“ศุภชัย” แฉคดีฮั้ว สว. เริ่มยุคก่อน “ทวี” สวนทันควัน แทรกแซงตัวจริงคือ ย้ายคนทำคดีหนี“Supachai”揭露了参议员们参与的勾结案件,该案件可以追溯到“Tawee”之前;“Tawee”立即反驳说,真正的干预是将处理此案的人员调走。
“ศุภชัย” ย้อน คดีฮั้ว สว. โดนการเมืองแทรกแซงตั้งแต่ยุคก่อน ด้าน “ทวี” สวนกลับ การแทรกแซง คือย้ายคนทำคดีหนี

“ศุภชัย” ย้อน คดีฮั้ว สว. โดนการเมืองแทรกแซงตั้งแต่ยุคก่อน ด้าน “ทวี” สวนกลับ การแทรกแซง คือย้ายคนทำคดีหนี
วันที่ 9 ก.ย.2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานในที่ประชุม ในมาตรา 21 กระทรวงยุติธรรม
นายศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร่วมอภิปรายว่า เมื่อสักครู่ฝ่ายค้าน อภิปรายถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเดิมตนเอง ตั้งใจอภิปรายถึงหน่วยงานอื่น แต่ขอเปลี่ยนจากอภิปรายในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ดีเอสไอ เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจพิเศษอย่างที่ สส. ฝ่ายค้าน อภิปราย ซึ่งมีเครื่องมือพิเศษ มีบุคลากรเฉพาะทาง และได้รับงบประมาณจากประชาชนเพื่อจัดการกับอาชญากรรมที่มีความซับซ้อน เมื่อดีเอสไอ มีอำนาจเท่าไหร่ การใช้อำนาจด้วยความระมัดระวังเป็นกลาง และอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ถือเป็นเรื่องสำคัญ
นายศุภชัย ระบุว่า สิ่งที่ฝ่ายค้าน อภิปรายตนเอง ก็สนับสนุนแนวคิด โดยตัวชี้วัดของพวกกระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอ ควรจะชี้ให้เห็นได้ว่า หน่วยงานดังกล่าว อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างไร ซึ่งตนเอง ได้ฟังฝ่ายค้าน พูดประโยคว่า “ดีเอสไอ เป็นเครื่องมือรับใช้ทางการเมืองหรือไม่” เรื่องนี้ คิดตรงกันเลย เพราะมั่นใจว่าในบางช่วงเวลาของดีเอสไอ ก็เป็นการถูกตั้งคำถามเช่นนี้ เพราะความจริงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และผลกระทบจากเหตุการณ์ในลักษณะนั้น คือการเมืองไปแทรกแซง และเป็นผลให้คดีทั้งหลายที่กำลังพูดกันอยู่ เฉพาะคดีฮั้ว สว. ก็เริ่มต้นมาจากดีเอสไอ ถูกการเมืองแทรกแซง อำนาจการเมือง เข้าไปแทรกแซง และเป็นผลที่บอกว่าห่วงใย ความจริงที่พิสูจน์กันได้ คือคดีฮั้ว สว. เริ่มต้นในรัฐบาลอื่น ที่ไม่ใช่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยก่อนหน้านั้นมีการสืบสวนทางลับ และตั้งเป้าพยายามดึงให้เรื่องทั้งหลายเป็นคดีพิเศษ เสนอเข้าคณะกรรมการพิเศษหลายครั้ง ซึ่งผลก็คืออัยการ ก็ไม่เห็นด้วยในการตั้งข้อกล่าวหาบางข้อ สุดท้าย คีย์เวิร์ดที่ท่านนำเสนอ ไม่ตรง ไม่ใช่เรื่องที่อัยการ บอกว่าคดีนั้น เป็นคดีที่เป็นขบวนการเป็นอาชญากรรมระดับชาติ แต่มันคือคดีหนึ่ง ซึ่งดีเอสไอ ไม่ได้มีอำนาจในตัว อย่าเอาคำที่ชอบใจมาขยายความ วันนี้เราให้งบประมาณกับดีเอสไอ ซึ่งต้องให้คำตอบกับประชาชนว่าได้ทำหน้าที่สมบูรณ์สมกับที่ได้เงินไปจากประชาชนหรือไม่
“วันนี้อย่ามาพูดว่า ดีเอสไอ ถูกแทรกแซงคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ ข้อเท็จจริงที่มีอยู่วันนี้ คือเรื่องคณะ 26 และคณะ 36 ที่พยายามทำให้ทั้งสองคณะ เป็นคณะที่เหมือนกัน ซึ่งข้อเท็จจริง คือคณะ 26 ซึ่งมีหน้าที่ไต่สวน ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าได้ดำเนินการตามหน้าที่หรือไม่ และ 3 คนในคณะที่ 26 ก็เข้ามาอยู่ในคณะที่ 36 เช่นเดียวกัน มาพร้อมกับสำนวนที่สอบสวนมา ซึ่งยังถูกตั้งข้อสงสัยว่าถูกฝ่ายการเมืองใช้อำนาจแทรกแซงหรือไม่” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า วันนี้หากจะทำให้ดีเอสไอ เข้มแข็ง ตนเองเห็นด้วยว่าไม่ให้การเมืองเข้าไปแทรกแซง แต่คำถามในสิ่งที่ผ่านมาจนกระทั่งมาเป็นคณะที่ 26 ยืนยันว่า เพราะการแทรกแซงของอำนาจในขณะนั้น ทำให้สำนวน เฉไฉและบิดเบือนไป จนท่านทั้งหลายก็เชื่อในสิ่งนั้นว่าเป็นความจริง ซึ่งในที่สุด มันก็ถึงจุดที่ต้องการพิสูจน์กัน เมื่อผู้มีอำนาจที่แท้จริงคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ และคิดว่าวันนี้ดีเอสไอ จะดำรงอยู่ได้ไม่มีใครมีปัญหา ท่านอย่าไปสร้างภาพให้เห็นว่าวันนี้จะอยู่อย่างไร
นายศุภชัย ฝากทิ้งท้ายว่า จริง ๆ แล้วพนักงานสอบสวน ต่อให้ย้ายไปไหน ถ้าถูกหมายศาลเชิญให้ไปเป็นพยาน ก็ต้องไป ลาออกแล้ว ก็ต้องไปเป็นพยาน ไม่เกี่ยวว่าหากย้ายไปแล้ว จะไม่ได้เป็นพยาน
ด้านพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้ลุกขึ้นขอใช้สิทธิอภิปรายต่อ โดยได้กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีฮั้ว สว. ทำให้นายศุภชัย ลุกขึ้นประท้วงประธานในที่ประชุมพร้อมระบุว่า “ตอนนี้เสมือนว่าท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำลังชี้แจงซึ่งไม่ใช่ที่ท่านเลย ตนเอง ไม่ได้พาดพิงถึงท่าน”
พันตำรวจเอกทวี กล่าวอีกว่า ตนเอง เห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณ และยังอยากให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีอำนาจสอบสวนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการแทรกแซง น่าจะมีการแทรกแซงในยุคนี้ ที่ไปย้ายคนที่สอบสวนเรื่องฮั้ว สว. ออกจากหน่วยงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ และจะต้องมีการดำเนินคดีกับผู้ที่แทรกแซง เพราะมีกฎหมายของกรมสอบสวนปกป้องอยู่แล้ว
“Supachai”认为参议院勾结案受到了过去政治干预的影响,“Tawee”则反驳说,这种干预表现为调动处理此案的人员以逃避起诉。
2026 年 9 月 9 日,众议院在索蓬·萨拉姆先生主持的二读会议上审议了总额为 3.78 万亿泰铢的 2027 财年预算草案,其中第 21 条涉及司法部。
来自泰自豪党的议员苏帕猜·贾伊萨穆特先生参与了辩论。他指出,反对党此前曾提及特别调查厅(DSI)。他原本打算讨论另一个机构,但请求将讨论重点也转向此议题。他承认,正如反对党议员所言,特别调查厅拥有独特的权力,包括专门的设备、人员和公共资金,用于处理复杂的犯罪案件。鉴于特别调查厅的权力,他强调,行使权力时必须谨慎、公正,并严格遵守法律。
苏帕猜先生表示支持反对派的论点,并指出司法部和特别检察署(DSI)所使用的指标应该体现这些机构如何为公众伸张正义。他承认反对派提出的“特别检察署是否沦为政治工具?”这一问题。他坚信这是事实,因为特别检察署也曾多次面临类似的质疑。他解释说,此类事件的受害者确实受到了政治干预的影响,尤其是在像参议院串谋案这样的案件中。他指出,特别检察署也受到了政治影响,而公众的担忧正是源于特别检察署的行为。他澄清说,参议院串谋案并非发生在阿努廷·查恩维拉库尔先生执政时期,而是在另一届政府时期,此前曾进行过秘密调查,并试图将其定性为特殊案件,提交给多个特别委员会。然而,检察官对部分指控持不同意见。最后,他强调反对派对“特殊案件”一词的解读并不准确。这并非国家级有组织犯罪案件,而只是一起特别检察署(DSI)缺乏管辖权的个案。他告诫人们不要曲解措辞。他强调,特别检察署目前正接受预算拨款。这就要求他们向公众交代,是否已根据所获得的公共资金,全面履行了职责。
“今天,不要再说特别调查局(DSI)受到低级人员的干预,无法遵守政治政策。事实上,第26委员会和第36委员会的问题在于,有人试图让这两个委员会看起来完全一样。而现实情况是,负责调查的第26委员会正因其是否尽职尽责而受到质疑。此外,第26委员会的三名成员连同他们的调查档案一起加入了第36委员会。这令人怀疑存在政治干预,”苏帕猜先生说道。
苏帕猜先生进一步指出,如今若要加强特别调查局(DSI),他认同政治干预是必要的。然而,他对过去直至第26届委员会成立的事件提出质疑,并确认当时的权力干预导致调查被歪曲和误传,以至于许多人信以为真。最终,事态发展到需要证据的地步,因为真正的权威在于选举委员会,而选举委员会依法依宪行使权力。他认为,如今特别调查局可以正常运作,并敦促人们不要对其运作方式抱有不切实际的幻想。
苏帕猜先生总结道,实际上,即使调查人员被调往其他地方,如果法院传唤他们出庭作证,他们也必须到场。即使他们已经辞职,他们仍然必须出庭作证。调动与否并不重要,他们仍然可以出庭作证。
来自普拉查特党的议员、警上校塔维·索松起身行使发言权,就宪法法院关于参议院选举串谋的裁决发表讲话。这引发了苏帕猜先生向会议主席抗议,他说道:“这就像前司法部长在做解释,但这根本不关他的事。我根本就没指他。”
塔维警官进一步表示,他同意削减预算,但仍然希望特别调查部保留其调查权,尤其是在存在干预的情况下。他认为,这种干预就发生在这一时期,具体而言,就是将负责调查参议院勾结案的人员从该机构撤职,这是不可接受的,并将对干预者采取法律行动,因为特别调查部已有法律保护其权力。