“ออฟโรด กันตภณ” เผยปมในใจวัยเด็ก เคยไม่มีกินโดนญาติดูถูก ใช้ความพยายามเปลี่ยนเป็นพลังสู้《越野坎塔丰》揭示了童年创伤,包括贫困和被亲戚瞧不起,以及他如何将苦难转化为力量的源泉。
“ออฟโรด กันตภณ” เผยปมในใจวัยเด็กสุดลำบาก เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก ใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้

บทเรียนชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” เปิดใจผ่าน WOODY TALK ชีวิตวัยเด็กสุดลำบาก บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม 10 กิโลฯ เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก จนหล่อหลอมเป็นพลังสู้ไม่ถอยใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้ พร้อมเบื้องหลังความผูกพัน 5 ปีกับ “ต้าห์อู๋” ที่ต่างขั้วแต่เติมเต็ม
ชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง?
"เรียนรู้และเติบโตเยอะมาก คือผมไม่ใช่เป็นคนที่มาสายวงการตั้งแต่แรก ค่อนข้าง Introvert มาก ๆ แล้วก็จบ Finance เรียนแบบวิชาการมาตลอด ไม่เคยรู้เรื่องการร้องและเต้น แต่ตอนนี้ต้องมาอยู่ในเส้นทางการทำงานในวงการ ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ เริ่มเรียนใหม่ เรียนรู้ชีวิตใหม่หมดเลย ก็ค่อนข้างที่ทรหดอดทนเหมือนกันครับ"
ระหว่าง Introvert กับ Extrovert คิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน?
ระหว่าง Logic กับ Emotional?
คุณเป็นมนุษย์เดินดินที่ข้อมูลสำคัญมาก?
"ผมชอบเรื่องของ Compound Interest ถึงเลือกเรียนไฟแนนซ์ เพราะว่าชีวิตของคน ๆ หนึ่งสามารถเปลี่ยนได้ด้วย Compound Interest เราอยากมั่งคั่งอยากรวยบ้าง อยากรู้ว่าต้องทำยังไงถึงไปสู่เส้นทางนั้นได้"
Compound Interest คืออะไร ทำไมเราควรจะรู้ไว้ ชีวิตจะดีขึ้นเพราะสิ่งนี้?
"เหมือนกับการเล่นเกม สมมุติมีเงินอยู่ 100 บาท แล้ววันนี้ได้เงินมา สมมุติดอกเบี้ย 2% ก็คือ 2 บาท ได้มาเป็น 102 บาท ณ วันนี้ทุนของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 102 บาท แล้วปีหน้า 2% เท่าเดิม ก็จะทบจาก 102 บาท ไปเป็นแบบ 104, 106, 108 บาทก็จะทบไปเรื่อย ๆ นี่แหละคือ Compound Interest แบบง่าย ๆ ครับ"
ถ้าเกิดเราไม่ได้ศึกษาหรือไม่เข้าใจเรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น?
"น่ากลัวมาก จะถูกเงินเฟ้อกินไป จะจนลงโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคิดว่ามีเงิน 1 ล้านบาท วันนี้คิดว่ารวยแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ข้าวไข่เจียวอาจจะอยู่ที่ 20 บาท สมมุติมีเงิน 100 บาท สามารถซื้อไข่เจียวได้ 5 จาน แต่ ณ วันนี้อาจจะกินข้าวไข่เจียวได้แค่ 2 จาน ซื้อของน้อยลง ความรวยน้อยลง แล้วถ้าต่อไปถือเงิน 100 บาทซื้อไข่เจียวได้แค่จานเดียว หรือซื้อไม่ได้ คือความน่ากลัวเท่ากับเงิน 1 ล้านบาท ที่คุณมี คุณไม่ได้รวย แต่ถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ นี่แหละความน่ากลัว ถ้ายังไม่ได้ลงทุนวันนี้ ไม่มี Compound Interest เข้ามา ชีวิตในอนาคตน่ากลัวมาก ๆ"
ในวันนี้กับสังคมไทยสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากเรื่องของการเงินคือเรื่องอะไร?
"เรื่องของความเหลื่อมล้ำ ในบ้านเรา ค่อนข้างที่จะน่ากลัวขึ้นทุก ๆ วัน เพราะมี Gap ที่กว้างขึ้นเยอะ ในเรื่องของ Data ที่ส่งไปไม่ถึง คนอาจจะเสพได้มากขึ้น แต่บางสิ่งบางอย่างมีข้อมูลที่เร็ว ข้อมูลที่ช้า บางทีการส่งไปสู่สิ่งนั้น ไม่เท่าเทียม"
การเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เล่าให้ฟังหน่อยว่าก้าวแรกที่กล้าท้าทายตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน?
"เชื่อ Mindset ที่ดีจะทำชีวิตให้ดีขึ้น การที่จะ Beyond ขึ้นกว่าตัวเองในอดีต ต้องกล้าที่จะทำ ก้าวผ่านความกลัว ผมกลัวมาก เพราะเป็น Perfectionist มาก ๆ การที่จะไปทำอะไรที่ไม่ได้เก่งต่อหน้าคนเยอะ ๆ ผมไม่อยากทำรู้สึกเขินอาย แต่วันใดที่ต้องสู้ เราไม่มีทางเลือกมากก็จะทำให้กล้าที่จะลองทำ ลองสู้กับมัน พออยู่ได้รางวัลของสิ่งนั้นคุ้มค่ามากจริง ๆ หมายถึงการทำธุรกิจสักอย่างก็เสี่ยงมาก หรือการที่จะทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ทำแล้วสำเร็จ จะรู้สึกดีใจมากและ Fulfill ครับ"
จากคนที่เคยกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กรอบความคิดค่อย ๆ เปลี่ยน และคุณผ่าน Step ไหนมาบ้างกว่าจะกล้าได้ขนาดนี้?
"Step คือคนรอบข้าง บางสิ่งบางอย่างกลัวมาก ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่คนอื่นเชื่อมั่นตัวผมในวันที่ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งนี้ Lead ให้คนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา ทำไมเราถึงจะไม่เชื่อมั่น เราทำได้ เราทำได้ สิ่งนี้เหมือนหลอมให้ทำแล้วทำได้จริง ๆ คือ Mindset การที่ Manifest ตัวเอง ฉันทำได้ ฉันทำได้ แต่ Manifest ไม่ได้แค่คิด แต่ต้องทำด้วยอาศัยการฝึกฝน เพราะทุกครั้งในอดีตที่ขึ้นเวทีก็ต้องมีความกลัว มีคำถามสิ่งนี้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา ตัวผมค่อนข้างโดนเปรียบเทียบเยอะ เพราะว่าคู่ Partner ของผมค่อนข้างที่จะเก่งมาก ๆ ในด้านนี้ แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Comment หรือว่าอะไร เราจะรู้ตัวเองอยู่กับความเป็นจริง แต่สิ่งนั้นบางอย่างก็ทำให้รู้สึกแย่ แต่ทำให้เปลี่ยนโฟกัสตัวเองใหม่ ทำไมต้องไปเทียบกับคนอื่น ไปเทียบกับเขาทำไม ทำไมไม่เทียบกับตัวเองในอดีตว่าที่ผ่านมาเก่งขึ้นไหม เราพัฒนาอยู่ ผมเชื่อว่าถ้าทำไปทุกวัน คนเราจะสามารถเก่งขึ้นได้"
ที่บอกว่าต้องอยู่กับความเป็นจริงช่วยขยายความให้ฟังหน่อยได้ไหม?
"โดน Comment ว่าร้องเพลงก็ไม่ดีหรือเต้นก็ไม่ได้ จะโดนเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ในวงการ ก็จะรู้สึกแย่ แต่สิ่งนี้ผมเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอด แล้วไม่ได้เป็นคนน้ำเต็มแก้ว ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะเก่งขึ้นได้เหมือนกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเร่งแล้วกดดันตัวเอง ผมการที่เร่งมากเกินไปก็เหมือน HYROX ที่ไปแข่งมา ถ้าเร่งมากก็คือ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีแข่งครั้งแรกกับพี่ต้าห์อู๋ เพราะต้องซ้อมต่อเนื่อง ผมเป็นคนชอบออกกำลังกายมาก ๆ ในอาทิตย์หนึ่ง อย่างน้อยออกได้สัก 3 วันเป็นอย่างต่ำ ใน Routine ของผม รู้สึกไม่ได้ยากมาก แต่แค่สิ่งที่เพิ่มไปก่อนที่จะไปแข่งจริง ๆ ก็คือการวิ่ง การเพิ่ม VO2 Max ให้ตัวเอง ประมาณ 58 ซึ่งค่อนข้างที่จะเยอะมาก ๆ ก็ไปดูค่าเฉลี่ยว่าอยู่เหนือคนทั่วไปประมาณหนึ่ง เพราะว่าผมเป็นคนชอบเตะบอล ชอบออกกำลังกายที่แบบใช้ Cardio อยู่แล้ว เวลาผมเทรนก็จะเป็น High-Intensity Interval Training เป็น Circuit แบบ Functional ซึ่งค่อนข้างที่จะเหนื่อยอยู่แล้วครับ"
เสียงเปรียบเทียบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือ Partner อะไรคือคำพูดที่ได้ยินแล้วสะกิดใจที่สุด จนเราต้องดึงสติตัวเองกลับมาอยู่กับความเป็นจริง?
"เรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ไม่เคยพูดคำนี้ ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง สิ่งที่ยากถามกับตัวเองว่ากลัวไหม ผมกลัว แต่อยากทำให้ได้เหมือนกันครับ"
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาตรงนั้นยังไง ให้ตัวเองยังยืนหยัดและผ่านมันมาได้?
"อย่างแรกคุยกับ Partner เยอะมาก ไม่อยากให้มีสิ่งนี้ ซึ่งก็จะคอยเช็คกันตลอดว่าโอเคเรามีสิ่งนี้อยู่ในหัวไหมหรือมีการเปรียบเทียบ เพราะถ้าอยู่กับสิ่งนี้จะไม่มีความสุข พอได้เคลียร์สิ่งนี้ออกไปเท่ากับว่าเข้าใจและเห็นภาพตรงกันว่าโอเคไม่มีสิ่งนี้ ทำให้ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้มาตลอด รับรู้รับทราบมา 5 ปีในวงการบันเทิงที่ผ่านมา การเปรียบเทียบมีให้เห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือการที่ด้อยคุณค่าของอีกคน ในมุมของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ 2 คน รับสิ่งนี้ไม่ได้ ผมก็เลยออกมาแชร์สิ่งนี้ว่าไม่เคยให้คนอื่นด้อยความสามารถตัวเองเพื่อผม"
การต้องยืนร้องเพลงข้างคนที่เสียงเหมือนมาจากสวรรค์อย่าง ต้าห์อู๋ กดดันเหมือนยืนข้าง Mariah Carey ในใจเรารู้สึกยังไง แล้ววันที่ตัดสินใจเปิดใจคุยกันตรง ๆ วันนั้นคุยอะไรกัน?
"แต่ละคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน เขาพูดกับผมว่าในวันนี้สิ่งที่ออฟโรดไม่มี ในขณะเดียวกันออฟโรดก็มีสิ่งที่เขาไม่มีเหมือนกัน เพราะสิ่งตรงนี้ไม่จำเป็นที่ความสามารถอย่างเดียว แต่องค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง สุดท้ายแล้วเสน่ห์ของคู่ที่เราอยู่ด้วยกันมาคืออะไร แล้วทำสิ่งนั้นมีความสุขไหม จะไม่ยัดเยียดสิ่งนั้นเข้าไป อย่างเช่นคุณต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นตัวออฟโรด เป็นตัวต้าห์อู๋ แต่อยู่ตรงกันแล้วคือคู่ที่โอเคมีความสุขในการ Perform แค่นั้นครับ"
มองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกอะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดที่คุณทั้งคู่เห็นในตัวของกันและกัน?
"เยอะมากครับ เหมือนตอนแรก ๆ พี่ต้าห์อู๋เขาไม่ลงทุน ผมยัดสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าห์อู๋ เรื่องการลงทุน จนทุกวันนี้ที่เขาเริ่มลงทุนผมก็ Happy ลงทุนได้ประสบความสำเร็จ นี่คือการซึมซับ เหมือนตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่ Serious แล้วเครียดมากมองเป้าหมายอนาคตแล้วต้องมุ่งและพุ่งอย่างเดียว แต่เขาจะเป็นคนที่บอกว่า ระหว่างทางแวะมีความสุขได้ สมมุติจะเก็บเงินล้าน ไม่ต้องอดทุกอย่าง แวะซื้อน้ำอร่อยให้รางวัลตัวเองหน่อย รู้สึกว่าค่อนข้างเติมเต็มซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา"
ในวันที่เห็นอีกคนหมดพลังหรือเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ออฟโรดมีวิธีดูแลและเติมพลังใจให้เขายังไงบ้าง?
"สิ่งที่พี่ต้าห์อู๋ต้องการคือ กอด เขาเป็นคนที่ติด Skinship มาก วันไหนที่เขารู้สึกว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แค่ไปกอดก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว"
แล้วในทางกลับกันวันที่เราหมดพลังบ้าง ต้าห์อู๋ เข้ามาฮีลเรายังไง?
"ในทางกลับกัน การฮีลของเขาคือการปกป้อง การที่รู้สึกว่าโอเคเขาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน หรือวันที่รู้สึกโดนคนอื่นมองไม่ดี มีสัมภาษณ์ว่า “ลองมาเต้น ลองมาร้องเพลงกับผมดู ก่อนที่จะไปดูถูกคนอื่น ออฟโรดทำได้นะ” คำที่ออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งชมเพื่อน ชมความสามารถ แต่เขาจะคอยอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าโอเค อย่ามาทำร้ายคนนี้ คือวิธี Healing ที่ผมรับรู้ได้แล้วก็รู้สึกขอบคุณเขามาตลอดครับ"
เวลาที่มีเรื่องไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองคนมีวิธีปรับความเข้าใจกันยังไง เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน?
"เรา 2 คนก็มี Activity ที่ชอบคล้าย ๆ กัน ทำสิ่งที่สนุก ๆ อย่างเช่น ไปดูหนัง ไปออกกำลังกายหรือว่าไปใช้ชีวิตง่าย ๆ ล่าสุดก็เพิ่งไปเชียงใหม่อยาก Social Detox ไปทำบุญ ไปไหว้พระ ผมเป็นคนที่หายไปแล้วแฟนคลับบอกว่าออฟโรดหายไปไหนจากโซเชียล ไม่แตะ ไม่จับโทรศัพท์ คนโทรมาก็รับช้าหน่อยแต่รับนะ แต่เขากลัวว่าจะเป็นอะไรไป"
ช่วงเวลาที่หยุดเชื่อมต่อกับโลกภายนอกช่วยให้คุณได้ยินเสียงในใจตัวเองชัดเจนขึ้นยังไงบ้าง?
"ได้คุยกับตัวเอง เหมือนรีวิวชีวิตตัวเองที่ผ่านมาในแบบความวุ่นวาย ชีวิตฉันคืออะไร ยังมี Passion เหมือนเดิมไหม เป้าหมายเหมือนเดิมหรือเปล่า เหมือนการที่ได้รีวิวควรจะต้องยังไงต่อไป ผมจะ Social Detox ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่า วันนี้อยาก Healing ตัวเอง รับสิ่งอื่นมากเกินไปแล้ว กลัวสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็จะเริ่ม Social Detox แล้วช่วงนี้ชอบมากไป Ice Bath คนเดียว ไปทีหนึ่ง 2-3 ชั่วโมง"
การต้องเป็นที่พึ่งและส่งต่อรอยยิ้มให้คนเป็นร้อยเป็นพัน จนบางทีกลายเป็นการกดดันตัวเองที่จะต้องดูแลทุกคน ในมุมของคนที่แคร์คนอื่นมาก ๆ แบบเรา มองและรับมือกับความท้าทายนี้ยังไง?
"ผมแคร์แฟนคลับ แต่กลับมาโฟกัสที่ตัวเอง สมมุติแคร์ทุกคน จริง ๆ Level ของทุกคนกำหนดยากมากว่าเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ผมแค่มาโฟกัสที่ตัวเอง วันนี้ตอนที่โชว์ โมเมนต์ตรงนั้น มีความสุขไหม ถ้ามีความสุข Emotional สิ่งนี้ส่งไปถึงคนรอบข้าง สมมุติถ้าคนหนึ่ง ผมเดินมาวันนี้ ผมเหนื่อยมาก ไม่อยากมาคุย ไม่อยากทำอะไร สามารถสื่อกันได้ แต่ถ้าวันนี้ผมมาด้วย Energy อยากคุย มีความสุขจะส่งออกได้เหมือนกัน เวลาผมไปขึ้น Concert จะโฟกัสให้ตัวเอง มีความสุข ตอนผมไปงาน K-2O กลัวและตื่นเต้นมาก เพราะว่าตอนนั้นไปเป็น Guest พี่ต้าห์อู๋เพื่อร้องเพลง เป็นเวทีใหญ่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ กลัวคนจะร้องเพลงตามเราได้ไหม ต้องมันส์นิดหนึ่ง แต่ว่าวันนั้นเอาเพลง Closer ไปร้องแล้วคนร้องตามเยอะมาก พอกลับมาดูคลิป Fulfill กับตัวเอง"
เคยมองภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไหม สำหรับเราแล้ว ภาพเส้นทางชีวิตที่กำลังจะก้าวไปชัดเจนแค่ไหน?
"เห็นภาพชัดตัวเองตลอด เวลามีจำกัด แค่ว่าอาจจะยืมเวลาคนอื่นมาใช้ทำอะไรบางอย่าง ในวันที่มีเงินมาก ตอนนี้คือผมทำงานในวงการ เอาเวลาของตัวเองไปเยอะ ซึ่งตอนนี้กำลังจะสร้างสิ่งใหม่ ลงทุนใน Asset ที่ Generate รายได้มาให้เป็นกระแสเงินสด อยากทำสิ่งนี้มากแล้วเป็น Passion คือการมีบริษัทของตัวเอง ซึ่งตอนนี้เริ่มแล้วขายกล้วยฉาบ ธุรกิจสิ่งที่ยากที่สุดคือ “คน” ผมเพิ่งเริ่ม ถ้าจะพูดใน Chapter นี้ในชีวิต คือ “Baby Boss” ผมเองไม่เคยเป็นบอสใคร เรียนรู้ไปด้วย เติบโตไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง Handle บริษัทตัวเอง challenge ตัวเองเหมือนกัน เหมือนย้อนกลับไปใน 5 ปีที่แล้ว ที่ก้าวเข้ามาในวงการ สิ่งนี้เหมือนกับกำลังก้าวเข้ามาในการทำธุรกิจครับ"
Mindset การมองโลกในแง่ที่ดีและพลังบวกที่สะสมมาขนาดนี้ คิดว่าได้ต้นแบบมาจากคุณพ่อคุณแม่เยอะไหม?
"ผมเจอโลกมาเยอะมากเล่าเป็นละครเรื่องหนึ่งได้เลยคือ เกิดมาบ้านมีฐานะ ทุกคนรัก แฮปปี้ ญาติพี่น้องรักกันกลมเกลียว พอในวันหนึ่งธุรกิจล้มไม่ประสบความสำเร็จ ไปพึ่งพาจนเขารู้สึกรำคาญ ไม่ชอบ แล้วก็ไม่มีเงิน โดนดูถูกจากญาติตัวเอง อยู่ในช่วงที่ตกต่ำ ไม่มีเงินจะกินข้าว อยากกินไก่ทอดก็ไม่ได้กินไม่มีเงินจะซื้อ ลำบากตั้งแต่ ป.4 จนขึ้นปี 4 หลายปีมากที่ลำบาก เกือบ 10 ปี"
จำได้ไหมว่าวันที่ลำบากที่สุดที่ยังอยู่ในใจเลยคือเหตุการณ์อะไรที่เข้ามาในหัว?
"การที่ผมขายแหนม ผมทอดแหนมปลากรายใส่กล่องโฟมที่หาดใหญ่ เดินน่าจะ 10 กิโลฯ ไปกับแม่ที่อุ้มน้อง เดินไปขายแหนมถือกล่องโฟมนั้น “เอาแหนมไหมครับ” จนเหนื่อย พอไปตั้งก็มีคนมาช่วยซื้อ รู้สึกว่าเหมือนคนที่ขายดอกไม้แล้วข้างทาง แล้วเราสงสารเขา ผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธกลับมา “ไม่เอาครับ” ผมคือคน ๆ นั้นมาก่อนโดนปฏิเสธ โดนญาติพี่น้องดูถูก เอายายมาปล่อยด้วย ยายผมเป็นอัลไซเมอร์ อยู่ตรงข้ามบ้านกัน คนไม่อยากเลี้ยงอยู่แล้ว รำคาญ ก็เอายายมาให้แม่ผมเลี้ยง แล้วก็บอกว่า “เอาเชื้อโรคมาฝาก” อยู่กับการโดนดูถูกที่ว่า “สอบมหาลัยไม่ติดหรอก ชีวิตแกอยู่แค่นี้เหรอ” ผมอยู่กับความลำบาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนบ้านผมเคยช่วยเหลือจุนเจือเขามาตลอด ทำให้ผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะทำสิ่งนี้ให้ครอบครัวสบายที่สุด"
ตอนเด็ก ๆ ที่โดนคนปฏิเสธ เด็กคนนี้คุยกับตัวเองว่ายังไงเพื่อไม่ให้ร้องไห้ออกมา?
"ความรู้สึกของผมรู้สึกเสียใจไหมที่ปฏิเสธ ในช่วงแรก ๆ ที่ทำเสียใจ แต่พอไปเรื่อย ๆ โอเค ไม่เป็นไร ก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ต้องมีคนที่ซื้อของเรา เหมือนเรียนรู้ว่า สมมุติเอาไปขายคนที่ไม่ได้หิว เขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว แล้วทำไมไม่ไปตรงที่เขาหิวข้าวกัน อย่างเช่น ที่เตะบอล ไปออกกำลังกายที่เหนื่อย ๆ แล้วก็ไปขายตรงนั้นไหม ได้เรียนรู้เหมือนได้ลงสนามอย่างแท้จริง เข้าใจหลักการในชีวิตและในวันนั้นที่ขายแหนมก็นำมาทานด้วย ตอนนั้นบ้านผมไม่ได้จะมีเงินไปซื้อของอย่างอื่นกิน บางทีแหนมเหลือ เราก็ไม่อยากจะขายของซ้ำ ก็กินแหนมปลากรายทอด หรือแหนมตุ้มเอามาผัดไข่ กินสิ่งนี้ประทังชีวิต แล้วรู้สึกเสียดายด้วยไม่อยากทิ้ง"
ก้าวออกจากห้วงนั้นของชีวิตยังไงทั้งบ้านเลย?
"แม่ผมกับผมค่อนข้างที่จะตีกันเยอะ เพราะค่อนข้างกลัวแล้วก็ Conservative แต่ผมเข้าใจได้ว่าเขาเจออะไรมาก็เป็นคนแบบนี้ แม่ผมมีเท่านี้ก็จะกินเท่านี้ สมมุติมีเงิน 100 บาท ทำยังไงก็ได้ให้ฉันพอ แม้กระทั่งจะหิวก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่าไม่พอ ก็ต้องหาเพิ่ม และผมเชื่อว่าโอกาสสำคัญมาก ผมจะไม่หยุดอยู่กับที่ คือแม่ผมอยากให้อยู่ ม.อ. หาดใหญ่ แต่รู้สึกว่าโอกาสของผมก็จะถูกตีกรอบให้เล็กมาก ผมก็ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมาเรียนกรุงเทพฯ ก็กู้ กยศ เรียน เข้าไฟแนนซ์ เป็นประธานรุ่น มีกิจกรรมทำหมด อาจารย์มีให้ไปแข่งไฟแนนซ์ผมก็ไป ทำทุกอย่างให้ได้เจอคน"
ไปแข่ง HYROX ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?
"ผมสนุกที่ได้ไปได้เจอคนที่ชอบการออกกำลังกายเหมือนกับเรา โดยส่วนตัวป็นคนชอบออกกำลังกาย เป็นนักกีฬาโรงเรียนตั้งแต่เด็ก บ้าพลัง พอได้ออกกำลังกายจะมีความสุขมาก ๆ แล้วอยาก challenge ตัวเองด้วยที่ออกกำลังกายมามี Six Pack อยากรู้ว่าจะทำเวลาได้เร็วแค่ไหน คือเป้าหมายของผม แต่ว่าจะไม่เอาความกดดันของผมไปใส่กับคู่ Partner คือพี่ต้าห์อู๋ ก็ต้องดูด้วยว่าเขาไหวแค่ไหน พี่ต้าห์อู๋เทรนไม่เหมือนกันจะเป็นอีกฟิลหนึ่ง พี่ต้าห์อู๋ Pace ตอนวิ่งอยู่ข้างหน้า ผมจะวิ่งตาม ส่วนฐานผมก็จะแบกมากกว่าเขา ช่วย ๆ กัน วันนั้นตะคริวก็ถามหาเหมือนกันช่วงฐานที่ 3 ก็มาแล้ว พี่ต้าห์อู๋มาตั้งแต่ฐาน 2 Sled push pull ก็ Challenge เป็นการแข่ง HYROX ครั้งแรกที่ท้าทาย แล้วอยากให้เก่งขึ้นอีก"
อยากให้คนนึกถึงคำว่าอะไรเวลาได้ยินชื่อ Offroad?
"ความพยายาม ผมไม่เคยทิ้งความพยายาม ทุกวันนี้ผมมีความคิดว่าคนที่พยายามทำสิ่งใด ถ้าสมมุติทำไปเรื่อย ๆ จะเก่งขึ้น บางคนพยายามแล้วกดดันจะถึงวันที่รู้สึกว่า ทำไมทำไม่ได้ ก็จะรู้สึกนอยด์ตัวเอง เลิกไปในเส้นทางนี้ แต่ผมเป็นคนที่ทนกับสิ่งนี้ได้นาน เพราะพยายามแล้วรอไปในอนาคต เพราะผมเป็น Value Investor อดทนวันนี้เพื่อที่จะรวยในอนาคตได้ หลักการเดียวกัน ณ วันนี้อดทนให้คนดูถูกผมไปก่อน ในอนาคตก็จะพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นได้".
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม
人生经历比小说更精彩!“越野车手”金达维波尔(Kantapon Jindataweepol)在WOODY TALK节目中敞开心扉,讲述了他极其艰难的童年:家道中落,他曾靠卖10公斤发酵猪肉香肠度日,甚至连吃饭的钱都没有,还被亲戚们瞧不起。正是这些经历磨砺了他的斗志和毅力,最终成就了今天的他。他还分享了与“塔乌”(Tah-U)长达五年的恋情,一段截然不同却又相得益彰的感情。
到目前为止,生活过得怎么样?
“我学到了很多,也成长了很多。我并非出身演艺圈,而且性格比较内向。我大学读的是金融专业,一直以来都专注于学术研究。我对唱歌跳舞一窍不通。但现在我身处这个行业,学习唱歌、跳舞和表演。这就像打开了一个全新的世界,一切重新开始,重新学习人生。这充满挑战,需要极大的毅力。”
在内向者和外向者之间,你认为自己是哪一种类型?
逻辑和情感有什么区别?
你是一位非常重视信息的普通人吗?
“我着迷于复利,这也是我选择学习金融的原因,因为复利可以改变一个人的生活。我们都想变得富有,而我想知道如何才能实现这一点。”
什么是复利?我们为什么要了解它?它能改善我们的生活吗?
“这就像玩游戏。假设你有100泰铢,今天你收到2泰铢的利息,使你的本金总额达到102泰铢。你的本金增加了102泰铢。明年,在同样的2%利率下,这102泰铢将复利增长到104泰铢、106泰铢、108泰铢,以此类推。这就是复利的简单解释。”
如果我们不研究或不理解它,会发生什么?
“这太可怕了。通货膨胀会侵蚀你的财富,让你在不知不觉中变得越来越穷。你可能觉得拥有100万泰铢就很富有了,但其实不然。20年前,一盘米饭加一个煎蛋可能只要20泰铢。100泰铢可以买五个煎蛋,但如今你可能只能买得起两个。你买的东西少了,你的财富就减少了。如果将来100泰铢只能买一个煎蛋,甚至一个都买不到呢?这才是真正令人担忧的地方——你的100万泰铢并不代表你很富有,它正在被通货膨胀侵蚀。这才是真正的危险。如果你今天没有投资,没有复利,你的未来将非常可怕。”
当今泰国社会最令人担忧的金融问题是什么?
“我国的不平等问题日益严重,令人担忧,因为数据获取方面的差距越来越大。人们可能更容易获取信息,但信息的传递速度有时却不均衡。”
走出舒适区并不容易。跟我说说你挑战自我的第一步吧。这一切是从哪里开始的?
我相信积极的心态能改善你的生活。要想超越过去的自己,你必须敢于行动,克服恐惧。我曾经非常害怕,因为我是个完美主义者。我不想在众人面前做任何我不擅长的事情;我感到很尴尬。但当需要奋力拼搏,而你又别无选择时,这种心态会让你鼓起勇气去争取。成功的回报是无比丰厚的。例如,创业风险很大,或者去做一些你不知道未来会怎样的事情,但成功会带来巨大的喜悦和成就感。
曾经因为害怕而不敢采取行动的人,你的心态是如何逐渐转变的?你经历了哪些步骤才获得这种勇气?
关键在于我身边的人。有些事情我非常害怕,甚至不确定自己能不能做到。但即便我自己都不相信自己,其他人仍然相信我。这让他们更加相信我。我为什么不应该相信自己呢?我能做到,我能做到。这就像是塑造我,让我真正做到——这是一种自我实现的思维模式:“我能做到,我能做到。”但显化并非只是思考,它需要练习。因为过去每次上台,我总是感到害怕,总是质疑自己。这种情况在我五年的工作生涯中一直持续着。我的同行们在这个领域都非常有才华,所以我经常被拿来和他们比较。我一直都生活在这种比较之中,无论是评论还是其他什么。我了解自己,也脚踏实地。但有些比较确实让我感到难过。然而,这也促使我改变了关注点。为什么要和别人比较?为什么要和过去的自己比较,看看自己是否有所进步?我一直在成长。我相信,只要每天练习,就能变得更好。
您能否详细解释一下“不得不面对现实”是什么意思?
“听到‘我唱歌不好听’或者‘我跳舞不好听’之类的评论,以及被拿来和业内其他人比较,都会让我感到难过。但我已经改变了心态,不再自以为是,而是不断学习。我相信,如果我继续这样下去,将来就能进步,而且不会操之过急,也不会给自己施加压力。操之过急就像我参加的HYROX比赛一样;如果你操之过急,第一次和P' Ta-U比赛就可能只用1小时20分钟就结束了。因为你必须持续练习。我真的很喜欢锻炼;我的日常安排中至少有每周三天。这对我来说并不算太难,但在比赛前,我增加了跑步,并将我的最大摄氧量提高到了58左右,这相当高。我查了一下平均水平,发现我高于平均水平,因为我喜欢踢足球和做有氧运动。我的训练是高强度间歇训练,也就是功能性循环训练,这本身就已经很累了。”
身边的人,无论是在工作中还是与伴侣之间,哪些比较最让你感到震惊,让你瞬间清醒过来?
“关于我的歌舞能力,我经常被人说是在‘拖累’我的搭档。我无法容忍这种说法,因为我从来没说过要像我一样就必须妥协。我从来没这么说过。我一直努力让自己与他们并驾齐驱。也就是说,你不需要像他们一样优秀,但要以自己的方式做到最好。最难的是,我是否应该问问自己是否害怕?是的,我害怕,但我同时也渴望成功。”
在过去的两三年里,你是如何应对这些问题、保持坚强并克服它们的?
“首先,我和我的伴侣进行了多次沟通。我们都不希望发生这种事。我们不断确认彼此的想法,确保我们没有这种想法或比较,因为如果我们总是纠结于此,我们会很不开心。一旦我们明确了这一点,就意味着我们理解并达成了共识,那就是这种事不会发生,这让我能够接受。然而,过去五年我在娱乐圈一直都面临着这种情况;比较从未间断。但我反感的是,除了我们两个人之外,其他人会贬低他人。我无法接受这一点。这就是我分享这件事的原因——我从来不会让别人为了我而贬低自己的能力。”
要跟拥有像Ta-Wu那样天籁之音的人一起唱歌,压力不亚于站在玛丽亚·凯莉旁边。你当时是什么感觉?那天你决定和她坦诚交流的时候,你们到底聊了些什么?
“每个人都有自己独特的魅力。他告诉我,如今越野爱好者有他们所缺乏的,也有他们所拥有的。因为这不仅仅是技术的问题,而是很多因素的综合体现。归根结底,我们这段合作关系的魅力是什么?我们做自己喜欢的事吗?我们不会强加任何东西,比如‘你必须这样’、‘你必须是个越野爱好者’、‘你必须是Ta-Wu’。关键在于成为一对合拍的搭档,一对快乐的伙伴,仅此而已。”
回想起第一天,你们彼此觉得对方最明显的变化是什么?
“有很多。比如,一开始,P' Ta Wu 并不想投资。是我极力劝说他投资的。现在他开始投资了,我为他感到高兴。他的投资也很成功。感觉我们都在互相学习。以前我非常严肃,压力也很大,一心只想着未来的目标。但他属于那种会说‘你可以停下来,享受过程’的人。比如,如果你目标是赚一百万泰铢,你不需要牺牲一切。停下来,给自己买杯好酒作为奖励。我觉得这些年来我们一直很互补。”
当你看到其他人感到精疲力竭或失去信心时,越野运动是如何在情感上关怀和帮助他们恢复精力的?
“大武需要的是一个拥抱。他很喜欢肢体接触。当他心情不好的时候,一个拥抱就能让他感觉好一些,让他觉得在我们陪伴他、安慰他的时候,他会感到孤独。”
反之,当我们感到精疲力竭时,大吾是如何治愈我们的呢?
另一方面,他的治愈力量来自于保护,来自于让我感到安心,因为我知道,在我感到孤独或被他人负面评价的时候,他始终在我身边。他曾在一次采访中说过:“在你瞧不起别人之前,先试试和我一起跳舞或唱歌。越野也是你能做到的!”这些话既是在维护他自己,也是在赞扬他朋友的能力,但他总是会在他们身边支持他们,让我感到安心,“别伤害这个人。”这就是我所领悟到的治愈方式,我对此一直心怀感激。
当出现误会或分歧时,两人如何才能在不损害彼此关系的情况下解决问题?
“我们俩兴趣爱好很相似,都喜欢玩乐,比如看电影、运动,或者只是享受生活。最近我去清迈进行了一次社交排毒,顺便积德行善,参拜寺庙。我有一段时间没在社交媒体上露面了;我的粉丝们一直在问我去了哪里,说我不看手机,接电话也很慢,但我其实都会接。他们担心我是不是出了什么事。”
与外界隔绝如何帮助你更清晰地听到内心的声音?
“这就像和自己对话,在混乱中回顾我的人生。我的人生究竟是什么?我是否依然拥有同样的热情?我的目标是否依旧?这就像是在思考我下一步该做什么。只有当我感觉想要疗愈自己,感觉从他人那里获得了太多,害怕失去自我时,我才会进行社交排毒。最近,我真的很享受独自一人泡冰浴,一次泡两三个小时。”
要成为成百上千人的依靠,为他们带来笑容,有时会带来巨大的自我压力,让我们不得不关心每一个人。对于我们这样深切关心他人的人来说,我们该如何看待和应对这种挑战呢?
“我关心我的粉丝,但我更关注自己。如果说我关心所有人,那真的很难界定每个人需要的支持程度。我只关注自己。今天,在演出的那一刻,我快乐吗?如果我快乐,这种情绪就会传递给周围的人。比如,如果我今天来这里感觉很累,不想说话,什么都不想做,我会把这种感觉传递给他们。但如果我带着活力、想说话、快乐地来这里,这种感觉就会传递给他们。当我上台演唱会时,我专注于让自己快乐。我去参加K-2O活动时,非常紧张害怕,因为我是和P' Ta-Wu一起作为嘉宾表演,在泼水节期间的大舞台上演唱。我担心大家会不会跟着唱;演出必须充满活力。但那天,我唱了《Closer》,很多人都跟着唱了。后来我看视频的时候,感觉非常满足。”
你有没有想过五年后的自己会是什么样子?你对自己的人生道路规划得有多清晰?
“我一直对自己的未来有着清晰的规划。时间有限,我可能会借用别人的时间去做一些事情,尤其是在我经济条件允许的时候。目前,我投身于这个行业,投入了大量的个人时间。我正在打造一些新的东西,投资于能够产生收入和现金流的资产。我一直很想做这件事,这是我的梦想:拥有自己的公司。我已经开始销售香蕉片了。商业中最难的就是人。我才刚刚起步。如果要形容我人生中的这个阶段,我会称自己为‘小老板’。我以前从未当过老板。我正在学习和成长,但与此同时,我必须管理好自己的公司,不断挑战自我。这就像回到了五年前我刚入行的时候;这就像是踏入了商界。”
你觉得你从父母那里继承了很多东西,是因为你拥有如此积极的心态和积累的正能量吗?
“我见识过很多地方,我可以讲一整个故事。我出生在一个富裕的家庭,人人都爱我,我很快乐,亲戚们关系也很亲密。但有一天,生意失败了。我太依赖他们了,以至于他们开始厌烦我,讨厌我。我身无分文,被自己的亲戚瞧不起。我经历了一段非常艰难的时期,甚至连吃饭都成问题。我想吃炸鸡,却买不起。从小学四年级到大学四年级,我一直都在苦苦挣扎,差不多十年。”
你是否还记得记忆中最艰难的一天?当时发生了什么事?
“以前在合艾卖发酵鱼肠的时候,我把鱼肠煎熟,装进泡沫塑料盒里。我和妈妈背着弟弟妹妹,走上大约十公里,沿途卖着装在泡沫塑料盒里的鱼肠,不停地问‘要不要来点?’直到筋疲力尽。摆好摊位后,人们会过来帮忙买。感觉就像那些在路边卖花的人,你会同情他们。我以前也经历过那种被拒绝、被说‘不,谢谢’的滋味。我以前就是那样的人,被拒绝,被亲戚瞧不起。他们甚至抛弃了我的奶奶。我奶奶患有阿尔茨海默病,就住在街对面。人们不想照顾她,他们觉得烦,就把她交给我妈妈养,还说‘你把病带过来了’。我忍受着这些侮辱,他们说‘你永远考不上大学,这就是你的人生吗?’”尽管我的家人一直以来都帮助他们、支持他们,但我自己却过着艰苦的生活。这让我想到,总有一天我也会这样做,尽我所能让我的家人过上舒适的生活。
当这个孩子受到那样的对待后感到被拒绝时,他/她会对自己说什么来忍住不哭?
“我后悔拒绝那个提议吗?一开始确实后悔了,但随着时间的推移,我想,‘好吧,没关系。’我就坚持下去。最终,总会有人买我的。这就像明白,如果你试图把东西卖给不饿的人,他们是不会买的。所以为什么不去那些人们饿着肚子的地方呢?比如去那些踢足球或运动后疲惫不堪的地方?这就像在球场上实战学习。我领悟了人生的真谛。那天我卖了腌猪肉肠,自己也吃了一些。那时候,我家没钱买其他食物。有时候,我们会剩下一些腌猪肉肠,不想再卖了。所以我们就吃煎腌鱼肠或者用腌猪肉肠炒鸡蛋。我们靠这些活下去。我觉得把它们扔掉很可惜。”
全家人如何度过人生中的那个阶段?
“我和母亲经常吵架,因为她比较胆小保守。但我理解她过去的经历,正是这些经历塑造了她现在的性格。母亲对物质生活非常在意。比如,如果她只有100泰铢,她会想尽一切办法确保我有足够的钱,哪怕自己挨饿。但我总觉得不够,所以我必须想办法赚更多。我相信机会的重要性,我不会止步不前。母亲希望我去合艾的宋卡王子大学读书,但我感觉那里的机会非常有限。所以我竭尽全力来到曼谷读书。我申请了助学贷款,在金融行业打工,当班长,积极参与各种活动。只要教授邀请我参加金融比赛,我都会去。我努力结识人脉。”
最近的HYROX比赛怎么样?
“我很高兴能遇到和我一样热爱运动的人。我个人非常热爱健身;从小就是学校的运动员,精力充沛。运动让我感到无比快乐。练出六块腹肌后,我也想挑战一下自己,看看能多快达到目标。但我不会给我的搭档Ta-Wu施加压力。我得看看他能坚持多久。Ta-Wu的训练方式和我不一样,这是一种不同的体验。他领跑,我跟在后面跑,每个站点我都要承担更多的负重。我们互相帮助。到了3号站点,我甚至都抽筋了,而Ta-Wu从2号站点就一直待在那里。雪橇推拉挑战非常激烈。这是我第一次参加HYROX比赛,我希望自己能做得更好。”
你希望人们听到“越野”这个词时想到哪个词?
努力是关键。我从不放弃。我始终坚信,只要坚持尝试,就一定会进步。有些人用力过猛,却感到压力巨大,最终会觉得自己“为什么做不到?”,然后灰心丧气,放弃这条路。但我能坚持很久,因为我持之以恒,并且对未来充满期待。我是一名价值投资者;我忍受当下的质疑,是为了在未来获得财富。道理是一样的。今天,我会忍受人们的质疑,但未来,我会用实力证明自己。
点击阅读更多娱乐新闻。