"ฤทธิรงค์ - น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ความยุติธรรมไทย“Rittirong 和 Nong Mey”是刑事案件的受害者,他们正在泰国“重新获得”正义的道路上。
“ความยุติธรรม ก็คงเหมือนผี ทุกวันนี้เราเชื่อว่ามีผี แต่เราไม่เคยเห็นผี ผมพยายามเดินตามหามาตลอด แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้พบคือ คำพิพากษาฎีกา อย่างน้อยมันเป็นแสงหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า เราได้เจอความยุติธรรมแล้ว” คำกล่าวของ “สมศักดิ์ ชื่นจิตร” บิดา

“ความยุติธรรม ก็คงเหมือนผี ทุกวันนี้เราเชื่อว่ามีผี แต่เราไม่เคยเห็นผี ผมพยายามเดินตามหามาตลอด แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้พบคือ คำพิพากษาฎีกา อย่างน้อยมันเป็นแสงหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า เราได้เจอความยุติธรรมแล้ว”
คำกล่าวของ “สมศักดิ์ ชื่นจิตร” บิดา “ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร” เหยื่อที่ถูกกลุ่มตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 7 นาย ควบคุมตัวและซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพในคดีชิงทองคำที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้กระทำเมื่อปี 2552 กระทั่งเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชดใช้ค่าเสียหาย รวมกว่า 4 ล้านบาท และให้เพิกถอนประวัติอาชญากรรมพร้อมลายพิมพ์นิ้วมือของ “ฤทธิรงค์” ออกจากฐานข้อมูลทะเบียนอาชญากรรม ถือเป็นปัจฉิมบทของการต่อสู้ทางคดี
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2552 ขณะนั้น “ฤทธิรงค์” กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างเดิน ทางกลับบ้านได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 7 นาย จับกุมพร้อมทำร้ายร่างกาย และใช้ถุงดำคลุมศีรษะหนาถึง 4 ชั้น เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นผู้กระทำ หลังจาก “ฤทธิรงค์” หลบหนีการจับกุมมาได้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ครอบครัว ต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม
ระหว่างเส้นทางต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมนั้น บาดแผลจากการถูกกระทำได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งโรคดังกล่าว เป็นภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้น หลังจากบุคคลนั้น เผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ รุนแรง หรือภัยคุกคามชีวิต
แม้ครอบครัวของ “ฤทธิรงค์” จะพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์และทวงคืนความเป็นธรรมให้กับลูกชาย แต่หลายครั้งกลับพบว่า ฝ่ายคู่กรณีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐได้พยายามสกัดกั้นทุกช่องทาง ประหนึ่งต้องการให้ “ฤทธิรงค์” ตกเป็นแพะซ้ำซาก
เหตุการณ์ครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อลูกชายถูกชี้ตัวเป็นผู้ก่อเหตุชิงทรัพย์ “สร้อยคอทองคำ” น้ำหนัก 3 บาท จนตกเป็นผู้ต้องหา หลังเริ่มต่อสู้กลับต้องเผชิญคดีตามมากลายเป็นจำเลยในคดีอาญา ในครั้งนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุก 5 ปี ครอบครัวจึงต้องเดินหน้าต่อสู้ต่อ เพราะหากยอมถอย เท่ากับต้องปล่อยให้ลูกชายเข้าเรือนจำ
“แต่เดิมผม ไม่ได้มีความรู้ด้านกฎหมาย ทำอาชีพช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ เพราะเรียนจบแค่ชั้น ป.7 ดังนั้นการต่อสู้คดีทั้งหมดจึงเป็นลักษณะ “สู้ไปพลาง ศึกษาไปพลาง” และแก้ปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”
ครั้งแรกได้เดินทางไปยัง สภ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เพื่อเข้าแจ้งความกรณีลูกชายถูกทำร้าย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อาศัยอยู่ แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่สามารถรับเรื่องได้ เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่เกิดเหตุ จึงต้องเดิน ทางไปที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี จุดเกิดเหตุ โดยเข้าใจว่าหลังแจ้งความแล้ว พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีและส่งต่อให้อัยการเพื่อนำขึ้นสู่ศาล แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” เรื่องกลับถูกส่งไปยัง ป.ป.ท. ทั้งที่เหตุเกิดในปี 2552 หากได้รับหนังสือแจ้งเมื่อปี 2558 ว่ามีการยุติเรื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องเรียนรู้กระบวนการทางกฎหมายด้วยตัวเอง
สำหรับคดีดังกล่าว ตำรวจถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า ทำร้าย “ฤทธิรงค์” และศาลจะรับฟังว่าเขาถูกทำร้ายจนได้รับผลกระทบ แต่มีการรอการลงโทษ โดยศาลพิจารณาถึงวิชาชีพของจำเลยเป็นคุณ ซึ่ง “สมศักดิ์”ในฐานะบิดา ไม่เห็นพ้อง จึงยื่นอุทธรณ์
“ผมมองว่า เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้รู้กฎหมายและมีหน้าที่นำกฎหมายมาใช้เพื่อประโยชน์และคุ้มครองประชาชน แต่กลับนำอำนาจดังกล่าวมาใช้ทำร้ายหรือบังคับประชาชนให้รับสารภาพ จึงยิ่งไม่ควรนำวิชาชีพมาเป็นเหตุบรรเทาโทษ”
อย่างไรก็ตาม ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และทางครอบครัวไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา จึงรู้สึกติดค้างอยู่ในใจ และเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นจึงเป็นที่มาของการตัดสินใจ “ใช้สิทธิฟ้องคดี” ด้วยตัวเอง
หนึ่งในชนวนเหตุการณ์สำคัญ คือกรณีเจ้าหน้าที่ 1 ใน 7 คน ซึ่งครอบครัวกล่าวหาว่าทำร้าย “ฤทธิรงค์” ระหว่างนำตัวไปค้นหา “ทองคำ” ของกลาง แต่ไม่พบ โดยศาลเห็นว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นความผิดลหุโทษและคดีขาดอายุความ เนื่องจากเหตุเกิดปี 2552 แต่มีการฟ้องในปี 2558 จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวกลับมาฟ้องลูกชายในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท
ครอบครัวจึงยื่นอุทธรณ์ ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ต่อมาคู่กรณียื่นฎีกา และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ส่งผลให้ลูกชายไม่มีความผิด
ผู้เป็นพ่อ ระบุว่า ในช่วงที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา เคยมีการนำคดีที่ฟ้องลูกชายมาต่อรองให้ครอบครัวถอนคดีหลัก แลกกับการถอนคดีที่ฟ้องลูกชาย แต่ตนปฏิเสธและยืนยันต่อสู้ต่อไป และเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นลักษณะของ “การฟ้องปิดปาก” จากผู้ที่เคยตกเป็นผู้ต้องหา กลับต้องกลายเป็นจำเลยซ้ำอีกครั้ง
“ไม่มีประชาชนตาดำๆ คนไหนอยากลุกขึ้นมาฟ้องเอง เพราะมันยาก และสิ่งที่ต้องเตรียมรับอีกอย่างคือแรงกระแทกจากการถูกฟ้องกลับ ยิ่งกรณีของผมฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งต้องรู้ว่าแรงกระแทกกลับมาแน่นอน”
เมื่อถามถึงการต้องต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐและอิทธิพลที่มีอำนาจมากกว่าประชาชนธรรมดา นายสมศักดิ์ ระบุว่า สิ่งเดียวที่ยึดถือมาตลอดคือ “ถ้าเรากลัว เราก็แพ้” จึงต้องสลัดความกลัวออกจากชีวิต เพราะเวลานั้นไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการปกป้องครอบครัว และหากรู้ว่าการต่อสู้จะมีปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด ก็อาจยอมแพ้ตั้งแต่ต้น
“ตอนนั้นผมรู้ว่ากำลังสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ผมเห็นว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมีอิทธิพลเชื่อมโยงอยู่ในพื้นที่ และไม่รู้หรอกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อเดินเข้าไปเรื่อย ๆ มันจะเห็นช่องไฟที่ปลายอุโมงค์ แม้เป็นแสงนิดเดียว แต่เมื่อเห็นแล้ว ก็ต้องเดินให้ถึง นั่นคือ สิ่งที่เติมพลังให้ผมมาตลอด 17 ปี”
ตลอดระยะเวลา 17 ปี ที่ผ่านมา สมศักดิ์ บอกจำไม่ได้ว่าฟ้องร้องตำรวจและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปกี่คดี หรือเดินทางขึ้นศาลกี่ครั้ง แต่สิ่งที่ไม่เคยลืม คือ มีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับลูกชายจำนวน 22 คำพิพาษา โดยคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ถือเป็นคำพิพากษาฉบับที่ 22 และเป็นปลายทางของการต่อสู้ โดยศาลได้พิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชำระเงินกว่า 4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ม.ค. 2552 ถึงวันที่ 10 เม.ย. 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
“17 ปีที่สูญเสีย ไม่คุ้มค่า... เพราะเงินทั้งหมดไม่สามารถแลกกับความรู้สึก ความเหนื่อยยาก การถูกข่มขู่คุกคาม รวมถึงความเจ็บป่วยของลูกชายที่ได้รับผลกระทบจากโรค PTSD ได้”
สมศักดิ์ เปรียบอาการของ “ลูกชาย” เหมือนแผ่นซีดีที่เกิดรอย แม้จะพยายามเช็ดให้กลับมาใช้งานได้ แต่บางช่วงก็ยังสะดุด และไม่มีทางกลับไปเป็นแผ่นใหม่เหมือนเดิม
นอกจากนี้ การต่อสู้ในแต่ละคดียังมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ตั้งแต่ค่าดำเนินคดี ค่าเดินทาง ค่าคัดเอกสาร เนื่องจากสำนวนแต่ละคดีไม่ได้มีเพียง 3-5 หน้า แต่บางสำนวนมีเอกสารหลายร้อยแผ่น ซึ่งจำเป็นต้องคัดทั้งหมดเพื่อไม่ให้รายละเอียดสำคัญตกหล่นจากการต่อสู้
แม้จะไม่คุ้มค่าสิ่งที่สูญเสีย แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกชื่นใจ คือ ประเด็น “การลบประวัติอาชญากร” เพราะ ก่อนหน้านี้ แม้ลูกชายจะพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว แต่ข้อมูลและลายพิมพ์นิ้วมือก็ยังถูกเก็บไว้ในระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครอบครัวจึงต่อสู้เรียกร้องให้นำข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบและทำลายลายพิมพ์นิ้วมือ
ที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก่อนที่วันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบและทำลายลายพิมพ์นิ้วมือ
คำพิพากษาดังกล่าว ไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับครอบครัว แต่ถือเป็นคุณูปการกับผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีหรือบันทึกประวัติ แต่หลังสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็สามารถนำคำพิพากษาคดีของตัวเองไปประกอบการเรียกร้องขอคืนสิทธิและลบประวัติออกจากระบบได้ จึงถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้สังคมเห็นว่า หากบุคคลไม่ได้กระทำความผิดและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้แล้ว ก็ไม่ควรต้องถูกตีตราด้วยประวัติอาชญากรต่อไป ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังเป็นหนึ่งในคดีที่ทำให้เกิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
“สิ่งที่น่ากลัวคือ อำนาจ หากเป็นเอกชนอาจเรียกว่าอิทธิพล แต่เมื่อเป็นอำนาจรัฐ การที่ประชาชนจะเข้าไปต่อสู้เป็นเรื่องยาก และอาจต้องผ่านอุปสรรคหลายชั้นกว่าจะเดินไปถึงปลายทาง...และความยุติธรรมก็ไม่ต่างจากผี ทุกคนเชื่อว่ามีอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้พบเห็น” สมศักดิ์ เปรียบเปรยทิ้งท้าย
แม้บางครอบครัวจะมีโอกาสได้รับความยุติธรรมบ้างแล้ว แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของ “น้องเมย” หรือ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันภายในโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 จนนำไปสู่การต่อ สู้ทางคดีและเรียกร้องความยุติธรรมยาว นานกว่า 9 ปี ยังมาไม่ถึง
ทั้ง ๆที่ “ครอบครัวตัญกาญจน์” ได้พยายามใช้ทุกช่องทางของกฎหมายในการร้องเรียน แต่ยังติดเรื่องข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญ ไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุบุคคลในครอบครัวไม่ได้รับราชการทหาร จึงไม่มีอำนาจในศาลทหาร และไม่สามารถร่วมในโจทย์ได้ เนื่องจากทุกอย่างต้องผ่านอัยการทหาร
น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด มองว่า คดีดังกล่าวยังมีจุดอ่อนใน 2 ประเด็น คือ มีการกระทำความผิด 2 ครั้ง ครั้งแรก 1 เป็นการทำร้ายร่างกายน้องเมย แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต หลังจากนั้นอีกประมาณ 2-3 เดือน พบข้อมูลว่า มีการทำร้ายน้องเมยอีกครั้ง จนเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต
“เท่าที่ทราบ อัยการทหาร และ ศาลทหาร ดำเนินคดีเพียงการกระทำครั้งแรก ซึ่งประชาชนผู้เสียหาย และ ญาติผู้เสียหายไม่สามารถเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมได้ จุดนี้ทำให้คนทั่วไปหลงเข้าใจว่า คดีถึงสุด เพราะไม่อาจเห็นความเป็นไปของคดีได้ อีกทั้งยังไม่ทราบว่า มีการดำเนินคดี แค่การทำร้ายในครั้งที่ 1 แต่ไม่ได้ดำเนิน คดีการทำร้ายในครั้งที่ 2”
ในฐานะอัยการมองว่า การกระทำที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำคนละส่วนกัน แม้จะมีการฟ้องคดีการทำร้ายในครั้งที่ 1 ไปแล้ว ก็สามารถฟ้องในประเด็นการทำร้ายร่างกายในครั้งที่ 2 ได้ เพราะเหตุเกิดคนละวัน เวลา สถานที่ นับเป็นคนละเหตุการณ์ หรือคนละกรรม จึงสามารถฟ้องคดีใหม่ได้ ตามกฎหมายทหารเดิมจะต้องเป็นอัยการทหารเท่านั้น ที่สามารถฟ้องร้องได้ แต่หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบ ร่างพ.ร.บ.ธรรมนูญ ศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา
หัวใจสำคัญของกฎหมายการฟ้องคดีฉบับนี้ คือ การเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเป็นโจทก์ฟ้องในศาลทหารได้ ทั้งในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติ อีกทั้งยังมีสิทธิอุทธรณ์ ในสภาวะไม่ปกติที่ไม่ใช่สภาวะสงคราม ผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงโครงสร้าง โดยให้ยกเลิกศาลจังหวัดทหารออกจากเขตอำนาจศาลทหารชั้นต้น และปรับปรุงอำนาจการวางระเบียบของเจ้ากรมพระธรรมนูญให้ครอบคลุมเฉพาะอัยการทหาร ซึ่งหากมีการประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว กฎหมายฉบับนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาลทหารได้โดยตรง และประเด็นนี้ ทำให้ครอบครัวน้องเมยสามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีในการกระทำครั้งที่ 2 ได้อีก และไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำ เพราะเป็นการกระทำความผิดในวัน เวลา สถานที่ และสาเหตุแห่งการตายแตกต่างกัน
รายงานโดย : พลอยพรรณ คล่องแคล่ว ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม ไทยพีบีเอส
กทม.เร่งค้นหาจุดรั่วท่อน้ำมัน 24 ชม. ยังไม่พบจุดรั่วที่ชัดเจน เล็งขุดเจาะต่อถึงแนวรถไฟ
ราคา“ทองคำ” เช้านี้ -650 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 68,700 บาท
เกิดไม่ทัน! ห้องเรียนสหรัฐฯ สอนเหตุ 9/11 อย่างไร เมื่อเด็กไม่มีความทรงจำร่วม
นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์
น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
“正义就像幽灵。如今我们相信幽灵的存在,却从未见过它们。我一生都在追寻它,但最终,我找到的只是最高法院的判决。至少它像一束光,让我知道我们找到了正义。”
这是里提隆·楚恩吉特(Rittirong Chuenjit)的父亲颂萨·楚恩吉特(Somsak Chuenjit)的话。里提隆·楚恩吉特于2009年被巴真武里市警察局的七名警员拘留并遭受酷刑,被迫承认一起他并未犯下的黄金抢劫案。2026年8月31日,最高法院裁定泰国皇家警察必须支付超过400万泰铢的赔偿金,并且必须从犯罪记录中删除里提隆的犯罪记录和指纹。这标志着他这场法律斗争的最终篇章。
“Rittirong 和 Nong Mey”是刑事案件的受害者,他们正在泰国“重新获得”正义的道路上。
2009年1月28日,当时还是高中生的里蒂隆在回家途中被巴真府警察调查科的七名警察逮捕并殴打。他们还用四层黑色塑料袋蒙住他的头,逼迫他承认抢劫罪,尽管他是无辜的。里蒂隆逃脱逮捕后,这成为了他家人为他伸张正义的起点。
在她争取正义的过程中,遭受虐待的创伤使她从一名高中生变成了一名患有创伤后应激障碍 (PTSD) 的病人。PTSD 是一种精神健康疾病,在个人经历创伤性、暴力或危及生命的事件后出现。
尽管里蒂隆的家人一直努力证明他的清白,并为他们的儿子寻求正义,但他们却屡次发现,作为政府官员的对方当事人想方设法阻挠他们,仿佛想让里蒂隆再次成为替罪羊。
第一件事是他们的儿子被认定为一起抢劫案的嫌疑人,该案涉及一条价值3泰铢的金项链。在抗辩之后,他反而成了刑事案件的被告。下级法院判处他五年监禁。这家人不得不继续抗争,因为放弃就意味着让儿子坐牢。
“起初,我对法律一窍不通,只读到小学七年级,所以只能靠修理摩托车为生。因此,打这场官司完全是‘边打边学’,边做边解决遇到的问题。”
第一次,我前往我居住地巴真府的班桑警察局报案,因为我儿子在那里遭到殴打。然而,警官告诉我,由于事发地点不在班桑警察局,他们无法受理此案。因此,我不得不前往事发地巴真府的府城警察局。我当时以为,报案后,调查人员会着手调查,并将案件移交检察官。然而,由于被告是“政府官员”,尽管事发于2009年,案件却被移交给了国家反腐败委员会(NACC)。2015年,我收到通知,称此案已结案。这件事迫使我亲身经历了法律程序。
本案中,警官被控殴打里蒂隆,法院认定里蒂隆确实受到了伤害并承担了后果,但判处缓刑。法院对被告的职业给予了有利的考量,里蒂隆的父亲颂萨对此表示异议,并提起上诉。
“我相信政府官员精通法律,并有责任为了公众的利益和保护公众而运用法律。然而,他们滥用权力伤害他人或胁迫他人认罪。因此,他们的职业不应成为减轻处罚的情节。”
然而,上诉法院后来维持了原判,该家庭被禁止向最高法院上诉。他们感到愧疚,又别无选择,只好决定“行使自己的诉讼权”。
其中一件关键事件涉及七名官员中的一人,里蒂隆的家人指控他们在搜寻被盗黄金的过程中殴打了里蒂隆。法院裁定该行为属于轻罪,且由于事件发生在2009年,而诉讼是在2015年提起,因此已超过诉讼时效。法院因此宣告该官员无罪。然而,该官员后来起诉里蒂隆的儿子,指控其提交虚假投诉并作伪证,导致下级法院判处其五年监禁并处罚金10万泰铢。
该家庭提起上诉,上诉法院推翻了下级法院的判决,驳回了此案。随后,对方当事人向最高法院提起上诉,最高法院维持了上诉法院的判决,最终判决被告之子无罪。
这位父亲表示,在审判过程中,对方利用针对他儿子的诉讼作为筹码,试图迫使他们放弃主要案件,以此换取撤销对他儿子的诉讼。但他拒绝了,坚持继续抗争。他认为这是一种“反舆论策略诉讼”(SLAPP),即曾经的嫌疑人再次成为被告。
“普通公民都不愿意自己提起诉讼,因为这很困难。而且,还要做好应对反诉的准备。尤其是我这种情况,起诉的是政府官员,我知道肯定会遭到强烈的反对。”
当被问及不得不与政府官员和那些比普通公民拥有更大权力的人作斗争时,颂萨先生表示,他始终坚信的一点是:“如果我们害怕,我们就会失败。” 因此,他必须克服恐惧,因为在当时,没有什么比保护家人更重要。如果他早知道这场斗争会困难重重,他或许一开始就会放弃。
“当时,我知道自己是在与滥用职权、与当地权贵勾结的政府官员作斗争。我不知道该如何解决这个问题。但随着我坚持下去,我看到了隧道尽头的一丝希望。即使只是微弱的光亮,一旦看到,我就必须继续前进。正是这种信念激励着我走过了过去的17年。”
索姆萨克说,过去17年里,他记不清自己对警方和相关人员提起过多少次诉讼,也记不清自己上过多少次法庭。但他始终没有忘记与他儿子有关的22项法院判决。2026年8月31日最高法院的判决是第22项判决,也是这场法律诉讼的最终裁决。法院责令泰国皇家警察向原告支付超过400万泰铢的赔偿金,并自2009年1月28日至2021年4月10日按年利率7.5%计息,自2021年4月11日起按年利率5%计息,直至全部款项付清为止。
“十七年的失去是得不偿失的……因为所有的钱都无法弥补我儿子所遭受的痛苦、磨难、威胁和骚扰,以及他患上创伤后应激障碍的疾病。”
Somsak 将他儿子的病情比作一张刮花的 CD;即使你尝试清洁它使其再次可用,某些部分仍然会跳针,而且没有办法将其恢复到原来的全新状态。
此外,每起案件的诉讼都会产生巨额费用,包括律师费、差旅费和文件检索费等。这是因为案件卷宗并非只有三五页,有些甚至包含数百页文件,所有文件都需要复印,以确保在诉讼过程中不会遗漏任何关键细节。
尽管失去亲人令人痛心,但仍有一件令人欣慰的事:那就是“删除犯罪记录”。此前,即使证明了儿子的清白,他的个人信息和指纹仍然保存在国家警察局的系统中。因此,这家人努力争取将这些信息从系统中删除,并销毁指纹。
此前,下级法院驳回了此案,上诉法院维持了原判。随后,在2026年8月31日,最高法院裁定泰国皇家警察必须从系统中删除数据并销毁指纹。
这项判决不仅对受害者家属意义重大,也惠及那些曾被起诉或有犯罪记录但后来证明清白的人。他们可以利用这项判决来维护自身权益,并从系统中删除犯罪记录。这为社会树立了先例,表明如果一个人无罪且被证明没有犯罪,就不应该因犯罪记录而蒙受污名。同时,此案也是促成《佛历2565年(公元2022年)防止和制止酷刑和强迫失踪法》(简称《强迫失踪法》)颁布的因素之一。
“真正可怕的是权力。在私下里,它或许可以被称为影响力,但当它是国家权力时,公民很难争取它,他们可能需要克服许多障碍才能最终获胜……而正义就像一个幽灵;每个人都相信它存在,但并非每个人都有机会见到它,”颂萨克用一个比喻总结道。
虽然有些家庭有机会得到公正的判决,但“农梅”(Nong Mey,又名帕卡蓬·坦亚坎学员)的案件,这位泰国皇家武装部队学院一年级学员于 2017 年 10 月 17 日在学院内突然死亡,引发了一场持续 9 年多的法律诉讼和争取正义的斗争,至今仍未得到公正的判决。
尽管坦亚坎一家尝试通过一切可行的法律途径寻求法律救济,但由于《军事法》的限制,他们的诉讼之路举步维艰。由于家中无人服役,他们对军事法庭没有管辖权,无法作为原告参与诉讼,所有程序都必须由军事检察官进行,因此他们无法继续推进诉讼。
总检察长办公室的特别专家检察官南泰·米布萨朗认为,此案在两个方面存在漏洞:首先,这是两起独立的犯罪;第一起涉及对农梅的身体攻击,但并未导致其死亡;其次,大约 2-3 个月后,有消息称农梅再次遭到袭击,导致其死亡。
据我所知,军事检察官和军事法庭只对第一次犯罪行为提起诉讼。受害者及其家属无法作为共同原告参与诉讼。这导致公众误以为案件已经结案,因为他们看不到案件的进展。此外,他们也不知道只有第一次袭击事件被起诉,而第二次袭击事件并未被起诉。
从检察官的角度来看,这两起事件是独立的。即使针对第一次袭击的诉讼已经提起,但由于第二次袭击发生在不同的日期、时间和地点,因此可以就第二次人身攻击提起诉讼。所以,这被视为独立的事件或罪行,可以提起新的诉讼。根据旧的军事法,只有军事检察官才能提起此类诉讼。然而,在众议院于2026年9月2日三读通过《军事法庭法(修正案第…号)》草案后,情况发生了改变。
这项诉讼法的核心在于赋予普通公民在正常和非正常情况下向军事法庭提起诉讼的权利。此外,它还赋予了上诉权;在非战时情况下,受害者可以对判决提出上诉。
此外,该法律体系已进行改革,将省级军事法庭从初审军事法庭的管辖范围中移除,并修订了军法署的监管权限,使其仅涵盖军事检察官。该法律一旦在皇家公报上公布并生效,将允许受害者直接向军事法庭提起诉讼。尤其值得一提的是,这将使农梅的家人能够就同一罪行提起第二次诉讼,而不会被视为双重危险,因为犯罪行为发生在不同的日期、时间、地点,且死因也不同。
报道人:泰国公共电视台犯罪记者 Ploypan Khlongklaew。
曼谷当局正在昼夜不停地紧急搜寻输油管道泄漏点,但尚未找到明确的泄漏点。他们正在考虑继续向铁路方向钻探。
今天早上黄金价格下跌了650泰铢。装饰性黄金售价为68700泰铢。
生不逢时!当孩子们没有共同的记忆时,美国的课堂该如何教授9/11事件?
学员帕克蓬·坦亚坎
南泰是一位备受尊敬、品德高尚的检察官,专攻公法。