ทำไมเงินก้อนเดียวกัน แต่รู้สึกรวยไม่เท่ากัน สำรวจความเหลื่อมล้ำ แม้แต่หมู่คนมีเงินระดับท็อปของโลก为什么拥有相同财富的人会觉得自己比其他人更富有?探究不平等现象,即使在世界上最富有的人群中也存在。
เงินเท่ากัน ทำไมเรารู้สึก “รวย” ไม่เท่ากัน? อยู่ที่ไหน อายุเท่าไร และเทียบตัวเองกับใคร ล้วนเปลี่ยนความหมายของคำว่ามีพอ

# อายุและความมั่งคั่ง
Nebius ทำอะไร? เกินกว่าจะเป็นนีโอคลาวด์ธรรมดา | Digital Frontiers EP.75
เงินเท่ากัน ทำไมเรารู้สึก “รวย” ไม่เท่ากัน? อยู่ที่ไหน อายุเท่าไร และเทียบตัวเองกับใคร ล้วนเปลี่ยนความหมายของคำว่ามีพอ
โค้งสุดท้ายนับถอยหลัง! เช็กสิทธิ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ฉบับพนักงาน ก่อนบังคับใช้ 1 ต.ค.นี้
ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเรียกตัวเองว่า “รวย” ได้เต็มปาก?
รายงานสำรวจความมั่งคั่ง Capgemini Wealth Report ประจำปี 2026 ให้คำตอบผ่านตัวเลขที่ค่อนข้างชัด หากมีพอร์ตสินทรัพย์ลงทุนตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านบาท โดยไม่นับรวมที่อยู่อาศัย ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มเศรษฐีเงินล้านของโลกแล้ว
ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 25.3 ล้านคน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อเทียบกับประชากรโลกทั้งหมด ยังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.3%
ในประเทศไทย ตัวเลขใกล้เคียงกันยังถูกใช้เป็นเส้นแบ่งลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ของหลายธนาคาร โดยบริการ Private Banking ระดับเริ่มต้นมักกำหนดให้ลูกค้ามีพอร์ตลงทุนและเงินฝากรวมกันอย่างน้อยประมาณ 30 ล้านบาท
ตามนิยามดังกล่าว คนที่มีเงินระดับ 30-33 ล้านบาทย่อมเรียกตัวเองว่า “คนรวย” ได้แล้ว
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีเงินถึงเกณฑ์นี้ กลับยังไม่รู้สึกว่าตัวเองรวย หรือบางรายยังรู้สึกกังวลกับอนาคตทางการเงินอยู่ตลอดเวลา คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่เส้นชัยของความรวย ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่กับตัวเลขในบัญชี แต่มักขยับตามชีวิตของคนที่เรามองเห็นและเลือกนำตัวเองไปเปรียบเทียบ
มีเท่าไรก็ยังรู้สึกน้อยกว่าใครบางคน
บทความเรื่อง “มีเงินล้าน (ดอลลาร์สหรัฐ) แล้ว ทำไมยังไม่รู้สึกรวย” เขียนโดย สิกขวัตร สื่อสัจจา เผยแพร่ผ่านเพจ KKP EDGE ขยายความว่า “ความรวย” มีทั้งด้านที่คำนวณได้และด้านที่เกิดจากความรู้สึก ด้านที่คำนวณได้อาจดูจากสินทรัพย์สุทธิ หรือ Net Worth ซึ่งนำทรัพย์สินทั้งหมดมาหักด้วยหนี้สินที่มีอยู่ แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ได้สะท้อนครบว่า เจ้าของทรัพย์สินมีชีวิตทางการเงินที่มั่นคงเพียงใด
คนสองคนอาจมีสินทรัพย์สุทธิเท่ากัน แต่มีภาระค่าใช้จ่าย สภาพคล่อง และความเสี่ยงจากแหล่งรายได้แตกต่างกันมาก คนหนึ่งอาจมีเงินพอใช้โดยไม่ต้องกังวล ขณะที่อีกคนต้องหารายได้ระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรักษาวิถีชีวิตเดิมเอาไว้
ด้านความรู้สึกยิ่งวัดได้ยากกว่า เพราะมนุษย์มักประเมินฐานะของตัวเองผ่านคนรอบข้าง
คนที่มีเงิน 30 ล้านบาท อาจรู้สึกว่าตัวเองมั่นคงเมื่ออยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่มีเงินน้อยกว่า แต่หากอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีบ้านหลายหลัง มีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือมีพอร์ตหลักร้อยล้าน เงินก้อนเดิมอาจดูเล็กลงทันที ทั้งที่จำนวนเงินไม่ได้ลดลงแม้แต่บาทเดียว
เมื่อรายได้ของคนรอบตัวเพิ่มขึ้น บ้านหลังใหญ่ขึ้น รถแพงขึ้น หรือมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่หรูหรากว่า เส้นชัยในใจก็ขยับตาม จากเคยคิดว่ามี 10 ล้านบาทก็เพียงพอ กลายเป็นต้องมี 30 ล้านบาท และเมื่อไปถึง 30 ล้านบาท เป้าหมายใหม่อาจกลายเป็น 100 ล้านบาท
การแข่งขันเช่นนี้แทบไม่มีจุดจบ เพราะจะมีคนที่รวยกว่าให้เปรียบเทียบอยู่เสมอ
แม้แต่ในกลุ่มคนรวย ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำ
รายงานความมั่งคั่งสะท้อนว่า ภายในกลุ่มเศรษฐีเงินล้านเองยังมีช่องว่างด้านทรัพย์สินอยู่มาก กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมาก หรือ Ultra High Net Worth ซึ่งถือครองสินทรัพย์ลงทุนตั้งแต่ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนเพียง 1% ของกลุ่มเศรษฐีเงินล้านทั้งหมด
พูดอีกแบบคือ แม้จะมีพอร์ต 33 ล้านบาทและอยู่ในกลุ่มคนรวย 0.3% ของโลกแล้ว ก็ยังมีคนอีกกลุ่มซึ่งถือครองสินทรัพย์มากกว่าหลายสิบเท่า
ความรวยจึงสามารถสร้างความรู้สึก “ยังไม่พอ” ได้ตลอดเวลา หากเจ้าของเงินใช้คนที่อยู่สูงกว่าเป็นมาตรวัดฐานะของตัวเอง โดยเฉพาะในยุคที่ชีวิตของคนร่ำรวยปรากฏอยู่บนหน้าจอทุกวัน การเปรียบเทียบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเพื่อน บ้านข้าง ๆ หรือเพื่อนร่วมงานอีกต่อไป แต่ขยายไปถึงเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน และมหาเศรษฐีจากทั่วโลก
ยิ่งเห็นคนอื่นมีมาก เส้นแบ่งระหว่าง “ความต้องการ” กับ “ความจำเป็น” ก็ยิ่งพร่าเลือน รายจ่ายที่เคยมองว่าฟุ่มเฟือยอาจค่อย ๆ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของชีวิต
ท้ายที่สุด แม้รายได้และทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ความรู้สึกมั่นคงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
วัดความรวยจากเงินที่เลี้ยงชีวิตได้
KKP EDGE อธิบายแนวคิดจากหนังสือ The Algebra of Happiness ของ Scott Galloway ซึ่งเสนอให้นิยามความร่ำรวยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างรายได้จากสินทรัพย์กับอัตราการใช้จ่าย
รายได้จากสินทรัพย์ มากกว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต
ตัวอย่างเช่น คนที่มีพอร์ตลงทุน 10 ล้านบาท ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 5% หรือมีรายได้จากดอกเบี้ยและเงินปันผลประมาณปีละ 500,000 บาท หากใช้จ่ายปีละ 400,000 บาท รายได้จากสินทรัพย์ก็เพียงพอรองรับชีวิตโดยไม่ต้องขายทรัพย์สินออกมาใช้
ในทางกลับกัน คนที่ทำกำไรจากหุ้นหรือคริปโตได้ปีละ 2 ล้านบาท อาจดูมีฐานะดีกว่า แต่หากมีภาระจากบ้านราคาแพง รถหรู ค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติ และค่าใช้จ่ายสูงจนเกือบเท่ารายได้ ฐานะทางการเงินก็พร้อมสั่นคลอนได้ทันทีเมื่อรายได้สะดุด
คนแรกมีเงินน้อยกว่า แต่มีพื้นที่ให้ชีวิตมากกว่า ส่วนคนที่สองมีรายได้สูงกว่า แต่ต้องวิ่งเร็วอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้รูปแบบการใช้ชีวิตพังลงมา
ความมั่นคงจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครหาเงินได้มากกว่ากันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เงินซึ่งมีอยู่สามารถรองรับชีวิตได้นานแค่ไหน และเจ้าของเงินมีสิทธิเลือกหยุดหรือเปลี่ยนเส้นทางได้มากเพียงใด
เงินก้อนเดียวกัน มีค่าไม่เท่ากัน
การกำหนดตัวเลขกลางว่า “ต้องมีเท่านี้จึงจะรวย” ยังติดข้อจำกัดจากเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนอย่างน้อย 3 ด้าน
ด้านแรกคือ สถานที่ : เงิน 1 ล้านบาทในต่างจังหวัด กรุงเทพฯ และต่างประเทศ มีอำนาจซื้อไม่เท่ากัน ทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และบริการพื้นฐาน ล้วนกำหนดว่าเงินก้อนหนึ่งจะรองรับคุณภาพชีวิตได้นานเพียงใด
เกณฑ์ของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมากในประเทศไทยอาจเริ่มต้นราว 100 ล้านบาท ขณะที่ในสหรัฐฯ เกณฑ์เดียวกันอาจสูงถึงประมาณ 1,000 ล้านบาท ความหมายของคำว่า “รวย” จึงเปลี่ยนไปตามค่าครองชีพและโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่
ด้านที่สองคือ อายุ : เงิน 1 ล้านบาทในวัย 40 ปี มีเวลาเติบโตผ่านดอกเบี้ยทบต้นมากกว่าเงินจำนวนเดียวกันในวัย 60 ปี แต่คนวัย 40 ปีก็อาจมีภาระรออยู่ข้างหน้าอีกมาก ทั้งค่าเลี้ยงดูลูก ค่าที่อยู่อาศัย และการเตรียมเงินเกษียณจำนวนเงินเท่ากันจึงให้ความมั่นคงต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ต้องใช้เงินและภาระของแต่ละช่วงชีวิต
ด้านสุดท้ายคือ สังคมรอบข้าง : คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งทุกคนแข่งขันกันแสดงฐานะ มีโอกาสขยับรายจ่ายขึ้นตามกลุ่มโดยไม่รู้ตัว บ้าน รถ โรงเรียนของลูก ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว ค่อย ๆ กลายเป็นต้นทุนของการยอมรับทางสังคม บางครั้ง คนเราไม่ได้หาเงินเพิ่มเพราะชีวิตเดิมอยู่ไม่ได้ แต่หาเพิ่มเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองตามหลังคนอื่น
ทั้งนี้ การมีเป้าหมายทางการเงินไม่ใช่เรื่องผิด เงินเก็บและพอร์ตลงทุนที่เติบโตช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มทางเลือกให้ชีวิตได้จริง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเป้าหมายนั้นไม่ได้มาจากความต้องการของตัวเอง แต่มาจากการเฝ้ามองว่าใครมีมากกว่า หากยังใช้ชีวิตของคนอื่นเป็นเส้นอ้างอิง ต่อให้มีเงินถึง 33 ล้านบาท 100 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น ความรู้สึกว่าตัวเองยังขาดก็อาจอยู่เหมือนเดิม
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ต้องมีเงินเท่าไรถึงจะรวย” แต่ควรถามว่า เงินเท่าไรจึงเพียงพอกับชีวิตที่ต้องการ ภาระที่ต้องรับผิดชอบ และความเสี่ยงที่ยอมรับได้เพราะคนที่มีพอร์ตใหญ่ที่สุด อาจยังต้องวิ่งไล่ตามมาตรฐานของคนอื่น ขณะที่คนซึ่งมีน้อยกว่า อาจจัดการรายได้ รายจ่าย และความต้องการของตัวเองได้สมดุลกว่า
เมื่อรายได้จากทรัพย์สินรองรับรายจ่าย มีเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน ไม่มีหนี้ที่คอยบีบชีวิต และสามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญโดยไม่ต้องหวาดกลัวเรื่องเงิน นั่นอาจเป็นความร่ำรวยที่จับต้องได้มากกว่าตัวเลขกลม ๆ ในบัญชี
สุดท้ายแล้ว เส้นชัยทางการเงินที่ทำให้ชีวิตมั่นคง อาจไม่ใช่จุดที่มีเงินมากกว่าคนอื่น แต่คือจุดที่ไม่ต้องวิ่งตามชีวิตของใครอีกต่อไป.
เรียบเรียงจากข้อมูลของ KKP EDGE
อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
# 年龄与财富
Nebius 有什么功能?它不仅仅是一个普通的云平台 | 数字前沿 第75期
为什么我们拥有同样的金钱,却对“富有”有不同的感受?我们居住的地方、年龄以及我们与谁比较,都会改变我们对“足够”的定义。
倒计时开始!请在10月1日员工福利基金生效前,查看您是否符合领取资格。
要想真正称得上“富有”,你需要多少钱?
2026 年凯捷财富报告给出了一个相当明确的答案:拥有至少 100 万美元(约 3300 万泰铢)的投资组合(不包括住宅物业),就能让你跻身世界百万富翁之列。
目前,该群体人数约为 2530 万人,是迄今为止人数最多的群体,但与世界总人口相比,他们仍然只占 0.3%。
在泰国,许多银行也使用类似的数字作为高净值客户的基准,入门级私人银行服务通常要求客户的投资组合和存款总额至少达到 3000 万泰铢。
根据这个定义,拥有 3000 万至 3300 万泰铢的人可以称自己为“富人”。
但一个更有意思的问题是:为什么有些人即使达到了如此高的财富水平,仍然感觉不到富有,或者为什么有些人会持续担忧自己的财务未来?部分答案或许在于财富的终点线,它并非由银行账户里的数字来定义,而是常常随着我们所关注和与之比较的人的生活而变化。
无论我拥有多少,我仍然觉得自己比别人少。
西卡瓦·苏阿萨查 (Sikkawat Suasatcha) 撰写并发表在 KKP EDGE 网站上的文章《为什么我拥有一百万美元却感觉不到富有?》解释说,“财富”既包含可量化的方面,也包含主观的方面。可量化的方面可以用净资产来衡量,净资产的计算方法是用总资产减去负债。然而,这个数字并不能完全反映资产所有者的财务状况。
两个人的净资产可能相同,但支出、流动资金和收入来源风险却可能截然不同。一个人可能有足够的钱过上舒适无忧的生活,而另一个人则需要持续获得高收入才能维持目前的生活方式。
情感方面更难衡量,因为人类往往会根据周围的人来评估自己的地位。
在一个大多数人收入不如他高的社会里,拥有3000万泰铢的人可能会感到安心。然而,如果他身边都是拥有多处房产、大型企业或价值数亿泰铢资产的人,那么即使这笔钱的实际金额一分钱都没减少,他也会觉得这笔钱显得微不足道。
随着身边人的收入增加,他们拥有了更大的房子、更贵的车,过上了更奢华的生活,我们心中的目标也随之改变。曾经1000万泰铢就足够了,现在变成了3000万泰铢,而一旦达到3000万泰铢,新的目标可能就是1亿泰铢。
这种竞争几乎没有尽头,因为总会有比自己更富有的人可以与之比较。
即使在富人阶层中,也存在不平等现象。
财富报告显示,即使在百万富翁阶层内部,资产差距也十分显著。拥有3000万美元(约合10亿泰铢)或以上投资资产的超高净值人士,仅占所有百万富翁的1%。
换句话说,即使拥有 3300 万泰铢的资产,跻身全球最富有的 0.3% 人群之列,还有另一群人拥有的资产是他们的几十倍。
因此,财富会不断让人产生“不够”的感觉,尤其当富人将比自己地位更高的人作为衡量自身地位的标准时更是如此。在富人生活时刻被呈现在屏幕上的时代,这种情况尤为突出。人们的比较对象不再局限于朋友、邻居或同事,而是扩展到世界各地的企业主、投资者和亿万富翁。
我们看到别人拥有的越多,就越容易模糊“想要”和“需要”之间的界限。曾经被认为是奢侈的开支,可能会逐渐成为新的生活标准。
最终,即使收入和资产增加,安全感也可能不会以同样的速度增长。
财富的衡量标准是维持一个人生活所需的金钱数额。
KKP EDGE 解释了 Scott Galloway 的著作《幸福的代数》中的概念,该书提出通过资产收入与支出率之间的关系来定义财富。
资产所得收入超过生活支出。
例如,某人拥有1000万泰铢的投资组合,平均收益率为5%,即每年可获得约50万泰铢的利息和股息收入。如果他们的年支出为40万泰铢,那么这些资产带来的收入足以维持他们的生活,无需出售资产。
反之,一个人如果每年从股票或加密货币中获得 200 万泰铢的利润,看起来可能更富有,但如果他有昂贵的房子、豪车、国际学校学费和其他几乎与收入相当的高额开支等债务,那么一旦收入下降,他的财务稳定随时都可能受到动摇。
第一个人钱少但生活更自由,而第二个人收入较高,但必须不断奔波以防止生活方式崩溃。
因此,财务安全不仅仅取决于谁赚的钱更多,还取决于这些钱能维持一个人的生活多久,以及拥有者有多少自由去选择停止或改变自己的道路。
同样数额的钱,价值却可能相同。
设定“你需要多少钱才能算富有”的中间标准仍然受到每个人生活状况至少三个方面的限制。
首先是地域因素:100万泰铢在不同府、曼谷和国外的购买力各不相同。住房、交通、食品和基本服务的成本共同决定了这笔钱能维持多久的良好生活质量。
在泰国,巨额财富的门槛可能在1亿泰铢左右,而在美国,同样的门槛可能高达10亿泰铢左右。因此,“富有”的定义会因各地的生活成本和经济结构而异。
第二个因素是年龄:40岁时拥有100万泰铢,比60岁时拥有同样的金额,有更长的时间通过复利增长。然而,40多岁的人可能面临诸多责任,包括育儿、住房和退休规划。因此,同样的金额,在不同人生阶段,根据资金使用时长和责任的不同,所能提供的财务保障程度也会有所不同。
最后一个方面是周围的社会环境:在人人攀比炫耀财富的环境中,人们更有可能在不知不觉中增加支出以迎合群体。房屋、汽车、子女的学校、餐厅或旅游景点逐渐成为获得社会认可的资本。有时,人们增加收入并非因为目前的生活方式难以为继,而是为了避免落后于他人。
设定财务目标本身并没有错。不断增长的储蓄和投资组合确实可以降低风险,增加人生选择。问题在于,当这些目标并非源于自身需求,而是源于不断地与拥有更多财富的人攀比时。如果你以他人的生活为标杆,即使你拥有3300万泰铢、1亿泰铢甚至更多,那种不足感可能依然存在。
因此,关键问题或许并非“你需要多少钱才能富有”,而是“多少钱才足以满足你想要的生活、你的责任以及你可接受的风险水平?”因为即使是那些拥有最大资产的人,也可能仍在追逐他人的标准,而那些资产较少的人却可能更有效地管理他们的收入、支出和需求。
当资产收入足以支付开支,有应急储备金,没有债务负担,可以无惧金钱做出重要决定时,这可能比银行账户里的整数数字更能体现财富的本质。
最终,通往安稳生活的财务终点线可能不是比别人拥有更多的钱,而是你不再需要追逐别人的生活。
根据 KKP EDGE 提供的信息整理而成。
通过 Thairath Money 阅读最新的金融、保险和财富管理资讯,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/personal_finance