โค้งสุดท้ายก่อนบ่าย 3 รุมดักทาง กกต. จี้ส่งฟ้องยกเข่ง 229 คน ไม่เว้นใคร ให้ศาลชี้ขาด在下午 3 点前的最后几个小时,抗议者敦促选举委员会对所有 229 名涉案人员提起诉讼,确保每个人都了解情况,并让法院做出裁决。
iLaw นำขบวนเดินเท้าจากลาดพร้าว 25 ถึงหอศิลป์กรุงเทพฯ เรียกร้องให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ครบทุกคน พร้อมประกาศว่าถ้าไม่ยื่น จะนำหลักฐานที่มีอยู่ออกเปิดเผยเอง

iLaw นำขบวนเดินเท้าจากลาดพร้าว 25 ถึงหอศิลป์กรุงเทพฯ เรียกร้องให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ครบทุกคน พร้อมประกาศว่าถ้าไม่ยื่น จะนำหลักฐานที่มีอยู่ออกเปิดเผยเอง ขณะที่ กกต. นัดแถลงบ่าย 3 โมงวันจันทร์
เช้าวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน หน้าสำนักงานโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ย่านลาดพร้าว 25 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวก่อนเริ่มเดินขบวน
ยิ่งชีพ เริ่มต้นด้วยประโยคที่เหมือนคำบ่นมากกว่าคำปลุกใจ โดยกล่าวว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมเดินไปตามปกติ วันนี้ไม่มีใครต้องมาทำกิจกรรมอะไรเลย ทุกคนกลับบ้านไปรอฟังผลก็ได้
ยิ่งชีพ ระบุว่า ข้อเรียกร้องของเขาไม่ได้ขอให้ใครติดคุก หรือตัดสินว่าใครกระทำความผิด สิ่งที่ขอมีเพียงการให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้ครบทั้ง 229 คน แล้วให้องค์กรที่เขาเรียกว่าเป็นกลางเป็นผู้ชี้ว่าใครผิดหรือไม่ผิด
ยิ่งชีพ กล่าวต่อไปว่า ถ้าหาก กกต. ไม่สั่งฟ้องคนใด ก็จะนำหลักฐานของคนนั้นออกมาเปิดเผย ถ้าไม่สั่งฟ้องทั้งหมดก็เปิดเผยทั้งหมด พร้อมกับบอกว่าเขาจะไม่เดินทางไปยังสำนักงานกกต. ในวันพรุ่งนี้
จากนั้นขบวนออกจากซอยลาดพร้าว 25 ราวสิบโมงเช้า ตามเส้นทางที่วางเอาไว้คือ มุ่งหน้าจาก 5 แยกลาดพร้าว เข้าถนนพหลโยธิน เลียบแนวรถไฟฟ้าลงมา แวะพักที่สะพานควายราวครึ่งชั่วโมง ก่อนผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตัดเข้าถนนรางน้ำไปประตูน้ำ เข้าสู่ถนนพระราม 1 ผ่านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติและย่านสยาม ไปสิ้นสุดที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ในเวลาสี่โมงเย็น
นอกจากขบวนเดินเท้าแล้วยังมีขบวนวิ่ง และขบวนจักรยานที่ออกจากจุดอื่นมาบรรจบกันที่ปลายทางหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ในขบวนเดินเท้ายังมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน มาร่วมเดินด้วย โดยณัฐพงษ์ ยืนยันว่า เขาต้องการให้กกต. ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
จากนั้นเวลาประมาณ 13.20 น. บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เจรจากับผู้จัดขบวนเดินเท้า ด้วยการขอให้ปรับแผนไม่เดินเท้าผ่านหน้าวังสระปทุม ซึ่งอยู่ช่วงท้ายของถนนพระรามที่ 1 ก่อนถึง 4 แยกปทุมวัน ทำให้ผู้จัดกิจกรรมจึงเปลี่ยนแผนเดินทางด้วยรถไฟฟ้าที่สถานีพญาไท ไปลงที่สถานีสยาม แล้วเดินมายังจุดหมายปลายทาง
ขบวนมาถึงลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เวลาประมาณ 15.04 น. โดยในช่วงระหว่างนั้นก็มีกิจกรรมเล่นดนตรีจากศิลปิน และการปราศรัยในคดีสว.
กระทั่งเมื่อถึงเวลา 17.45 น. ยิ่งชีพได้ขึ้นเวทีที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ด้วยการกล่าวย้ำว่า สิ่งที่เป็นอันตรายของคดีนี้ คือในกรณีที่ไม่มีใครถูกยื่นคำร้องเลย เพราะวุฒิสภาชุดนี้จะอยู่ต่อ และจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ กกต. ชุดถัดไป ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลปกครอง ซึ่งอาจส่งผลให้การตรวจสอบการใช้อำนาจของประเทศเป็นอัมพาต
ยิ่งชีพ กล่าวต่อไปว่า ทางออกเดียวในสายตาของเขาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 แต่การเสนอต้องอาศัยเสียงของสว. ซึ่งตอนนี้มีฝ่ายที่เรียกว่า สว.สีน้ำเงินมากถึง 140-150 คน ทำให้การแก้ไขที่อาศัยเสียงสว. ทำได้ยาก
จากนั้นยิ่งชีพได้วางทางเลือกให้กับกกต. โดยระบุว่า ถ้าไม่ยื่นคำร้องต่อใครเลย จะเป็นการทำให้สว. ชุดนี้คุมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และถ้าถึงขั้นนั้น ภาคประชาชนจะไม่เหลือทางอื่นนอกจากโหวตไม่เห็นชอบประชามติ
ประการที่สอง คือยื่นคำร้อง แล้วเมื่อศาลรับคำร้อง สว. ส่วนใหญ่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ใครมั่นใจว่าตัวเองถูกก็ไปสู้ในชั้นศาล ระหว่างนั้นประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเปิดโดยมีพื้นที่ให้ทุกสีทุกเฉด
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
จุดที่ยิ่งชีพย้ำต่อจากนั้นคือพรรคภูมิใจไทยก็ยังมี สส. มากที่สุด ยังคงเป็นรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นคนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือเสียงในสภาจะหลากหลายขึ้นเท่านั้น พูดอีกอย่างคือเขาประกาศกลางเวทีว่าข้อเรียกร้องนี้ไม่ได้มุ่งล้มรัฐบาล
จากประเด็นข้างต้น ไทยรัฐออนไลน์ได้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ ณัชปกร นามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ว่า ถ้าหากกกต. ไม่มีการส่งคำร้อง สถานการณ์จะเป็นอย่างไร
ณัชปกร กล่าวว่า ที่ต้องดูคือเหตุผล ไม่ใช่ตัวเลข เพราะในเรื่องนี้มีความเห็นอยู่สามชุดที่ไม่ตรงกัน ชุดแรกคือความเห็นของคณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเห็นควรยื่นคำร้องต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ชุดที่สองคือความเห็นของสำนักงาน กกต. ซึ่งมาจากรองเลขาธิการ กกต. ที่เห็นควรยื่นคำร้องจำนวนหนึ่ง ราวร้อยกว่าคน และชุดที่สามคือความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36
ณัชปกรเห็นว่าความเห็นของชุดที่ 36 รับฟังไม่ได้ ด้วยเหตุผลสองข้อ คือที่มาของคณะชุดนี้ซึ่งเขามองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนจนตั้งข้อสงสัยได้เรื่องความเป็นอิสระ และความเป็นกลาง กับกรอบการตีความกฎหมายที่เขาเห็นว่าผิดเพี้ยนไปจากตัวบท เขาจึงบอกว่าถ้า กกต. ไม่ยื่นคำร้องต่อใครเลยโดยอิงความเห็นชุดนี้ ก็ต้องมีการตรวจสอบกันต่อไป
ถ้าถึงขั้นนั้น เขาเห็นว่าเท่ากับประตูเท่าที่มีอยู่ปิดลง และภาคประชาชนต้องไปหาประตูบานใหม่ โดยประตูบานใหม่ที่ว่าก็มีด้วยกัน 3 ทาง ทางแรกคือการฟ้อง กกต. ทางที่สองคือผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเปิดช่องให้ผู้เสียหาย หรือผู้ที่พบเห็นการทุจริตยื่นฟ้องต่อศาลได้เอง โดยไม่ต้องรอ กกต. และทางที่สามคือวาระแก้รัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภา ซึ่งจะคืนสิทธิในการเข้าชื่อถอดถอน กกต. ที่หายไป
เมื่อถามว่าทำได้เร็วแค่ไหน ณัชปกรตอบว่ายื่นได้ภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า แต่กว่าจะผ่านต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน สิ่งที่ทำได้ก่อนคือสิ่งที่ยิ่งชีพประกาศไว้ตอนเช้า คือไม่ยื่นคำร้องต่อใครก็เปิดหลักฐานของคนนั้น ซึ่งเขามองว่าเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อให้สังคมเห็นว่า กกต. ทำงานอย่างไร
ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ
ในทางการเมือง ณัชปกรประเมินว่า อาจออกได้สามทาง เช่น ถ้ายื่นครบทั้ง 229 คน เขาเห็นว่าความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายที่เขาเรียกว่าระบอบสีน้ำเงินจะลดลง และสิ่งที่ต้องเร่งคือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ถ้ายื่นบางส่วน ความชอบธรรมจะลดลงระดับหนึ่ง และจะเปิดทางไปสู่การแก้รายมาตรามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่มาของ สว. และที่มาขององค์กรอิสระ
ณัชปกร กล่าวต่อไปว่า ในกรณีที่ไม่ยื่นเลย การเมืองก็ดูจะตีบตัน และแรงกดดันก็จะสูงขึ้น เพราะหลังจากนั้นพรรคภูมิใจไทยจะทำอะไรก็ไม่ได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะถ้าผลักดันร่างแก้รัฐธรรมนูญของตัวเองที่ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่าถ้าไปถึงขั้นนั้น ภาคประชาชนเตรียมจะชวนคนไปคว่ำร่างในชั้นประชามติ และตั้งข้อสังเกตว่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยังไม่เคยมีรัฐบาลใดทำประชามติแล้วแพ้
ส่วนคำถามว่าการยื่นบางส่วนจะเป็นของจริงหรือพอเป็นพิธี เขาตอบว่าถ้าไม่ครบก็ไม่จริงจังอยู่ดี เขายอมรับว่าความเห็นที่เสนอไม่ให้ยื่นคำร้องต่อบางคนนั้นพอรับฟังได้ แต่ด้วยสถานะของ กกต. เอง ทางที่ดีที่สุดคือส่งพยานหลักฐานทุกชิ้น และทุกข้อกล่าวหาให้ศาลพิจารณาทั้งหมด
แต่จุดที่ ณัชปกรเห็นว่าสำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนคน ไม่ว่าจะยื่นครบหรือยื่นบางส่วน สิ่งที่ต้องดูคือมีคำสั่งให้ผู้ถูกยื่นคำร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพราะถ้าไม่มี ก็จะกลายเป็นการสู้คดีกันไป 4-5 ปีจนอยู่ครบวาระ แล้วการเมืองก็ไม่เปลี่ยนอะไร
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ขณะเดียวกันไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามความเห็นของ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ประเมินว่า ผลการประชุมในวันจันทร์ออกได้สามทาง และแต่ละทางมีต้นทุนของมันเอง
ทางแรกคือส่งครบทั้ง 229 คน ซึ่งเขามองว่าเป็นทางที่ตรงตามหลักการและพันธกิจที่สุด แต่เป็นทางที่ กกต. ต้องเผชิญหน้ากับเครือข่ายอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการได้มาซึ่งตำแหน่งของตัวเอง เขาเห็นว่าในสังคมไทย ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะเผชิญหน้ากับเครือข่ายที่โอบอุ้มคนคนหนึ่งเข้ามา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โอกาสที่จะส่งครบจึงมีไม่มากนัก
ทางที่สองคือไม่ส่งใครเลย ซึ่งเขาเปรียบว่าเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า และจะกระตุ้นความโกรธเคืองของประชาชนจนสถานการณ์บานปลาย แต่เขาก็ชี้ว่าทางนี้ยังมีความเป็นไปได้ หากผู้ตัดสินไม่สนใจ และมองว่าประชาชนจะโกรธก็โกรธไป จะชุมนุมก็ชุมนุมไป ซึ่งเขาเทียบว่าเป็นวิธีคิดแบบนักการเมืองรุ่นเดิมที่มักประเมินอารมณ์ของประชาชนต่ำเกินจริง
ทางที่สามคือส่งบางส่วน และเป็นทางที่ รศ.ดร.พิชาย อธิบายละเอียดที่สุด เขาเห็นว่าถ้าส่งในจำนวนที่มีนัยยะ เช่น ส่ง สว. 138 คน พร้อมกับเครือข่ายบางส่วนที่เรียกว่าน้ำเงินอ่อน และอาจรวมน้ำเงินแก่บางราย แต่ไม่แตะกรรมการบริหารพรรค อารมณ์ของสังคมก็อาจบรรเทาลงได้ระดับหนึ่ง
รศ.ดร.พิชาย ยังระบุถึงอีกแนวทางที่มีการพูดกันในระยะหลัง คือส่งไปจำนวนหนึ่งก่อนแล้วยื้อที่เหลือไว้ ซึ่งจะทำให้การฟ้องตามมาตรา 157 ยังเกิดขึ้นไม่ได้ในตอนนี้ แต่อ.พิชาย เห็นว่าสุดท้ายก็จะถูกนำมาใช้อยู่ดี เพียงแต่ยืดเวลาออกไป
ส่วนคำถามว่าถ้า กกต. ไม่ส่ง ใครจะเป็นคนตรวจสอบ กกต. คำตอบของเขาคือทางตัน ผู้ที่จะฟ้องตามมาตรา 157 ได้ ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ซึ่งก็คือ สว. สำรอง หรือผู้สมัครที่สอบตก และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นทำให้ตัวเองเสียสิทธิ์ และหมดโอกาสเป็น สว. โดยจะรับหรือไม่รับขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ถ้าศาลไม่รับ ก็จบ
แต่ปัญหาที่ รศ.ดร.พิชาย เรียกว่าปัญหาใหญ่ อยู่ที่อีกกลุ่มหนึ่ง สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและนักการเมือง ถ้า กกต. ไม่ยื่นคำร้อง ไม่มีใครยื่นแทนได้ เพราะ กกต. ต้องเป็นผู้ยื่นเท่านั้น
เมื่อยิ่งชีพกล่าวปราศรัยจบ ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. เขาได้เชิญให้ผู้มาร่วมงานแสดงพลังก่อนแยกย้ายด้วยการแปรขบวนเป็นตัวเลข 229 ซึ่งเป็นการสื่อถึงคดีฮั้วเลือก สว. 229 คน
iLaw组织了一场从拉抛25街到曼谷艺术馆的游行,要求选举委员会向最高法院选举庭提交所有涉案人员的申诉。他们还宣布,如果选举委员会不这样做,他们将公布掌握的证据。与此同时,选举委员会定于周一下午3点召开新闻发布会。
9 月 13 日星期日上午,在拉普拉奥 25 号 iLaw(互联网为人民法律项目)办公室前,iLaw 项目执行主任 Yingcheep Atchanont 在游行开始前接受了记者的采访。
英奇普开场白与其说是鼓舞人心的演讲,不如说更像是一番抱怨。他说,如果司法系统正常运作,今天大家就无需参与任何活动,只需回家等待结果即可。
英奇普表示,他的诉求并非要求监禁任何人或对其定罪。他只是要求选举委员会就所有229人的情况向最高法院选举庭提交请愿书,然后由他所称的中立机构来判定谁有罪谁无罪。
英奇普进一步表示,如果选举委员会不起诉任何人,他将公布针对此人的证据;如果选举委员会完全不起诉任何人,他将公开所有人的信息。他还表示,明天他不会去选举委员会办公室。
游行队伍于上午 10 点左右从拉抛 25 巷出发,按照计划路线行进:从拉抛五岔路口出发,沿帕凤裕庭路行进,沿着 BTS 轻轨线行进,在沙潘桂停留休息约半小时,然后经过胜利纪念碑,转入兰南路前往水门市场,进入拉玛一世路,经过泰国皇家警察总部和暹罗地区,于下午 4 点到达巴吞旺路口曼谷艺术文化中心前的广场。
除了步行游行外,还有跑步和自行车游行,这些游行队伍从其他地点出发,最终汇聚到曼谷艺术文化中心前的终点线。
人民党领袖纳塔蓬·鲁昂帕尼亚武特。
人民党领袖纳塔蓬·鲁昂帕尼亚武特和人民党副领袖西里卡尼亚·坦萨库尔也参加了游行。纳塔蓬重申,他希望选举委员会能够诚实公正地履行职责。
随后,大约下午1点20分,在胜利纪念碑附近,警方与游行组织者进行协商,要求他们调整计划,避开位于拉玛一世路尽头、巴吞旺路交叉口之前的沙巴吞宫。最终,组织者更改了计划,改为从帕亚泰站乘坐轻轨(BTS)到暹罗站,然后步行前往目的地。
游行队伍于下午3点04分左右抵达曼谷艺术文化中心前的广场。期间,艺术家们进行了音乐表演,并就参议院案件发表了讲话。
下午 5 点 45 分,英奇普在曼谷艺术文化中心前发表讲话,重申此案的危险之处在于可能不会有人被起诉,因为本届参议院将继续掌权,并批准下一届选举委员会、宪法法院法官、国家反腐败委员会、国家审计署、监察专员和行政法院的任命,这可能会瘫痪国家对其行使权力的监督。
英奇普进一步表示,在他看来,唯一的解决办法是修改 2017 年宪法,但提出这样的修正案需要参议院的投票,而参议院目前由 140 至 150 名“蓝党参议员”组成,这使得依赖参议院投票的修正案难以通过。
英奇普随后向选举委员会提出了一个方案,他表示,如果没有人提出投诉,参议院就可以控制新宪法的起草,如果这种情况发生,公众将别无选择,只能投票反对全民公投。
其次,提交请愿书后,一旦法院受理,大多数参议员将暂时停止履行职责。那些确信自己清白的人可以诉诸法庭。与此同时,通往新宪法的大门将敞开,这部新宪法将为所有观点提供空间。
Yingcheep Atchanont,公共法律互联网项目执行主任。
接下来,英奇普强调,泰自豪党仍然拥有最多的议员席位,继续执政,总理人选也保持不变。唯一的变化是议会的投票构成将更加多元化。换句话说,他在台上公开声明,这些诉求并非旨在推翻政府。
根据以上几点,《泰叻在线》就选举委员会不提交投诉的情况,对宪法倡导网络的纳查帕空·南芒进行了进一步采访。
纳查帕功指出,需要关注的是原因而非数字,因为在这个问题上存在三种相互矛盾的意见。第一种意见来自第26届调查委员会,该委员会认为应该对所有229名被告提起诉讼。第二种意见来自选举委员会办公室,特别是选举委员会副秘书长,他认为应该对大约一百人提起诉讼。第三种意见来自第36小组委员会。
纳查帕功认为第36届委员会的意见不可信,原因有二:首先,该委员会的组成存在利益冲突,令人对其独立性和公正性产生质疑;其次,该委员会对法律的解释框架存在曲解,他认为这种曲解歪曲了法律条文的字面含义。因此,他表示,如果选举委员会没有根据该委员会的意见对任何人提起诉讼,则有必要进行进一步调查。
如果事态发展到那一步,他认为现有的途径都将关闭,公众必须另寻出路。这有三条途径:第一条是起诉选举委员会;第二条是推动修改《参议院议员遴选法》,允许腐败受害者或目睹腐败行为的人无需等待选举委员会,即可直接向法院提起诉讼;第三条是议会正在审议的宪法修正案,该修正案将恢复公众请愿罢免选举委员会的权利。
当被问及此事何时能够完成时,纳查蓬回答说,本周或下周即可提交,但审批需要几个月的时间。他表示,可以先采取的措施是英奇普当天上午宣布的:他们不会对任何人提起诉讼,而是会公布相关证据。他认为此事刻不容缓,可以向公众展示选举委员会的运作方式。
宪法倡导网络代表纳查帕科恩·南芒。
从政治角度来看,纳查蓬评估认为可能出现三种结果。例如,如果全部229份请愿书都提交,他认为他所谓的“蓝色政权”的政治合法性将会下降,届时迫切需要起草一部全新的宪法。如果只提交部分请愿书,合法性也会在一定程度上降低,并且会为逐条修改宪法打开方便之门,尤其是在参议员的出身和独立组织方面。
纳查蓬接着说,如果最终没有任何提案提交,政治局势将陷入僵局,压力也会随之增加,因为届时泰自豪党无论做什么都将面临巨大支持,尤其是在其推动自身提出的宪法修正案,允许议会选举制宪会议成员的情况下。他表示,如果事态发展到那一步,民间团体已准备好动员民众通过全民公投否决该法案,并指出在泰国政治史上,从未有政府在全民公投中落败。
关于部分提交是否属实或仅仅是走个形式的问题,他回应说,如果提交不完整,那也无济于事。他承认,不针对某些个人提起诉讼的建议是合理的,但考虑到选举委员会的地位,最佳做法是将所有证据和指控提交法院审议。
但在纳塔帕功看来,最重要的并非人数多少,也并非请愿书是全部提交还是部分提交。关键在于是否已下令被告停止履行职务。因为如果没有,这将是一场旷日持久的法律战,可能持续四五年,直到他们的任期结束,而政治局势的变化也无济于事。
副教授皮猜·拉塔迪洛克·纳·普吉博士,国家发展管理学院社会发展与战略管理学院。
与此同时,《泰叻在线》采访了泰国国家发展管理学院(NIDA)社会发展与战略管理学院讲师、副教授皮猜·拉塔迪洛克·纳·普吉特博士,他评估认为,周一会议的结果可能有三种可能,每一种都有其自身的代价。
第一种方案是提名全部229名候选人,他认为这最符合选举委员会的原则和使命。然而,这条路要求选举委员会直面这些候选人背后的权力网络。他认为,在泰国社会,敢于挑战支持特定人物当选的权力网络的道德勇气非常罕见。因此,提名全部229名候选人的机会十分有限。
第二个选择是不提名任何人,他将其比作用膝盖折断锄头把手,会激起公众的愤怒,使局势升级。然而,他指出,如果裁判漠不关心,认为公众可以随意表达愤怒和抗议,那么这个选择仍然可行——他将这种心态比作那些常常低估民意的旧式政客。
第三种方案是派遣部分人员,这也是皮查伊副教授博士解释最为详尽的方法。他认为,如果派遣相当数量的人员,例如派遣138名参议员,以及一些被称为“浅蓝派”的网络成员,或许还可以包括一些“强硬蓝派”成员,但不触及党的执行委员会,那么公众情绪或许能在一定程度上得到缓解。
皮查伊副教授还提到了最近讨论过的另一种方法:先支付一部分款项,其余部分暂缓支付。这样可以避免目前根据第157条提起诉讼。然而,皮查伊博士认为,最终还是会采用这种方法,只是时间会推迟而已。
关于如果选举委员会不提交文件,谁来监督其运作的问题,他的回答令人费解。根据第157条提起诉讼的人必须受到直接损害,这意味着候补参议员或选举落败的候选人。他们必须证明选举过程导致他们丧失了成为参议员的权利和机会。案件是否受理取决于法院的自由裁量权。如果法院驳回诉讼,则此案结案。
但皮查伊副教授称之为重大问题的症结在于另一群人:那些与政党和政客有关联的被指控者。如果选举委员会不提起诉讼,其他人就无能为力,因为只有选举委员会才有权提起诉讼。
大约下午 6 点,英奇普结束演讲后,邀请与会者在解散前用人体拼成数字 229 来表达团结,这代表了因勾结案而当选的 229 名参议员。