4 ข้อเสนอ FETCO แผนอัดฉีด "Investment Cycle" รอบใหม่ พาไทยหลุดพ้นวิกฤต "ประเทศรายได้ปานกลาง"FETCO提出的四项新的“投资周期”注入计划将帮助泰国摆脱“中等收入国家”危机。
สรุป 4 ข้อเสนอ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หวังผ่าวิกฤตเศรษฐกิจโตต่ำ ยื่นสูตรดึงเงินออมระยะยาวภาคประชาชนควบคู่การอัดฉีดทุนต่างชาติ จุดพลังการลงทุนระลอกใหม่ ดัน GDP ประเทศไทยแตะระดับประเทศรายได้สูง

วัยสร้างตัว ซื้อบ้านหรือซื้อรถก่อนดี? ให้ชีวิตไม่พัง | Money Issue EP.73
สรุป 4 ข้อเสนอ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หวังผ่าวิกฤตเศรษฐกิจโตต่ำ ยื่นสูตรดึงเงินออมระยะยาวภาคประชาชนควบคู่การอัดฉีดทุนต่างชาติ จุดพลังการลงทุนระลอกใหม่ ดัน GDP ประเทศไทยแตะระดับประเทศรายได้สูง
รับมูลค่าเศรษฐกิจขยับสูง 6 ล้านล้าน สสว.ปรับแนวทางอัดฉีด“เอสเอ็มอี”
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่ออัตราการเติบโตของ GDP ติดหล่มอยู่ที่เฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ขณะที่สัญญาณจาก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่าการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตปัจจัยรวม (Total Factor Productivity: TFP) ของไทย ในช่วงปี 2015-2023 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0% ต่อปี สะท้อนว่าศักยภาพการผลิตและนวัตกรรมของประเทศแทบหยุดนิ่งมานานนับทศวรรษ
การก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง จึงถูกวิจารณ์ว่า ไม่สามารถพึ่งพาเพียงนโยบายกระตุ้นระยะสั้นได้ หากแต่ต้องผลักดันให้ประเทศกลับเข้าสู่ "Investment Cycle" รอบใหม่อย่างแท้จริง
ข้อเสนอจากสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โดย ไพบูลย์ นลินทรางกูร ชี้ชัดว่า การอัดฉีดการลงทุนจะเกิดขึ้นได้ยั่งยืน ต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับ "Saving Cycle" หรือยุทธศาสตร์การออมแห่งชาติ เพื่อสร้างฐานเงินทุนระยะยาวภายในประเทศ
สมการการเงินใหม่ ลงทุน 30% ต้องออมในประเทศให้ถึง 28%
สถิติย้อนหลังชี้ว่า อัตราการลงทุนของไทยลดลงจากระดับสูงสุดกว่า 40% ของ GDP ในปี 1991 ลงมาเหลือเพียงราว 23% ในปัจจุบัน FETCO จึงเสนอเป้าหมายดันอัตราการลงทุนกลับขึ้นไปที่ 30% ของ GDP เพื่อสร้างการเติบโตระลอกใหม่
ทว่าโจทย์สำคัญคือแหล่งเงินทุน เนื่องจาก ปัจจุบันการออมในประเทศ (Gross Domestic Savings) อยู่ที่ราว 25% ของ GDP หากต้องการดันการลงทุนไปถึง 30% การออมในประเทศจำเป็นต้องขยับขึ้นไปอยู่ที่ 28% ของ GDP โดยปล่อยให้ส่วนต่างอีกราว 2% ถึง 3% เป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ชดเชยด้วยเงินออมจากต่างประเทศ (Foreign Saving) การขาดดุลในระดับดังกล่าวถือเป็นกรอบความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้ แตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่ไทยเคยขาดดุลสูงถึง 7-8% จนเกิดปัญหา Liquidity Crisis จากการพึ่งพาเงินร้อนระยะสั้น
4 ข้อเสนอจุดพลัง Investment x Saving Cycle รอบใหม่
ทั้งนี้ เพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง ทั้งด้านเงินทุนและประสิทธิภาพการผลิต FETCO ได้วาง 4 ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
1. เพิ่มแรงจูงใจการออมผ่าน TISA (Thailand Individual Savings Account) กำหนดวงเงินลงทุนใน TISA ให้สูงกว่าเพดานลดหย่อนภาษีการลงทุนรวมในปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดเงินออมสุทธิใหม่เข้าสู่ระบบ มากกว่าจะเป็นเพียงการย้ายเงินออมเดิมจากบัญชีหนึ่งไปอีกบัญชีหนึ่ง
2. ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสู่ระบบการออมภาคบังคับ ขยายความครอบคลุมของการออมเพื่อการเกษียณ รองรับสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเปลี่ยนเงินออมภาคประชาชนให้กลายเป็น Long-term Capital สำหรับนำไปลงทุนพัฒนาประเทศระยะยาว
3. พัฒนา Trust และ Family Office Ecosystem ปรับปรุงกฎหมายทรักส์ให้ยืดหยุ่น รองรับการบริหารทรัพย์สินของครอบครัวไทยและต่างชาติ สร้างระบบนิเวศดึงดูด Family Office และผู้มีความมั่งคั่งสูงทั่วโลกให้เข้ามาบริหารจัดการเงินในไทย ดันไทยสู่การเป็น Regional Financial Hub
4. เปิดทางนำเงินลงทุนในต่างประเทศกลับไทย ออกมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี สำหรับเงินลงทุนในต่างประเทศและกำไรที่นำกลับเข้าประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขต้องนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในตลาดทุนไทยและถือครองอย่างน้อย 1 ปี เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ต่างประเทศให้กลับมาเป็นทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย
เปลี่ยนเป้าหมายการลงทุนสู่ Productivity-led Investment
อย่างไรก็ตาม FETCO ยังชี้ว่า การเพิ่มปริมาณเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการฟื้นเศรษฐกิจ Investment Cycle รอบใหม่ต้องมุ่งเป้าไปที่ "Productivity-led Investment" หรือการลงทุนที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย เพื่อแก้ปัญหา TFP ที่โต 0% โดยเน้นการจัดสรรงบประมาณและทุนระยะยาวลงในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต
ได้แก่ Technology & AI, Digital Infrastructure, Semiconductor, Automation, การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) และอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่
การพาเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำถามที่ว่า "จะลงทุนอะไร" เพียงอย่างเดียว แต่ยึดโยงกับวิสัยทัศน์ที่ว่า "จะสร้างการออมอย่างไร และจะจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งใด" เพื่อให้การเติบโตระลอกใหม่เกิดขึ้นบนฐานรากที่มั่นคงและยั่งยืน.
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
对于正在规划职业生涯的年轻人来说:应该先买房还是先买车?避免毁掉你的人生 | 理财问题 第73期
总而言之,泰国资本市场商业理事会提出了四项建议,旨在克服经济增长低迷的危机。这些建议提出了一种吸引长期公共储蓄并注入外资的方案,以激发新一轮投资浪潮,推动泰国GDP迈向高收入水平。
预计泰国经济规模将达到 6 万亿泰铢,中小企业促进办公室 (OSMEP) 正在调整其向中小企业注入资金的方式。
泰国经济正面临关键转折点,其国内生产总值(GDP)增长率已停滞在平均每年仅2%。与此同时,经济合作与发展组织(OECD)的信号显示,2015年至2023年间,泰国的全要素生产率(TFP)平均年增长率为0%,这反映出该国的生产和创新潜力已近乎停滞数十年。
有人批评,要克服中等收入陷阱并迈向高收入国家,不能仅仅依靠短期刺激政策,而是需要国家真正进入一个新的“投资周期”。
由 Paiboon Nalintrungkur 领导的泰国资本市场企业联合会 (FETCO) 提出的一项提案明确指出,可持续的投资注入必须与“储蓄周期”或国家储蓄战略相结合,以建立长期的国内资本基础。
新的财务公式:30% 必须用于投资,而 28% 必须用于国内储蓄。
历史数据显示,泰国的投资率已从1991年占GDP超过40%的峰值下降到目前的23%左右。因此,FETCO提出将投资率提升至GDP的30%的目标,以创造新一轮增长。
然而,关键挑战在于资金来源。目前,国内总储蓄(GDS)约占GDP的25%。为了将投资提高到30%,GDS需要上升到GDP的28%,这将导致约2%至3%的经常账户赤字,需要依靠外国储蓄来弥补。与1997年泰国危机期间高达7%至8%的赤字以及因依赖短期热钱而引发的流动性危机相比,目前的赤字水平被认为是可控的。
启动新的投资储蓄循环的 4 个建议
为了应对与资本和生产力相关的结构性挑战,FETCO 制定了四项主要战略来推动经济发展。
1. 提高通过泰国个人储蓄账户(TISA)进行储蓄的激励措施。将TISA的投资限额设定高于目前总投资的税收抵扣限额,以鼓励新的净储蓄进入该系统,而不是简单地将现有储蓄从一个账户转移到另一个账户。
2. 将公积金升级为强制储蓄制度,扩大退休储蓄覆盖范围,全面支持老龄化社会,将公共储蓄转化为投资国家发展的长期资本。
3. 发展信托和家族办公室生态系统:完善信托法律,使其更加灵活,以适应泰国和外国家族资产的管理。打造一个吸引全球家族办公室和高净值人士在泰国管理资金的生态系统,将泰国定位为区域金融中心。
4. 促进外商投资回流:对汇回泰国的外商投资及利润实行为期两年的临时所得税豁免。但前提是所有资金必须投资于泰国资本市场并持有至少一年,从而使外资资产重新转化为泰国经济的流通资本。
将您的投资重点转向以生产力为导向的投资。
然而,FETCO也指出,仅靠增加投资不足以实现经济复苏。新的投资周期必须侧重于“生产率驱动型投资”,以解决全要素生产率增长为零的问题,并强调将长期预算和资金分配给未来的基础设施建设。
这些领域包括技术与人工智能、数字基础设施、半导体、自动化、人力资本发展以及新兴的S型曲线产业。
引领泰国经济迈向高收入国家地位,不仅仅取决于“投资什么”,还与“如何创造储蓄以及从哪里获得长期资金”的愿景息息相关,以确保下一波增长建立在坚实和可持续的基础之上。
通过 ThairathMoney 阅读经济新闻和政府政策,帮助您实现“更美好的财务生活”。
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney