เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเริ่มสดใส ม.หอการค้าไทยปรับเพิ่มจีดีพี下半年经济呈现好转迹象;泰国商会大学已上调了其GDP预测。
ม.หอการค้าไทย ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ เป็นโต 2.5% จากเดิม 2% รับอานิสงส์ลงทุนเอกชน ส่งออก แต่ยังห่วงหนี้ครัวเรือน ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.0%

# ปัญหาเชิงโครงสร้าง
# การค้าสหรัฐฯ มาตรา 301
# เศรษฐกิจแบบ K-shape
# การลงทุนจากต่างชาติ
# ความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ
# สถาบันยุทธศาสตร์การค้า
# มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
# บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
สอนลูกเรื่องเงินยังไง? กับ Sai Money Monster x ออม แม่บ้านสาธุ | Money Issue EP.72
ม.หอการค้าไทย ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ เป็นโต 2.5% จากเดิม 2% รับอานิสงส์ลงทุนเอกชน ส่งออก แต่ยังห่วงหนี้ครัวเรือน เหตุเศรษฐกิจโตยังลงไม่ถึงฐานราก กลุ่มได้ประโยชน์จำกัดเฉพาะกลุ่มไฮเทค ทำเศรษฐกิจไทยโตแบบ K ส่วนปี 70 คาดเบื้องต้นโต 2-3% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.0% แม้สถานการณ์อิหร่านปะทุแต่ยังอยู่ในแนวโน้มที่คาดการณ์ไว้ มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอลง ขณะที่ประเด็นเชิงโครงสร้างยังเป็นโจทย์สำคัญ และมาตรการปรับภาษีสรรพสามิตคาดหนุนการผลิตรถยนต์ในปีหน้า
ปรับเมืองใหม่ EEC ดึงบิ๊กเทคฯ
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการ สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยปี 69 ว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เพิ่มขึ้นเป็น 2.5% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.0% เพราะได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน ที่เร่งตัวต่อเนื่อง 5 ไตรมาส และภาคการส่งออก ที่ยังขยายตัวได้ดี และคาดว่า ปีนี้การส่งออกจะโตได้ถึง 17.8% จากเดิมคาด 8.8% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั้งปี คาดว่าอยู่ที่ 1.8%
“การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ กำลังฟื้นตัวเป็นรูปตัว K ซึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยผลประโยชน์จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ แต่ไม่กระจายลงไปถึงระดับฐานราก ขณะที่หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังสูงถึง 85.9% ถือว่าสูงสุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่”
สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังมีความไม่แน่นอนหลักที่อาจส่งผลต่อ GDP ได้แก่ ผลการไต่สวนมาตรา 301 กฎหมายการค้าสหรัฐฯ ที่กล่าวหาไทย มีกำลังการผลิตส่วนเกิน และยังไม่รู้จะประกาศอัตราภาษีนำเข้าที่จะจัดเก็บจากไทยเท่าไร, ความยั่งยืนของวัฏจักรลงทุนสินค้าไฮเทคโนโลยี, ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจากการปะทะรอบใหม่ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 69
นอกจากนี้ ยังได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 70 ในเบื้องต้นว่ามีโอกาสขยายตัวได้ 2-3% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวในช่วง 5.4-9.4% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 0.8-1.4%
โดยปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 70 ได้แก่ วัฏจักรการลงทุน AI โลก ซึ่งยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น, ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกยังแข็งแกร่ง หนุนภาคการส่งออกไทยที่พึ่งพากลุ่มเทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์หลัก, การลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ยังไหลเข้าต่อเนื่อง โดยพบว่าโครงการยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนในกลุ่มดิจิทัล, Data Center ยังอยู่ในระดับสูง, รัฐบาลเร่งอนุมัติการลงทุน ผ่าน Thailand FastPass ซึ่งช่วยดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง, การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวดี และกลับมาขยายตัวแรงขึ้น
ขณะที่ยังมีปัจจัยลบที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยปี 70 ที่ต้องติดตาม ได้แก่ เศรษฐกิจแบบ K-shape ยังยืดเยื้อ, ภาค SMEs และครัวเรือนเปราะบาง ขณะที่ภาคเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ ฟื้นตัวช้า, ความเสี่ยงจากกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ มาตรา 301 และอาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ตามมา, ความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 หรือกลุ่มเชื่อมโยงสูงกับห่วงโซ่การผลิตของจีน, หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อตึงตัว ซึ่งส่งผลกดดันต่อกำลังซื้อ และการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs, ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังไม่จบ ฯลฯ
ด้าน ดร. ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งในเดือน ก.ย. 2569 และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลอีกครั้ง แต่คาดว่าแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมองว่าสถานการณ์ได้ผ่านช่วงที่กดดันมากที่สุดไปแล้วในไตรมาส 2/2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.0% โดยเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงจากแรงส่งของการส่งออกที่แผ่วลงหลังเร่งตัวสูงในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การบริโภคยังฟื้นตัวอย่างเปราะบางภายใต้กำลังซื้อที่อ่อนแรง แม้ในไตรมาส 3/2569 จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ ด้านการลงทุนภาคเอกชนคาดว่า ยังขยายตัวในระดับสูงจาก FDI อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดผลบวกต่อ GDP และกดดันดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้อ่อนแอลง ด้านความเสี่ยง ยังคงเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ความเสี่ยงจากเอลนีโญ่และมาตรการการค้าของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า
ขณะที่ ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 1.00% จนถึงสิ้นปี 2569
กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
# 结构性问题
# 美国贸易法第301条
K型经济
# 外国投资
国际贸易风险
# 贸易战略研究所
泰国商会大学
开泰研究中心有限公司
如何教孩子理财?Sai Money Monster x 贤妻良母 Aom 倾情加盟 | 理财问题 第72期
泰国商会大学(UTCC)将今年泰国经济增长预期从之前的2%上调至2.5%,主要受益于私人投资和出口的增长。然而,该机构仍对家庭债务表示担忧,指出经济增长尚未惠及基层,目前只有高科技行业受益,导致经济增长呈现K型曲线。该机构初步预测2027年泰国经济增长率为2%-3%。尽管伊朗局势不断升级,开泰研究中心(KRC)仍维持对2026年泰国GDP增长2.0%的预测,并维持在预期范围内。该中心预计下半年经济增长将放缓,结构性问题仍是主要挑战。此外,该中心预计消费税调整将提振明年的汽车产量。
欧盟进行改革以吸引大型科技公司。
泰国商会大学贸易战略研究所所长威谦·凯颂巴特先生公布了2026年泰国经济展望。他表示,泰国商会大学经济与商业预测中心已将2026年泰国经济增长预期从之前的2.0%上调至2.5%。这一上调主要得益于过去五个季度私营部门投资的加速增长以及持续强劲的出口增长。预计今年出口将增长17.8%,高于此前预测的8.8%。全年通货膨胀率预计为1.8%。
“泰国今年的经济增长呈现K型复苏,其根源在于长期存在的结构性问题。经济效益主要集中在高科技、半导体和数字基础设施领域,但并未惠及基层民众。与此同时,家庭债务占GDP的比重仍然高达85.9%,在新兴市场国家中位居榜首。”
今年剩余时间里,可能影响 GDP 的主要不确定因素包括:美国 301 条款贸易调查的结果(该调查指控泰国产能过剩),以及将对泰国进口商品征收的未知关税税率;高科技投资周期的可持续性;中东地区冲突的再次爆发;以及 2026 年外国游客的数量。
此外,初步估计显示,到 2027 年,泰国经济将增长 2-3%,商品出口将增长 5.4-9.4%,总体通货膨胀率为 0.8-1.4%。
推动泰国经济在 2027 年发展的积极因素包括:全球人工智能投资周期持续上升;全球对电子产品的强劲需求,支撑了严重依赖技术的泰国出口部门;持续的外国直接投资 (FDI),数字和数据中心领域的投资促进申请数量众多;政府通过“泰国快速通道”(Thailand FastPass) 加快投资审批流程,不断吸引大型投资项目;以及旅游业的预计复苏,特别是中国游客数量的强劲反弹增长。
尽管仍有一些负面因素可能在 2027 年阻碍泰国经济的发展,需要密切关注,这些因素包括:持续的 K 型经济模式;中小企业和家庭的脆弱性,而农业和房地产行业复苏缓慢;美国贸易法第 301 条款和其他潜在问题带来的风险;转运问题的风险,因为泰国被列为二级市场(与中国的供应链高度相关);泰国家庭债务水平高企和信贷环境紧张,这给中小企业的购买力和融资渠道带来了压力;以及中东持续不断的冲突等等。
开泰研究中心执行研究员拉丽塔·提安普拉西特博士指出,即使美伊冲突在2026年9月再次升级,导致布伦特原油价格再次突破每桶100美元,2026年剩余时间的经济前景预计仍将与预测保持一致。她认为,局势最紧张的阶段已在2026年第二季度过去。因此,开泰研究中心维持对泰国经济增长2.0%的预测。由于上半年强劲增长后下半年出口势头减弱,泰国经济下半年增速可能放缓;尽管政府措施有望提振2026年第三季度的经济,但由于购买力疲软,消费依然脆弱。在外国直接投资的推动下,私营部门投资预计将继续保持高位增长。然而,资本货物进口的增加将限制其对GDP的积极影响,并削弱贸易和经常账户平衡。中东持续冲突仍是风险所在,这可能导致能源价格居高不下;此外,厄尔尼诺现象和美国贸易措施也带来风险。这些都是未来一段时间需要关注的因素。
与此同时,开泰研究中心有限公司研究主管 Kanjana Chokpaisalsilp 博士表示,预计泰国的政策利率将稳定在 1.00% 直至 2026 年底。
《泰叻报》编辑部。