← 返回新闻首页
泰国主流

โอสถสภาดัน M-150 นำทัพรายได้โตต่อ พร้อมขยายพอร์ตเครื่องดื่มสุขภาพ

โอสถสภา วางกลยุทธ์ Product Mix ระดับราคา 10-49 บาท ตั้งแต่ M-150 ถึงสินค้าสุขภาพ ตอกย้ำผู้นำตลาดเครื่องดื่ม เดินหน้าขยายฐานผลิตอยุธยา กำลังผลิต 2,200 ล้านขวดต่อปี รองรับตลาดไทยและต่างประเทศ

Thairath查看原文 ↗
โอสถสภาดัน M-150 นำทัพรายได้โตต่อ พร้อมขยายพอร์ตเครื่องดื่มสุขภาพ
โอสถสภาดัน M-150 นำทัพรายได้โตต่อ พร้อมขยายพอร์ตเครื่องดื่มสุขภาพ

# บริษัท โอสถสภา จำกัด

# Multi-brand และ Multi-price point

DCA แล้วเจ๊ง? หุ้นไทยยังไหวไหม? และวิธีคัดหุ้นเปลี่ยนชีวิต? | Money Issue EP.74

โอสถสภา วางกลยุทธ์ Product Mix ตอกย้ำผู้นำตลาดเครื่องดื่ม เดินหน้าขยายฐานผลิตอยุธยา หลังลงทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท มีกำลังผลิต 2,200 ล้านขวดต่อปี รองรับตลาดไทยและต่างประเทศ โอสถสภาดัน M-150 นำทัพ เดินหน้าสร้างการเติบโตของธุรกิจเครื่องดื่ม จัดพอร์ตสินค้า 10-49 บาท ครอบคลุมผู้บริโภคหลายระดับกำลังซื้อ Multi-brand ควบคู่ Multi-price point มีทั้ง M-150 ลิโพวิตัน - ดี C-Vitt และ Peptein เพิ่มสินค้ากลุ่มสุขภาพ รองรับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และคุณภาพมากขึ้น โรงงานอยุธยากำลังผลิต 2,200 ล้านขวด เป็นฐานผลิตสำคัญของ OSP ลงทุนโรงงานสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ บนพื้นที่ราว 140 ไร่ รวมฐานผลิตลดต้นทุน 300 ล้านบาท พร้อมใช้ระบบอัตโนมัติเพิ่มประสิทธิภาพ

โอสถสภาดัน M-150 นำทัพ เดินหน้าสร้างการเติบโตของธุรกิจเครื่องดื่ม

จัดพอร์ตสินค้า 10-49 บาท ครอบคลุมผู้บริโภคหลายระดับกำลังซื้อ

Multi-brand ควบคู่ Multi-price point มีทั้ง M-150 ลิโพวิตัน - ดี C-Vitt และ Peptein

เพิ่มสินค้ากลุ่มสุขภาพ รองรับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และคุณภาพมากขึ้น

โรงงานอยุธยากำลังผลิต 2,200 ล้านขวด เป็นฐานผลิตสำคัญของ OSP

ลงทุนโรงงานสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ บนพื้นที่ราว 140 ไร่

รวมฐานผลิตลดต้นทุน 300 ล้านบาท พร้อมใช้ระบบอัตโนมัติเพิ่มประสิทธิภาพ

คุยกับ Master of Luxury วงการอสังหาฯไทย เปิดแนวคิด บ้านอัลตร้า ลักชัวรี 95E1 ยูนิตพิเศษ 180 ล้าน

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดพอร์ตสินค้า หรือ Product Mix เพื่อรองรับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและความต้องการแตกต่างกัน โดยวางสินค้าไว้หลายระดับราคา ตั้งแต่ 10-49 บาท ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มให้พลังงานและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

กลยุทธ์ดังกล่าวใช้ควบคู่กับการทำตลาดแบบ Multi-brand และ Multi-price point หรือการมีหลายแบรนด์และหลายระดับราคา เพื่อรักษาฐานผู้บริโภคในตลาดเดิม พร้อมขยายไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น โดยในกลุ่มเครื่องดื่มให้พลังงานมี M-150 เป็นแบรนด์หลัก ขณะที่สินค้าระดับราคาอื่นๆ ได้แก่ M-150 ฝาทอง ราคา 12 บาท และลิโพวิตัน-ดี ราคา 15 บาท

ขณะเดียวกัน บริษัทขยายพอร์ตไปยังเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น ทั้ง C-Vitt และ Peptein รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้นถึง 49 บาท เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพและรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย

นางสาวมุกดากล่าวว่า เครื่องดื่มให้พลังงานยังมีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยบริษัทจะรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์หลัก ขณะเดียวกันการขยายตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าถึงตลาดในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น

ฐานผลิตอยุธยา กำลังผลิต 2,200 ล้านขวด

ด้านการผลิต OSP ใช้โรงงานพระนครศรีอยุธยาเป็นฐานสำคัญในการผลิตเครื่องดื่ม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 2,200 ล้านขวดต่อปี และเดินหน้าขยายกำลังการผลิตทั้งโรงงานแก้วและโรงงานเครื่องดื่ม โดยโรงงานแห่งนี้มีเงินลงทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาทนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ บนพื้นที่ประมาณ 140 ไร่

บริษัทนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิตและคลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดค่าใช้จ่าย โดยการปรับระบบดังกล่าวทำให้สามารถโยกย้ายพนักงานบางส่วนไปทำหน้าที่อื่นภายในองค์กรได้ประมาณ 200-300 คน

การรวมฐานการผลิตยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากสามารถบริหารการผลิต การจัดเก็บ และการกระจายสินค้าได้เป็นระบบมากขึ้น และรองรับการผลิตสินค้าที่มีหลากหลายประเภทและหลายระดับราคา

ตลาดไทยเพิ่มมูลค่า ต่างประเทศยังมีโอกาส

สำหรับตลาดในประเทศ บริษัทจะรักษาฐานลูกค้าของแบรนด์หลัก พร้อมพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อแตกต่างกัน โดยยังคงมีสินค้าระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันเพิ่มทางเลือกสำหรับกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพของสินค้า

ส่วนตลาดต่างประเทศยังเป็นช่องทางที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยมองหาโอกาสขยายตลาดผ่านแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของ OSP ขณะที่ตลาดเมียนมาเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น และบริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของ OSP ในปี 2569 ที่ตั้งเป้ารายได้เติบโตในระดับต่ำถึงปานกลางแบบเลขหลักเดียว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแบรนด์หลัก การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น การขยายตลาดต่างประเทศ และการควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน

ก่อนหน้านี้ OSP รายงานผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 2,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 42.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท โดยการบริหารต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงาน

กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻