ปชป. ดักคอ กกต. พิจารณาคดี สว. ต้องตรงไปตรงมา เตือนเลือกปฏิบัติเจอฟ้อง 157 ศาลอาญาทุจริตฯ民主党(DP)警告选举委员会公平公正地处理参议院案件,并警告说,歧视行为可能导致根据第 157 条在反腐败法院提起诉讼。
“อภิสิทธิ์” ดักคอ กกต. คดีเลือก สว. 14 ก.ย. ต้องยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา เตือนหากเลือกปฏิบัติเจอฟ้อง ม.157 หนุนฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เตือนใช้ดุลพินิจ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยจะกลายเป็น “ผลไม้พิษ”

“อภิสิทธิ์” ดักคอ กกต. คดีเลือก สว. 14 ก.ย. ต้องยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา เตือนหากเลือกปฏิบัติเจอฟ้อง ม.157 หนุนฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เตือนใช้ดุลพินิจ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยจะกลายเป็น “ผลไม้พิษ”
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า วันที่ 14 กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครทำผิดแต่จะต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาวุฒิสภา โดยย้ำเตือนให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และยึดบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยมีมาข้อพิจารณาทางกฎหมายและบรรทัดฐานศาลฎีกา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 บัญญัติชัดเจนว่าครอบคลุมทั้ง “ผู้สมัครหรือผู้ใด” ที่กระทำการทุจริตหรือรู้เห็นให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ได้จำกัดแค่ตัวผู้สมัครเท่านั้น
นอกจากนี้ กฎหมายยังใช้คำว่า “ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา” ซึ่งหมายความว่าเป็นหน้าที่บังคับตามกฎหมาย เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด กกต. จะต้องยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งยังต้องพิจารณาประกอบกับมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน ในการสนับสนุน สว. ก็มีความผิด หรือผู้สมัครใดที่ยินยอมให้คนของพรรคการเมืองเข้าไปช่วยเหลือก็มีความผิด และมาตรา 77 เรื่องการซื้อเสียง จัดเลี้ยง หรือเสนอผลประโยชน์ด้วย ซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตนเองย้ำเรื่องนี้เพราะในวันที่ 14 กันยายน มีความพยายามที่จะทำให้ประเด็นของการพิจารณาไม่ครอบคลุมทั้งมาตรา 62 และมาตรา 77
นายอภิสิทธิ์ยังชี้ให้เห็นบรรทัดฐานในคดีเลือก สว. ที่ผ่านมา ทั้งของ กกต. และศาลฎีกา ซึ่งเคยตัดสินเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในหลายกรณี ทั้งกรณีการติดต่อแลกเปลี่ยนคะแนนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ การจับคู่เสนอตำแหน่ง การโอนเงิน หรือแม้แต่การส่งข้อความขอคะแนนเสียง ซึ่งศาลฎีกาชี้ว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ผู้สมัครเลือกจากประวัติและความรู้ความสามารถอย่างเป็นอิสระ
นายอภิสิทธิ์ยังเตือนว่า หาก กกต. ปฏิเสธการยึดถือบรรทัดฐานเดิม จะเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติหรือการทำงานแบบ 2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะ กกต. 4 คน ได้รับการเห็นชอบมาจาก สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดี ตามหลักนิติธรรมผู้มีส่วนได้เสียไม่ควรลงมติ แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องประชุม ทางออกที่ถูกต้องคือ กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาตัดสิน แต่หากผลการพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน ออกมาในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์พร้อมประสานข้อมูลและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายคือกลุ่ม สว. สำรอง เพื่อยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อ กกต. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาเปิดช่องให้ฟ้องร้ององค์กรอิสระได้ แต่ตนเองเชื่อว่ายังไงวันที่ 14 กันยายนนี้ก็ไม่จบ เพราะหากส่งศาลวินิจฉัยก็ต้องไปรอศาล แต่ถ้าไม่ส่งก็ไม่จบเหมือนกัน ผู้เสียหายก็คงดำเนินคดีกับการไม่ยึดเอาบรรทัดฐานเดิมซึ่งเคยใช้ถือเป็นการทำผิดกฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่าในการอภิปรายในสภาเมื่อวาน มีความพยายามของผู้ที่จะปกป้อง โดยใช้คำว่าเกิดผลไม้พิษ จากต้นไม้พิษที่มาจากการเริ่มต้นการสอบสวนที่ไม่ชอบ
ซึ่งตนเองเห็นว่า คนที่พูดทำไมไม่ดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้เคยมีคำวินิจฉัยรองรับกระบวนการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีของนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ศาลมีคำวินิจฉัยไว้ชัด ว่ากระบวนการของการดำเนินการคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ไม่ได้มีอะไรผิด ก็ควรที่จะยึดถือแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตรงกันข้าม หาก กกต. ใช้ดุลพินิจแบบ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. เองนั่นแหละที่จะกลายเป็น “ผลไม้พิษ” และไม่ใช่ผลไม้ธรรมดา แต่จะเป็นโรคติดต่อเพราะเป็นตัวทำลายระบบการเมืองเปรียบเหมือนเป็นการล้มล้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ต้องการให้ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ใช่ให้นักการเมืองเข้าไปครอบงำกลไกที่จะมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้
ส่วนจะร่วมกับพรรคประชาชนในการทวงคืนความเป็นธรรมและตรวจสอบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันแต่เคยคุยกันเมื่อตอนประสานงานกับฝ่ายค้านและก็พูดถึงช่องทางของกฎหมายแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่องทางเดียวกันหรือไม่ ขณะเดียวกันเรื่องนี้เริ่มต้นจากผู้เสียหาย กลุ่ม สว.สำรอง ได้ยื่นตรวจสอบ และต่อมาทั้งภาคประชาชนและพรรคประชาชนได้พยายามชี้ให้สังคมเห็นว่าจากการทำงานของอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ก็เกิดข้อเท็จจริงมากมาย และเราก็ทราบว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ใช่แค่ สว. แต่มีบุคคลในพรรคการเมืองร่วมอยู่ด้วยและทำเป็นขบวนการ จากรูปแบบและแผนการที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ มีลักษณะที่เหมือนกันอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่าการกระทำดังกล่าวมิใช่เหตุเกิดขึ้นโดยลำพัง แต่ต้องมีศูนย์กลางหรือผู้บัญชาการสั่งการอยู่เบื้องหลังอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการรวมตัวของภาคประชาชนในการทำกิจกรรมวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนนี้ ต้องขอบคุณภาคประชาชนที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องความถูกต้อง แม้จะมีความพยายามปิดปากด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงมีความพยายามที่จะลงโทษเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยเห็นว่าทุกฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนหรือพรรคการเมือง ต่างมีจุดร่วมเดียวกันคือการสู้เพื่อความยุติธรรมและความถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันความพร้อมที่จะเดินหน้าช่วยเหลือผู้เสียหายทางกฎหมาย หากท้ายที่สุด กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่วนกรณีคำร้อง 229 คน หาก กกต. มีมติส่งฟ้องเพียงบางส่วนหรือไม่ครบทั้งหมด ก็จะต้องขอรับฟังเหตุผลและพิจารณารายละเอียดในคำวินิจฉัยของ กกต. ก่อนอย่างรอบคอบ
阿披实警告选举委员会,9月14日的参议院选举案必须遵循最高法院的先例,并指出歧视性做法可能导致触犯《刑法》第157条。他支持向反腐败法院提起诉讼,并警告不要在自由裁量权方面采用双重标准,称该裁决可能“结出毒果”。
2026年9月11日上午10点,在民主党新闻发布厅,该党领袖阿披实·维乍集瓦先生就选举委员会即将审议有关参议员选举的请愿书一事发表讲话。他指出,选举委员会在14日并非最终裁决者,但必须根据宪法和参议员选举相关法律履行职责。他强调,选举委员会必须秉持诚实正直的原则,依法行事,并遵守最高法院以往的裁决和法律先例。
阿披实先生进一步指出,《参议院成员资格取得组织法》第 62 条明确规定,该条涵盖“候选人或任何”实施欺诈或串谋确保选举不诚实或不公平进行的人员,而不仅仅局限于候选人本身。
此外,该法律使用了“委员会应向最高法院提起诉讼”的措辞,这意味着这是一项强制性的法律义务。当有可信的犯罪证据时,选举委员会必须毫无例外地向最高法院提起诉讼。这还必须与第76条结合起来考虑,该条涉及政党协助或支持参议员,以及任何允许政党成员协助其的候选人。第77条涉及买票、提供餐饮或利益,所有这些都违反了选举法。我强调这一点是因为9月14日曾有人试图确保上述考虑不会同时涵盖第62条和第77条。
阿披实先生还指出,选举委员会和最高法院在以往的参议院选举案件中都曾做出过类似判决,多次撤销候选人的参选资格。这些案件包括通过LINE应用程序交换选票、为候选人匹配职位、进行金钱转账,甚至发送拉票信息。最高法院裁定,这些行为构成对其他候选人的不公平优势,违反了宪法的精神。宪法旨在确保候选人能够根据其背景和能力独立当选。
阿披实先生还警告说,如果选举委员会拒绝遵守既定标准,将构成歧视或双重标准,违反《刑法》第157条。这是因为四名选举委员会成员是由本案被告——现任参议员——批准的。根据法治原则,既得利益者不应投票支持该决定。然而,由于法律规定必须召开会议,正确的做法是选举委员会将此事提交最高法院裁决。但如果9月14日的决定被认定为非法,民主党准备向受影响的参议员提供信息和法律援助,以便他们在中央刑事法院(反腐败和渎职法院)对选举委员会提起诉讼。最高法院的裁决为起诉独立组织提供了途径。不过,他认为9月14日的决定并非最终结果,因为将此事提交法院需要法院裁决,但不提交法院也无法终结此事。受害方可能会对欧盟委员会提起诉讼,指控其未遵守既定标准,违反了法律。
阿披实先生还表示,在昨天的议会辩论中,一些试图为政府辩护的人使用了“毒树上的毒果”这一说法,指的是调查启动不当。
我认为发表这些言论的人应该重新审视宪法法院的裁决。在普姆塔姆·韦查亚猜先生和塔维·索松警上校的案件中,宪法法院的裁决支持了特别调查部(DSI)的工作。法院明确裁定,第26届特别调查委员会的程序并无不当。因此,宪法法院的裁决应当得到维护。反之,如果选举委员会(EC)采取双重标准,其自身的裁决就会变成“毒果”,而且不仅仅是普通的毒果,而是一种会摧毁政治体系的传染病。这如同破坏以国王为国家元首的宪法精神和民主制度,而该制度旨在建立一个权力制衡的民主政治体系,防止政客垄断监督国家权力行使的机制。
关于他是否会与人民党合作寻求正义和开展调查,阿披实先生表示,他们尚未就此进行讨论,但在与反对党协调期间曾提及此事,并提及了法律途径,但他不确定这些途径是否相同。他补充说,此事始于一群后备参议员(即受害者)提出调查请求。随后,公众和人民党都在努力向社会表明,第26届小组委员会的工作已经揭露了许多事实。他还指出,被指控的不仅是参议员,还有来自不同政党的个人,他们参与了一项有组织的阴谋。在多个领域观察到的模式和计划具有明显的相似之处,这表明这些行为并非孤立事件,而是由幕后核心人物或指挥官精心策划的。这是一个至关重要的事实,需要对此案进行全面的法律调查。
阿披实先生于9月13日星期日向民间团体集会发表讲话。他感谢公众挺身而出,为正义而战,尽管有人试图通过诉讼压制他们的声音,并惩罚那些诚实公正地处理此案的特别调查局官员。他指出,目前所有参与动员的各方,无论是民间团体还是政党,都拥有一个共同的目标:争取正义和法治。
至于民主党的立场,他们重申,如果选举委员会最终的裁决不符合法律精神,他们随时准备为受害者提供法律援助。关于针对229人的投诉,如果选举委员会决定只起诉部分或全部投诉人,民主党需要在做出任何决定前,认真听取相关理由并仔细考虑选举委员会裁决的细节。