พญามังกรครองน่านฟ้า ส่องเครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 Chengdu J-20 Mighty Dragon雄龙主宰天空:聚焦第五代隐形战斗机——成都歼-20雄龙。
เครื่องบินรบ J-20 ของจีนแม้จะยังคงเป็นความลับดำมืด แต่นี่คือศักยภาพของกองทัพอากาศจีน ที่จะเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารอันน่าเกรงขามในภูมิภาคเอเซียตะวันออก

เครื่องบินรบ J-20 ของจีนแม้จะยังคงเป็นความลับดำมืด แต่ถือว่า นี่คือศักยภาพของกองทัพอากาศจีน ที่จะเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารอันน่าเกรงขาม ย้อนกลับไปในปี 2014 ผู้เชี่ยวชาญทางทหารของอเมริกันกล่าวว่า ในอนาคต เครื่องบินรบสเตลธ์ของจีนจะกลายเป็นเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก แซงหน้าเครื่องบินรบของโลกเสรีที่ประจำการอยู่ในกองทัพอากาศของอินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ไต้หวันที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯอย่างเต็มที่ ในห้วงเวลาดังกล่าว คณะกรรมการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคง สหรัฐฯ-จีน ได้ประเมินในทำนองเดียวกันว่า การมาถึงของ J-20 ได้เพิ่มอำนาจต่อรองทางทหารของจีนต่อกองกำลังฝ่ายตรงข้ามในภูมิภาค กองทัพอากาศจีนจึงมีข้อได้เปรียบเหนือกว่ากองทัพอากาศอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งยังต้องพึ่งพาเครื่องบินรบขั้นสูงที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกา
ความคืบหน้าล่าสุดของเครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 Chengdu J-20 Mighty Dragon ของกองทัพอากาศจีน PLAAF
ประจำการเครื่องยนต์ WS-15 (Supercruise Capability) เครื่องยนต์ตรงรุ่น WS-15 Emei สายการผลิต J-20A ทยอยติดตั้งเครื่องยนต์ WS-15 Turbofan ที่จีนพัฒนาเองเข้าสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม เพื่อแทนที่เครื่องยนต์ชั่วคราวอย่าง WS-10C เครื่องยนต์รุ่นใหม่ พัฒนามาเพื่อเพิ่มกำลังแรงขับดัน (Thrust) สูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ J-20 สามารถบินความเร็วเหนือเสียงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปิด Afterburner (Supercruise) พร้อมปรับปรุงรูปทรงท่อท้ายเพื่อลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์และการปล่อยความร้อน
ขยายกำลังการผลิตและขนาดฝูงบิน โรงงาน Chengdu Aircraft Industry Group (CAIG) ขยายสายการผลิต J-20 เพิ่มขึ้น โดยประมาณการอัตราการผลิตไว้ที่ 80–120 ลำต่อปี สำหรับจำนวน J-20 ที่ส่งมอบและเข้าประจำการในกองทัพอากาศจีนทยอยเพิ่มขึ้นจนทะลุหลายร้อยลำ กลายเป็นฝูงบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจาก F-35 ของสหรัฐฯ และกระจายประจำการครอบคลุมทุกกองบัญชาการยุทธบริเวณหลัก
การพัฒนารุ่นย่อย J-20A และ J-20S J-20A ปรับปรุงชีวกลศาสตร์ เพิ่มความนูนบริเวณสันหลังเครื่อง (Dorsal Spine) และปรับทรงหลังคานักบิน (Canopy) เพื่อลดแรงต้านอากาศและเพิ่มพื้นที่ติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์/ระบบเรดาร์เตือนภัยรุ่นใหม่
J-20S (รุ่น 2 ที่นั่ง) เครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 แบบ 2 ที่นั่งรุ่นแรกของโลก เก้าอี้หลังถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเซนเซอร์ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และการรบร่วมกับโดรนโดยเฉพาะ
การปฏิบัติการร่วมกับโดรน (Manned-Unmanned Teaming: MUM-T) J-20 ถูกวางบทบาทให้ทำงานร่วมกับโดรนรบไร้คนขับ (Loyal Wingman) เช่น FH-97A หรือ GJ-11 เพื่อทำหน้าที่บินนำหน้า ลาดตระเวน ชี้เป้า ก่อกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ หรือเข้าโจมตีพื้นที่ป้องกันภัยทางอากาศหนาแน่นก่อนเครื่องบินหลัก
จุดแข็งของ J-20 ในฐานะเครื่องบินขับไล่ครองอากาศ หรือเครื่องบินสกัดกั้น/โจมตี นั้นแตกต่างกันไป นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า การที่ J-20 เน้นการพรางตัวด้านหน้า ทำให้มันเป็นเครื่องบินสกัดกั้นระยะไกลที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการปะทะกลางอากาศ ในขณะที่บางคนมองว่า J-20 เป็นเครื่องบินโจมตีระยะไกล เหมาะสำหรับการเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู ทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญบนพื้นดิน เป้าหมายที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ สนามบิน ฐานบัญชาการ และสถานที่ทางทหารอื่นๆ นอกจากนี้ บางคนยังตั้งข้อสังเกตว่า หากติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกล J-20 สามารถใช้ในการโจมตีเครื่องบินตรวจการณ์ เฝ้าระวัง และลาดตระเวน (ISR) และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงของฝั่งตะวันตกได้ การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีพรางตัวด้านหน้าและระยะทำการที่ไกลของ J-20 ทำให้เรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยง และความสามารถในการโจมตีทางทะเลระยะไกล เป็นสาเหตุที่น่ากังวลมากกว่าเครื่องบินขับไล่ครองอากาศระยะสั้นอย่าง F-22 ขนาดและการกำหนดค่าอาวุธ ของ J-20 อาจทำให้ไม่สามารถใช้งานเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีที่มีประสิทธิภาพในทั้งสองบริบทได้
เครื่องบินขับไล่ J-20 เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนอเนกประสงค์ลำแรกที่เข้าประจำการในกองทัพจีน จีนมองว่าเทคโนโลยีล่องหนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเปลี่ยนแปลงกองทัพอากาศ จากกองทัพอากาศที่เน้นปฏิบัติการภาคพื้นดินเป็นหลัก ไปสู่กองทัพอากาศที่สามารถปฏิบัติการได้ทั้งรุกและรับ เครื่องบิน J-20 ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการล่องหนและความคล่องตัว มีศักยภาพด้านการรบทางอากาศที่หลากหลาย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และเพิ่มขีดความสามารถในการแสดงแสนยานุภาพทางทหารของจีน มีการคาดการณ์ว่า J-20 สามารถปฏิบัติภารกิจทั้งการรบทางอากาศและทางอากาศสู่พื้นดิน กองทัพอากาศกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAAF) และกองบินของกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เรียกอีกอย่างว่า กองบินนาวี หรือ PLAN-AF J-20 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบโดยรวมของกองทัพ ปรับปรุงขีดความสามารถในการแผ่ขยายอำนาจในภูมิภาค และเสริมสร้างความสามารถในการโจมตีฐานทัพของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ คณะกรรมการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน เคยออกมาอธิบายว่า J-20 นั้น ล้ำหน้ากว่าเครื่องบินขับไล่แบบอื่น ๆ ที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
เครื่องบิน J-20 ติดตั้งระบบย่อยและเทคโนโลยีลดการตรวจจับตรงตามเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องบินยุคที่ห้า หมายถึงเครื่องบินรบที่มีคุณสมบัติเทคโนโลยีล่องหน ความเร็วในการบินเหนือเสียง และระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินขั้นสูง J-20 เป็นเครื่องบินลำแรกของจีนที่ตรงตามการจัดประเภทเครื่องบินรบยุคที่ห้า และเป็นอาวุธสำคัญของกองทัพอากาศและกองทัพเรือ เนื่องจากทั้งสองเหล่าทัพ มีหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกัน การใช้งาน J-20 แตกต่างกันไป กองทัพอากาศจีน (PLAAF) เป็นกำลังหลักในการปฏิบัติการทางอากาศ รับผิดชอบการป้องกันทางอากาศภายในประเทศ ในขณะที่กองบินนาวี มีหน้าที่ป้องกันทางอากาศของกองเรือและปกป้องน่านน้ำและชายฝั่งของจีน
เครื่องบินรบ J-20 เป็นหนึ่งในสองเครื่องบินรบสเตลธ์ที่พัฒนาพร้อมกัน เครื่องบินอีกรุ่นคือ Shenyang FC-31 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบสเตลธ์อเนกประสงค์ขนาดเล็กกว่า พัฒนาโดยบริษัท Shenyang Aircraft Corporation เครื่องบินรบสเตลธ์ทั้งสองรุ่นของจีน ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมซึ่งกันและกันในลักษณะเดียวกับการวางแผนใช้งาน F-22 และ F-35 ของสหรัฐอเมริกา
เครื่องบินรบ J-20 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเครื่องบินรบขั้นสูง เช่นเดียวกับเครื่องบินรบ F-22 Raptor และ T-50 PAK-FA จากรายงาน มีการประเมินความยาวของ J-20 ไว้สูงเกินไปที่ประมาณ 23 เมตร แต่ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นอย่างน่าเชื่อถือว่า J-20 มีความยาวระหว่าง 20.3 ถึง 20.5 เมตร ทำให้มีขนาดใกล้เคียงกับเครื่องบินรบของทั้งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย มีรายงานว่าเครื่องบินรบ J-20 มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด (MTOW) อยู่ที่ 34,000 – 37,000 กิโลกรัม (34-37 ตัน) เมื่อเปรียบเทียบกับ F-22 ซึ่งมี MTOW 38,000 กิโลกรัม และ T-50 ซึ่งมี MTOW ระหว่าง 35,000 – 37,000 กิโลกรัม นักวิเคราะห์บางคนเสนอว่า เป็นไปได้ยากที่ J-20 จะมี MTOW ต่ำกว่า F-22 เนื่องจากเครื่องบินทั้งสองรุ่นมีขนาดใกล้เคียงกัน การวางตำแหน่งเครื่องยนต์ของ J-20 ที่อยู่ค่อนไปทางด้านหลังของลำตัว เมื่อเทียบกับ F-22 ทำให้เครื่องบินรบของจีนมีปริมาตรเพื่อบรรทุกอาวุธปล่อยที่เก็บอยู่ในช่องใต้มากกว่า
ในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ J-20 มีช่องเก็บอาวุธด้านข้างสองช่อง สำหรับขีปนาวุธอากาศสู่อากาศขนาดเล็ก และช่องเก็บอาวุธขนาดใหญ่ใต้ลำตัว สำหรับขีปนาวุธและอาวุธโจมตีภาคพื้นดินหลากหลายชนิด ซึ่งคล้ายกับโครงสร้างช่องเก็บอาวุธใน F-22 แต่แตกต่างจาก T-50 ของรัสเซีย ซึ่งมีช่องเก็บอาวุธขนาดเล็กสองช่องและช่องเก็บอาวุธขนาดใหญ่สองช่อง J-20 ติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงหลากหลายชนิด เทคโนโลยี ต่างๆ เช่น อาร์เรย์สแกนอิเล็กทรอนิกส์แบบแอคทีฟ เซ็นเซอร์ค้นหาและติดตามอินฟราเรด/อิเล็กโทรออปติกที่ติดตั้งใต้ส่วนหัว ระบบตรวจจับอิเล็กโทรออปติกแบบพาสซีฟ ตรวจการณ์ครอบคลุม 360 องศาโดยรอบตัวเครื่อง เทียบเท่ากับ F-35 นอกจากนี้ J-20 น่าจะติดตั้งชุดสื่อสารขั้นสูงที่จะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับโดรนเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ Divine Eagle
แรกเริ่ม เครื่องบิน J-20 ติดตั้งเครื่องยนต์ AL-31 ของรัสเซีย แต่จีนได้พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ด้วยเครื่องยนต์ WS-15 ที่ผลิตในจีน ทำให้ J-20 สามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงได้อย่างต่อเนื่อง (supercruise) เครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นคู่แข่งของเครื่องยนต์ Pratt & Whitney F119 ที่ทันสมัย ปัจจุบันใช้เป็นขุมกำลังของเครื่องบิน F-22 เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ AL-31 รุ่นเก่า WS-15 ช่วยให้ J-20 บินได้ไกลขึ้น ใช้เชื้อเพลิงน้อยลงและบินได้เร็วขึ้นในระยะเวลาที่นานขึ้น
เครื่องบิน J-20 บรรลุเป้าหมายการออกแบบที่ลดการตรวจจับหรือ Low Observable เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพรางตัว การออกแบบดังกล่าวทำให้ J-20 สามารถบินหลบเลี่ยงเรดาร์และมาตรการต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยการมองเห็นต่ำถึงศูนย์ มีการทดสอบการวัดพื้นที่หน้าตัดเรดาร์ Radar Cross-Section ในระหว่างการพัฒนาความสามารถในการพรางตัวของ J-20 บางแง่มุมของเครื่อง อาจส่งผลเสียต่อความสามารถในการพรางตัว T-50 มีคุณสมบัติการลดการตรวจจับด้านหลังที่คล้ายกัน แต่เครื่องบินทั้งสองรุ่นน่าจะมีประสิทธิภาพการลดการตรวจจับที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ยุคที่สี่ จีนพัฒนาความสามารถในการพรางตัวของ J-20 อย่างต่อเนื่อง มี รายงานว่าเครื่องยนต์ WS-10 รุ่นปรับปรุงใหม่แถวๆท่อท้ายมีร่องหยักคล้ายฟันเลื่อยรอบขอบ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเบี่ยงเบนเรดาร์ ส่วนเครื่องยนต์ Pratt & Whitney F119 ของเครื่องบิน F-22 มีท่อท้ายทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพรางตัว
รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบิน J-20 หลายอย่างยังคงไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จากหมายเลขประจำเครื่องที่พบและการเปิดตัวเครื่องบิน J-20 สองลำในงานแสดงการบินจูไห่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 มีการผลิต J-20 ไปแล้วอย่างน้อยสิบเอ็ดลำ ตัวเลขนี้อาจบ่งชี้ว่า J-20 ได้เข้าสู่ขั้นตอนการผลิตขั้นต้นในปริมาณน้อย นั่นหมายถึงเป็นขั้นตอนการทดสอบจำนวนน้อยก่อนการผลิตจำนวนมาก สำหรับต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของ J-20 มีการประมาณการตั้งแต่ 30 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึง 120 ล้านดอลลาร์ เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่อง F-22 มีต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ 143 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ T-50 มีต้นทุนโดยประมาณต่ำกว่า 100 ล้านดอลลาร์ และการประมาณการในระดับสูงบ่งชี้ว่า มี J-20 ถูกผลิตขึ้นหลายร้อยลำเพื่อทดแทนเครื่องบินรบรุ่นเก่า
สำหรับระยะทำการหรือพิสัยบินของ J-20 คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1,200 ถึง 2,700 กิโลเมตร แต่รัศมีปฏิบัติการรบของ J-20 ขยายออกไปไกลกว่าแผ่นดินใหญ่ของจีน สามารถโจมตีเรือผิวน้ำในระยะหลายร้อยไมล์ทะเล ทำการบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้ ช่วยขยายระยะปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ล่องหนนี้ไปทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างสบายๆ
ระยะทำการที่เพิ่มขึ้นทำให้กองทัพจีนมีความยืดหยุ่นในแง่ของตัวเลือกการตั้งฐานทัพ การประจำการ J-20 ในพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน หมายความว่า J-20 สามารถปฏิบัติภารกิจระยะไกล ก่อนที่จะกลับไปยังพื้นที่ปลอดภัยของระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของจีน ประกอบด้วยเซ็นเซอร์เตือนภัยล่วงหน้า ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศระยะไกล และเครื่องบินสกัดกั้น ช่วยยับยั้งกองทัพอากาศฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ไล่ตาม J-20 เข้ามาในแผ่นดินใหญ่ได้ เรียกว่าทุบเสร็จก็บินกลับบ้านโดยมีเครื่องขับไล่สกัดกั้นของ ทอ. จีน บินคุ้มกันคอยเฝ้าระวังหลังตอนขากลับอย่างเต็มที่.
อาคม รวมสุวรรณ E-Mail chang.arcom@thairath.co.th Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/
尽管中国的歼-20战斗机仍是高度机密,但它对中国空军而言是一项重要的资产,极大地增强了其强大的军事实力。早在2014年,美国军事专家就预测,中国的隐形战斗机将成为东亚最先进的战机,超越印度、日本、澳大利亚、印度尼西亚甚至台湾(后者享有美国的全力支持)空军的战机。当时,美中经济与安全审查委员会也得出类似结论,认为歼-20的服役提升了中国对地区对手的军事影响力,使中国空军在与仍然依赖美国先进战斗机的印度、日本和韩国空军的较量中占据优势。
中国人民解放军空军第五代隐形战斗机成都歼-20“巨龙”的最新进展。
WS-15发动机(具备超音速巡航能力)是一款直接适配型发动机,型号为WS-15峨眉,目前正在中国逐步安装到歼-20A生产线上,以取代临时使用的WS-10C发动机。这款新型发动机旨在显著提升推力,使歼-20无需开启加力燃烧室即可保持超音速飞行(超音速巡航)。此外,其尾喷管形状也经过改进,以降低雷达反射和热辐射。
成都飞机工业集团(CAIG)扩大了歼-20战斗机的产能和机队规模,预计年产量可达80至120架。中国空军接收和服役的歼-20数量已稳步增长至数百架,成为继美国F-35之后全球第二大第五代隐形战斗机机队,并已部署到所有主要作战司令部。
J-20A 和 J-20S 型号的发展:J-20A 具有改进的生物力学特性,增加了背脊,并重新设计了座舱盖,以减少空气阻力并增加安装新的电子/雷达告警系统的空间。
歼-20S(双座型)是世界上第一款双座第五代隐形战斗机。后座专门用于控制传感器系统、电子战和联合无人机作战。
在有人-无人协同作战(MUM-T)中,歼-20 的设计目的是与忠诚的僚机无人机(如 FH-97A 或 GJ-11)协同作战,以提供先机、侦察、目标指示、电子干扰,或在主力飞机之前攻击防御严密的区域。
歼-20作为空中优势战斗机或截击/攻击机的优势各有不同。一些分析人士认为,其对前向隐身性能的重视使其成为一款有效的远程截击机,适合空战。另一些人则认为歼-20是一款远程攻击机,能够突破敌方防空系统并摧毁关键地面基础设施。高价值目标包括机场、指挥基地和其他军事设施。此外,一些人指出,歼-20配备远程空空导弹后,可用于攻击西方的侦察机、监视机和加油机。前向隐身技术和歼-20的远程性能相结合,使美国海军水面舰艇面临风险,其远程海上攻击能力比F-22等近程空中优势战斗机更令人担忧。歼-20的尺寸和武器配置可能使其在上述两种情况下都无法有效发挥攻击机的作用。
歼-20战斗机是中国军队首款服役的多用途隐形战斗机。中国将隐形技术视为其空军转型升级的关键组成部分,旨在使其从以地面作战为主转变为攻防兼备。歼-20的设计旨在提升隐身性和机动性,提供前所未有的多样化空战能力,并增强中国的军事实力。预计歼-20将具备对地攻击和空对空作战能力。结合中国人民解放军空军和海军航空兵的装备,歼-20将提升中国军队的整体作战能力,增强区域影响力,并强化打击敌方基地和设施的能力。美中经济与安全审查委员会认为,歼-20优于亚太地区其他国家目前使用的其他战斗机。
歼-20战机配备了符合第五代战机标准的子系统和隐身技术。这意味着它是一款具备隐身技术、超音速飞行能力和先进航电系统的战斗机。歼-20是中国首款达到第五代战斗机标准的战机,也是空军和海军的关键武器。由于空军和海军的职责不同,歼-20的应用也有所不同。中国空军是空中作战的主力军,负责国内防空;而海军航空兵则负责舰队防空以及保卫中国领海和海岸线。
歼-20战斗机是目前中国正在同步研发的两款隐形战斗机之一。另一款是沈阳FC-31,这是一款由沈阳飞机公司研制的小型多用途隐形战斗机。这两款中国隐形战斗机的设计理念是相互补充,类似于美国F-22和F-35的部署计划。
歼-20战斗机属于先进战斗机系列,与F-22猛禽和T-50 PAK-FA类似。有报道称,歼-20的长度被高估至约23米,但卫星图像可靠地显示其长度在20.3米至20.5米之间,使其尺寸与美国和俄罗斯的战斗机相当。据报道,歼-20的最大起飞重量(MTOW)为34,000至37,000公斤(34至37吨),相比之下,F-22的最大起飞重量为38,000公斤,T-50的最大起飞重量在35,000至37,000公斤之间。一些分析人士认为,考虑到歼-20和F-22尺寸相近,其最大起飞重量不太可能低于F-22。与 F-22 相比,歼-20 的发动机位置更靠后,这使得中国战斗机在起落架舱内拥有更大的空间来携带导弹。
在武器装备方面,歼-20拥有两个侧舷武器舱,用于挂载小型空空导弹,以及一个大型机腹武器舱,用于挂载各种导弹和对地攻击武器,其武器舱结构与F-22类似,但不同于俄罗斯T-50的双小型和双大型武器舱。歼-20配备了多种先进的电子系统和技术,例如主动电子扫描阵列、安装在机头下方的红外/光电搜索跟踪传感器以及被动光电探测系统,可提供与F-35相当的360度全方位监视覆盖。此外,歼-20很可能配备先进的通信系统,使其能够与“神鹰”空中预警无人机进行数据互联。
最初,歼-20战机配备的是俄罗斯的AL-31发动机,但中国后来研发了一种新型的、效率更高的发动机。中国制造的WS-15发动机使歼-20能够进行连续超音速巡航。这款发动机是目前F-22战机所使用的普惠F119发动机的竞争对手。与老旧的AL-31发动机相比,WS-15发动机使歼-20能够飞得更远、更省油,并能以更高的速度持续飞行更长时间。
歼-20战机采用了低可探测性(LOB)设计,以增强其隐身性能。这种设计使歼-20能够在零能见度下规避雷达和电子对抗。在歼-20隐身性能研发过程中,曾进行过雷达截面积测量测试。该机的某些设计可能会对隐身性能产生负面影响。T-50战机也具有类似的后向可探测性特征,但与第四代战斗机相比,这两款战机的隐身性能可能更胜一筹。中国仍在持续提升歼-20的隐身能力。有报道称,改进后的WS-10发动机尾喷管周围采用了锯齿状边缘设计,旨在偏转雷达波。而F-22战机的普惠F119发动机则采用了方形尾喷管,进一步增强了隐身效果。
关于歼-20战机的许多细节仍不清楚。根据已发现的序列号以及2016年11月珠海航展上亮相的两架歼-20战机,至少已生产了11架歼-20。这一数字可能表明歼-20已进入小批量生产的早期阶段,这意味着在大规模生产前会进行少量测试。歼-20的单价估计在3000万美元至1.2亿美元之间。相比之下,F-22的单价为1.43亿美元,而T-50的单价估计低于1亿美元。更高的估计表明,歼-20的产量可能达到数百架,用于替换老旧的战斗机。
歼-20的作战半径(或飞行半径)预计在1200至2700公里之间。然而,它的作战半径远远超出中国大陆,使其能够在数百海里的距离上攻击水面舰艇并进行空中加油,从而轻松地将这款隐形战斗机的作战范围扩展到整个亚太地区。
航程的提升赋予了中国军队在基地部署选择上的灵活性。歼-20深入内陆部署意味着它可以在返回防空系统安全区之前执行远程任务。中国的防空网络,包括预警传感器、远程地空导弹和拦截机,能够有效阻止敌方空军追击深入内陆的歼-20。实际上,歼-20在摧毁目标后,由中国空军拦截机全程护航返回基地。
Arcom Rumsawan 电子邮件:chang.arcom@thairath.co.th Facebook:https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/