
最高速度(最高速度)
鹰狮 C/D:马赫 2.0(高空约 2,125 公里/小时)| 无超音速巡航能力。
鹰狮 E/F 马赫 2.0(高空约 2,125 公里/小时)| 支持超音速巡航,速度约为马赫 1.25(不使用加力燃烧室的超音速飞行)。
最大飞行高度(实用升限)
鹰狮 C/D 型战斗机距离此处约 15,240 米(50,000 英尺)。
鹰狮E/F战斗机距离此处约16000米(52500英尺)。
武器系统和有效载荷能力。
鹰狮C/D型最大有效载荷:约5300公斤。8个外挂点。主炮:27毫米毛瑟BK-27(仅限单座C型)。主要武器:IRIS-T反舰导弹、AIM-9响尾蛇导弹、AIM-120先进中程空空导弹、流星导弹、RBS-15F反舰导弹、GBU-12激光制导炸弹。
鹰狮E/F型最大有效载荷:约7200公斤(武器和外挂载荷能力提升约35%)。10个外挂点。主起落架移至机翼根部,从而增加了2个起落架挂点。主炮:27毫米毛瑟BK-27自动炮(仅限单座E型)。主武器可挂载现代北约标准武器,例如流星超视距导弹(BVR)、IRIS-T导弹、SPEAR 3导弹、RBS-15F ER导弹(增程型)、GBU-39 SDB卫星制导炸弹、JDAM联合直接攻击弹药以及金牛座KEPD 350巡航导弹。
鹰狮E的传感器系统经过重新设计,结合了主动扫描AESA雷达和被动探测IRST系统,从而在搜索和打击超视距(BVR)目标方面获得优势。
ES-05 Raven AESA雷达(主动探测系统)
斜盘(滚转重定位器)技术:传统的固定式天线有源相控阵雷达的探测角度通常有限,约为±60°。然而,ES-05 Raven 雷达采用安装在机械倾斜天线上的发射/接收模块,从而实现了高达±100°的宽扫描视场(包括200°的总宽度)。
发射像“流星”这样的远程空空导弹时,战术优势非常显著。飞行员可以进行高达100°的急转弯,而雷达仍能继续跟踪目标并对导弹进行方向修正,从而使飞机能够立即脱离敌方火力范围。
LPI 的运行模式和功能支持利用低截获概率 (LPI) 技术同时搜索和跟踪空中、陆地和水面上的多个目标。该技术能够快速切换频率和波形,使敌方雷达告警系统极难探测到目标。
Skyward-G IRST传感器(被动式光电热探测系统)安装在飞机机头,位于驾驶舱挡风玻璃前方。它在两个红外频段工作,探测来自排气管、发动机的热辐射以及飞机机身与空气之间的摩擦产生的热辐射,而不发射任何电磁波。
反隐形狙击战机:第五代战斗机虽然雷达反射率低(低雷达散射截面),但在穿越空气时无法隐藏其热信号。因此,Skyward-G 能够在远距离精确定位隐形目标,而对手却浑然不觉。
来自Skyward-G的方向和热成像信息等数据与ES-05 Raven雷达和Arexis电子战系统的数据同步,在主显示屏上形成单一的作战场景。这使得飞行员即使在雷达干扰严重的环境下也能做出精确的武器选择。
泰国皇家空军(RTAF)决定选择JAS 39“鹰狮”E/F战斗机替换驻扎在呵叻府第1联队第102中队的F-16 A/B Block 15战斗机,其考量因素包括战术层面、网络技术、预算以及补偿贸易政策。与F-16 Block 70/72等竞争对手相比,这一选择在多个方面更符合泰国的国家国防战略。
战术和传感器能力:ES-05“渡鸦”有源相控阵雷达安装在旋转支架上,并配备Skyward-G红外搜索跟踪系统,具备“先发现、先开火”的能力,使飞行员能够被动锁定各个方向的目标。此外,该机还配备了先进的综合电子战系统,并支持高性能超视距空空导弹,例如MBDA“流星”导弹。
网络系统开发的自由:瑞典已授予泰国皇家空军技术,以进一步开发其国家数据链系统(Link T),该系统对于与 Saab 340 AEW 预警机和泰国皇家海军网络交换战术信息至关重要,而且不受从美国购买设备时经常遇到的源代码限制。
补偿政策规定,瑞典政府和萨博公司将全力支持技术转让条件,包括奖学金、工程师培训以及对泰国国防工业的支持。这些都是评估技术转让给泰国经济价值的关键指标。
从一开始,鹰狮战斗机的成本效益和后勤保障就被设计成每小时运营成本比 F-16 低得多(大约 20 万泰铢/小时,而 F-16 为 30 万泰铢/小时),同时周转时间更短,地面支持人员更少,以适应有限的国防预算。
行动自由:与美国武器销售条例相比,从瑞典采购武器对某些任务的约束性义务或限制较少,使美国空军在战略规划方面拥有更大的灵活性和独立性。
空军的决策过程体现了一种军事理念,即通过开放的系统架构来实现战术和信息优势,而不是固守熟悉的平台。这体现在如何在有限的采购预算内实现效率最大化。
Arcom Rumsawan 电子邮件:chang.arcom@thairath.co.th Facebook:https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/