เปิดใจ "แป้ง อรจิรา" เครียดสะสมจนระเบิดกลางไลฟ์ ต้องจูงมือสามีพบจิตแพทย์!女演员庞奥恩吉拉透露,她在直播过程中压力过大,最终导致情绪崩溃,迫使她和丈夫寻求精神科医生的帮助!
“แป้ง อรจิรา” เปิดใจ หลังเครียดสะสมจนร้องไห้กลางไลฟ์ ยอมรับหมดพลังจากบทบาทภรรยาและแม่ ถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์และชวนสามีไปด้วยกัน ก่อนค้นพบว่าที่ผ่านมาเธอลืมเติมความสุขให้ตัวเอง

เปิดใจ แป้ง อรจิรา ที่ภาวะความเครียดสะสม จนเจ้าตัวบ่อน้ำตาแตกกลางไลฟ์สด ถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์ พร้อมจูงมือลูกสาวตัวน้อย น้องเลอา มาอัปเดตพัฒนาการความน่ารัก อีกทั้งยังเล่าเหตุการณ์ที่ลูกสาวทำคุณแม่เสียน้ำตา พร้อมเคลียร์ประเด็นเตรียมย้ายครอบครัวไปอยู่สิงคโปร์จริงไหม ผ่านทางรายการ “คุยแซ่บ Show” ทางช่องวัน 31 ที่มี เบนซ์ พรชิตา และดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ
ช่วง 4 ขวบมีความเป็นตัวของตัวเอง เลอามีความเป็นตัวของตัวเองยังไงบ้าง?
แป้ง : ชุดนี้เขาก็เลือกเองนะคะ ในใจคือแม่ใส่ขนาดนี้ ลูกเลือกให้แมตช์กับแม่หน่อยได้ไหม บอกให้ไปเปลี่ยนก็ไม่เอา รองเท้าก็เลือกเอง
เริ่มไม่ชอบถ่ายรูป ถ่ายคลิปแล้ว?
แป้ง : ใช่ ถ้าเราอยากถ่ายรูปเขาหรือถ่ายคลิปเขา เขาจะไม่ให้ถ่าย ก็มีเพื่อนหลายๆ คนเหมือนกัน บอกว่าไม่จับน้องถ่ายคลิป ทำนู้น ทำนี่ เราแบบ..แม่ไม่อยากเครียด
เขาเหมือนคุณพ่อหรือคุณแม่?
แป้ง : ถ้าเอาหน้าตาน่าจะผสมๆ แต่ถ้านิสัยน่าจะเหมือนแม่มากกว่า
น้องเลอาไม่ยอมทานผลไม้เลยตั้งแต่เด็ก?
แป้ง : ตอนนี้ก็ยังไม่ทาน แต่เขาทานผัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรตั้งแต่เขาจำความได้ก็คือไม่กินเลย ตอนเด็กๆ เราบดให้เขาทานบ้าง แต่พอเขารู้เรื่องไม่เลย ให้ลองชิมคือไม่ชิม
มันจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต คุณค่าทางสารอาหารไหม?
แป้ง : ไปถามคุณหมอเหมือนกันว่าน้องไม่ทานผลไม้เป็นไรหรือเปล่า คุณหมอบอกว่าถ้าทานผักได้ ไม่ทานผลไม้ก็ยังโอเคอยู่
มีคนติดต่องานในวงการไหม?
แป้ง : ต่อให้มีก็ไม่กล้ารับ ดูท่าทาง ก็จะมีรีวิวประมาณนี้ แต่ถ้าเป็นงานอย่างอื่นน่าจะให้โตกว่านี้ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่ชอบ
ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ที่พี่แป้งร้องไห้กลางไลฟ์?
แป้ง : ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพาลูกไปเที่ยว แล้วคุณพ่องานเยอะมาก แล้วเรารู้สึกว่าอยากพาลูกไปขึ้นเรือดิสนีย์ไปกับเพื่อนและมีเพื่อนลูกไป เราเลยตัดสินใจพาไปคนเดียว ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีอะไร ประจวบกับช่วงนั้นเขาก็งอแงด้วย
แล้วพอลงจากเรือก็มีหลายๆ สิ่ง งานของสามีที่ต้องไป ต้องทำ และธุระอื่นๆ ที่ต้องทำอีก แล้วเราก็แบบมันยาวเนาะ มันอยู่แบบ 2 อาทิตย์ มันก็เครียดสะสม จริงๆ ต้องอยู่สิงคโปร์นานกว่านั้น แต่ว่าเราขอกลับมาก่อน
พอเรากลับมาได้มีเวลาหายใจ นู้น นี่ ตอนนั้นก็ไม่มีอะไร เราก็ไลฟ์ปกติ ขายของใดๆ แล้วมันอาจจะมีบางคอมเมนต์ แบบ เป็นยังไง ทำไมดูเหนื่อย แล้วเราด้วยความที่พยายามเก็บๆ อยู่แล้ว เหมือนมันไม่ได้พูด และเราก็ไม่รู้ตัวด้วย เพราะตอนอยู่ตรงนั้นทำยังไงให้บรรยากาศในบ้านมันดีที่สุด พยายามยิ้มแย้ม โดยที่เราก็เครียด แต่เราไม่รู้ตัวว่าเครียด พอมีคนมาถามแล้วมันแบบระเบิด
เหมือนคอมเมนต์มันมาจี้จุด?
แป้ง : ใช่ เหมือนเราไม่ได้พูด แล้วเราไม่ได้มาดูตัวเองว่าฉันเป็นอะไรหรือเปล่า พอมีคนถาม ฉันเป็นนิ แล้วเหมือนเราหยุดไม่ได้ ร้องไห้ หือ เป็นอะไร ทำไมมันหยุดไม่ได้ ร้องไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่อาจจะดูเหมือนร้องเยอะมั้งเลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมา
แต่ว่าปกติเวลาร้องเสร็จมันก็จะหาย แต่อันนี้ไม่หาย ปกติออกกำลังกายเสร็จก็ควรจะรู้สึกดี แฮปปี้ อันนี้เริ่มรู้สึกทำไมฉันออกกำลังกายแล้วสั่นไหว ลมพัดแล้วอยากจะร้องไห้ เลยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่ปกติแล้ว
แป้ง : มันเครียดสะสม แล้วลึกๆ เราอาจจะเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์เบาๆ พอมันไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นอย่างที่หวัง อย่างแบบ อยากให้ลูกแฮปปี้ อยากให้ลูกยิ้มแย้ม อยากให้ลูกไม่ดื้อ อยากให้สามีเข้าใจ อยากทำนู้น อยากทำนี่ แล้วมันไม่ได้ เอ๊ะทำไมแค่นี้มันไม่ได้ มันจะเหมือนเก็บ เราเลยตัดสินใจไปหาจิตแพทย์ เพราะเรารู้สึกว่าไม่ปกติ
คุณหมอก็แนะนำให้กินยา แต่ตอนนั้นเราแข่ง HYROX เราก็กลัวว่าถ้าเรากินยา เดี๋ยวไม่มีแรงวิ่ง ก็เลยไม่กิน พยายามนอนให้พอ ไปนวดกดจุดบำบัด ลองหลายๆ ทางแล้วมันรู้สึกว่า เราดีขึ้น เราเลยไม่กินยา หลังจากนั้นเราไปหาหลายคนมากนะ นักจิตบำบัดก็ไป ซึ่งเขาจะแตกต่างกับจิตแพทย์ตรงที่เขาไม่จ่ายยา แต่เขาฟังแล้วบอกว่าเราเป็นอะไร
จากที่ฟังนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน?
แป้ง : เขาบอกว่าเรามีภาวะวิตกกังวล แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้นเขาจ่ายยามาให้เราเพื่อที่เอาไปกิน คือถ้าเราดีลกับตัวเองไม่ได้ระยะยาวจะเป็นแหละ แต่ถ้าตอนนี้ถ้าเรายังพอแก้ได้อยู่ มันก็ดีกับเรา ซึ่งเราก็เลือกจะไม่กิน เราไม่อยากกินไปเรื่อยๆ
เวลาคุณเป็น คนที่อยู่ข้างๆ ก็สำคัญ?
คนที่เป็นสามีเขาเข้าใจเราไหม?
แป้ง : เขาไม่เข้าใจหรอกว่าเราเป็นอะไร แต่ว่าเขาให้พื้นที่ แล้วเราบอกเขา 1 ในภาวะความเครียดของเรามาจากเขา
เห็นว่าตอนที่พี่แป้งเจอสภาวะความเครียด ก็พาคุณสามีไปพบคุณหมอด้วย ไปทั้งคู่เลย?
แป้ง : พอเราไปคุยกับจิตแพทย์และนักจิตบำบัดหลายๆ คน เขาก็จะแยกเรามีพาร์ทความเป็นภรรยา ความเป็นแม่ แต่ว่าความเครียดของเราก็มาจากทางสามี อาจจะลูกด้วย พอเราคุยไปเยอะๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่า จริงๆ ถ้าคนข้างๆ เข้าใจเรามันจะช่วยได้เยอะมาก
บางทีเราเครียดเขาไม่เข้าใจ เขายังงงอยู่เลย ยูเป็นอะไร ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าปัญหาของเราคืออะไร แต่สามีเราไม่รู้ เราก็เลยแบบถ้าอย่างนั้นเราไปเจอด้วยกันไหม อย่างน้อยฟังจากมุมมองคนอื่น เขาจะได้เข้าใจว่ามันคืออะไร บางทีเราพูด เขาเห็นว่ามันไม่สำคัญ หรือเรื่องใหญ่ของเรา มันคือเรื่องเล็กของเขา เหมือนมันมองคนละมุม เราเลยให้คนกลางเข้ามา
แป้ง : เขาไป เพราะภรรยาแลดูไม่ไหว
พอกลับมาเขาเปลี่ยนไปยังไงบ้าง เขาเข้าใจเรามากขึ้นไหม?
แป้ง : เหมือนทำให้เขาเข้าใจตัวเขาเองด้วย เหมือนวิธีการคุยกัน 2 คน เขาคุยวิธีนี้ เราคุยภาษานี้ พอคุยกันแล้วทำไมมันไม่เข้าใจกัน คือเราก็เข้าใจเขาด้วยว่าพื้นเพเขามาแบบนี้ เราพื้นเพมาแบบนี้ เรามองความสำคัญคนละจุดกัน ยังไงมันก็คุยกันไม่รู้เรื่อง จริงๆ เรารู้สึกว่า เราเป็นคนเติม เติมสามี เติมลูก เติมอยู่คนเดียว แล้วเราหมด บางทีเราก็ต้องการให้สามีเติมให้เราบ้าง อย่างภาวะที่เราออกมาร้องไห้ เรารู้สึกว่าเราหมด จนเราไม่มีอะไรจะให้สามี ให้ลูก หมดพลัง
ถ้าเขาเติมให้เราเป็นเติมตังค์ได้ไหม?
แป้ง : ได้เลย เติมเป็นกระเป๋าได้แฮปปี้ ไม่ต้องทำอะไรมาก โอนตังค์ จบ
หลังจากที่พาคุณสามีไปเจอหมอ เหมือนพี่แป้งเองขอว่า ขอมีช่วงเวลาที่เราขอแยกไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว 4-5 วัน?
แป้ง : จริงๆ ไม่เชิงแยกไปหรอก แต่มันมีธุระให้ต้องไปต่างประเทศพอดี 4-5 วัน ก็ไปคนเดียว ตอนนั้นเหมือนทำบุญมาดี มันอยู่ในจังหวะที่เราไม่ไหวแล้วจริงๆ แล้วฉันต้องไปพอดี เราขึ้นเครื่องด้วยความรู้สึกแฮปปี้มาก รู้สึกฉันได้พัก ฉันได้เบรก พอไปเสร็จปุ๊บก็ไปออกกำลังกาย กินข้าว เจอเพื่อน ช้อปปิ้ง
แล้วเราก็รู้สึกสิ่งที่เราขาดหาย คือความสุขของตัวเอง เหมือนเราลืมว่าความสุขของเราคืออะไร เรามัวแต่ให้เขา ให้สามี ให้ใดๆ จนแบบจำได้ว่าก่อนมีภาวะ วันนึง 24 ชม. เราขอไปกินชาเขียวแก้วนึง แล้วมันไม่ได้
เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย ฉันไปกินข้าวกับคุณ ไปกินข้าวกับเพื่อน ไปคุยงาน ได้เลย แต่ขอกินชาเขียวแก้วเดียวแล้วมันไม่ได้ เรารู้สึกว่า แค่ฉันอยากกินชาเขียวแก้วเดียว ฉันยังไม่ได้เลย แล้วเหมือนพอเราได้ไปคนเดียว 3-4 วัน ฉันอยากกินชาเขียวฉันก็ได้ไป ฉันอยากไปออกกำลังกาย ฉันก็ได้ไป ฉันอยากทำอะไรได้ทำหมด เหมือนมันได้ออกไปชาร์จพลัง
มันได้กลับมาเป็นตัวเองจริงๆ?
ช่วงนั้นต้องบอกว่าบทบาทภรรยากับคุณแม่มันสำคัญจนบางทีเราลืมตัวเอง?
สุดท้ายคำตอบที่ได้หลังจากนี้เราควรต้องทำยังไง?
แป้ง : อันนี้เป็นคำตอบที่นักจิตบำบัดเขาบอก ถ้าตัวเราเองยังไม่เต็ม เราจะไปมอบให้เขายังไง ถ้าเราไม่มีความสุข เราหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ความสุขของแป้งคืออะไร ตอนนั้นที่เขาถาม แป้งลืมจริงๆ ก็คือการได้อยู่กับลูกก็คือความสุขแล้ว แล้วนักจิตบำบัดเขาก็ถามว่าที่ไม่เกี่ยวกับลูกเลย มันคืออะไร
เราก็คิดในใจ จริงๆ แค่เราได้ฟังเพลง ได้แช่น้ำร้อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ได้เดินคนเดียว ได้กินสิ่งที่ชอบ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว วันนั้นกลับบ้านมาเปิดน้ำร้อน แช่น้ำ เปิดเพลงฟัง แล้ววันนั้นลูกขอไปเล่นบ้านเพื่อนพอดี เราแบบมีความสุขจังเลย
แล้วพอกลับมา เลอาเป็นยังไงบ้าง หนูไปเล่นกับเพื่อนมาเป็นยังไงบ้าง แต่ตอนไหนที่เราเป็นหนูเหี่ยว เราก็ไม่มีพลัง แล้วเราอยากจะพยายามเติม คือมันฝืน มันไม่ได้ เหมือนซากหมูที่เหี่ยว เป็นฟีลประมาณอย่างนั้น
ตอนนี้เป็นยังไง สภาพจิตใจ ความรู้สึกมันดีขึ้น 100% ไหม?
แป้ง : ดีขึ้น อาจจะยังไม่ร้อย คงจะเป็น 70-80 แต่ละภาวะมันไม่ได้แก้ไขภายในข้ามคืน ต่อให้สามีไปพบนักจิตบำบัดใดๆ กับเรา แต่ท้ายที่สุดมันไม่สามารถเปลี่ยนคนคนนึงภายในวันเดียว
ทุกวันนี้เห็นก็ยังมีเหม็น ก็ยังมีไม่ชอบ ก็ยังมีอีกแล้ว ก็ยังมีอยู่ แต่ว่าอย่างน้อยเรามีวิธีแก้ไข เรามีทางออก สามีเขาก็น่ารัก เขาเป็นคริสต์เขาพาไปโบสถ์ ที่โบสถ์ก็จะมีเป็นคอร์สคนแต่งงาน เราก็ทำทุกอย่างให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เราเลยรู้สึกว่ามันมีทางออก
มันกลัวว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม?
แป้ง : มันกลับไปอยู่แล้ว เดี๋ยวยังไงมันก็ต้องมีอีก ไม่ใช่วันนี้ฉันแข็งแรงแล้ว มันจะไม่เกิดขึ้น ชีวิตคู่มันไม่ได้เหมือนแฟนกัน คบกัน 1-2 ปี แต่มันยังอยู่ไปอีก 10-20 ปี เดี๋ยวมันก็มีอีก แต่ว่าวันนั้นเราอาจจะต้องหันมาถามตัวเองว่า วันนั้นเราจะแก้ปัญหายังไงอีกทีนึง
จะย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ที่สิงคโปร์?
แป้ง : จริงๆ เป็นแพลนที่คุณพ่อเขาอยาก เขาอยากให้ลูกเขารู้ว่าเป็นสิงคโปร์ จริงๆ ไม่ต้องอยาก เขารู้อยู่แล้ว เขาอยากให้เหมือนไปเรียนรู้วัฒนธรรม ไปอยู่กับคุณปู่ คุณย่า ว่าแบบจริงๆ เขามีความเป็นสิงคโปร์อยู่ด้วย ไม่ใช่เป็นแค่คนไทย ก็เลยอยากจะย้ายไปตอน 6 ขวบ
แล้วได้ลองไปอยู่ที่นั่นบ้างหรือยัง?
แป้ง : ได้ เวลาปิดเทอมนี่แหละ
ไปอยู่สิงคโปร์แล้วเป็นยังไง?
แป้ง : เลอาเขาเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว แพ้ขนสัตว์ แพ้นู้นนี่ แต่ว่าไม่ได้เป็นหนักขนาดนั้น แต่ว่าล่าสุดที่ไปสิงคโปร์ รอบที่แล้วอยู่นาน 2 อาทิตย์ เลอาอยู่ดีๆ ก็ผื่นขึ้น ตาบวมจนต้องเข้าฉุกเฉิน แล้วหายใจไม่ออก เราก็พาเขาไปหาหมอ
แล้วเราสังเกตทุกครั้งที่เขาไปสิงคโปร์ เขาจะแพ้แต่ไม่ได้หนักเท่าครั้งที่แล้ว เราถามหมอว่าแพ้อะไร คือแพ้อากาศเปลี่ยน แพ้ใดๆ โดยที่เราไม่มีคำตอบว่ามันคืออะไร เราก็กลัวว่าถ้าเลอาย้ายไปจริงๆ กลัวว่าจะแพ้อะไร ก็เลยคุยกับสามีว่าถ้าเรายังไม่รู้ว่าเขาแพ้อะไร เราอย่าเพิ่งไปไหม
เห็นบอกว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้พี่แป้งเสียน้ำตาจากลูกสาว?
แป้ง : ดิสนีย์แลนด์น่าจะมีอาถรรพ์ ทุกครั้งที่ไปดิสนีย์แลนด์เสียน้ำตาตลอด ตอนเด็กๆ ไม่เคยไปดิสนีย์แลนด์เลย พ่อ แม่ไม่เคยพาไป เราเลยมีความรู้สึกว่าอยากจะพาลูกไป แล้วสามีติดงาน เราเลยคิดว่าเดี๋ยวเราพาไปเองคนเดียว
ตอนนั้นเขาน่าจะประมาณเกือบ 3 ขวบ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากในแต่ละกิจกรรม แล้วเราอยากให้เขาได้ทำทุกอย่าง แล้วก็ทั้งอุ้ม ทั้งวิ่ง ขี่คออยากให้เห็น แล้วเหมือนเขาเองก็คงเหนื่อย นางก็โวยวาย งอแง อะไรที่ไม่น่ารักทำหมด
พาไปดูของเล่น บอกเขาว่าถ้าอยากได้ก็ต้องมาขอโทษหม่ามี้ เขาบอกไม่ ไม่ขอโทษ ไม่เอา สรุปไม่ได้ซื้อ เราก็เสียใจ แต่จะเสียใจทำไม เขาเด็ก ตอนนั้นด้วยความเหนื่อย ทุ่มเท ปกติดิสนีย์แลนด์เราไม่ได้อยากไป แต่ที่ไปเพราะเขาเลย ก็เลยน้ำตาซึม ร้องไห้ นี่ก็ไม่รู้เรื่อง
มีอะไรอยากจะบอกลูกสาว?
แป้ง : รัก ไม่รู้จะรักยังไงแล้ว บอกเขาเลอารู้ไหม หม่ามี๊รักเลอามากกว่ารักตัวเองอีก รักมาก
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม
女演员奥恩吉拉 (Ornjira) 坦诚地谈到了她长期积累的压力,这些压力导致她在直播中崩溃落泪,甚至需要接受心理治疗。她还带着年幼的女儿莉娅 (Lea) 来到节目中,向大家分享了女儿可爱的成长历程,并讲述了一件令她潸然泪下的往事。此外,在由本兹·波奇塔 (Benz Pornchita) 和 DJ Puttichai 主持的 Channel One 31 频道“Kuy Saap Show”节目中,她也回应了关于她计划举家迁往新加坡的传闻。
莉娅大约在4岁时开始展现出她的个性。请举例说明她的个性特点。
庞:这身衣服是她自己选的。她心里想的是,“妈妈穿得这么隆重,我就不能选件搭配的吗?”我让她换衣服,她都拒绝了。连鞋子都是她自己选的。
开始不喜欢被拍照和录像了吗?
庞:是啊,如果我们想给他拍照或录像,他都不让。我们很多朋友也这么说,劝我们不要拍他,不要做这样那样的事。我们就想……“妈妈不想操心。”
他长得像他父亲还是母亲?
庞:就外貌而言,我认为我是混血儿,但就性格而言,我可能更像我的母亲。
莉娅从小就不肯吃水果?
庞:他现在还是不吃,但他吃蔬菜。我不知道为什么,但他从记事起就一直不吃。他小时候,我们有时会把蔬菜捣碎给他吃,但他一听就明白了,拒绝了。他连尝一口都不肯。
它会影响生长还是营养价值?
庞:我还问过医生,我的孩子不吃水果行不行。医生说,如果她能吃蔬菜,不吃水果也没关系。
你收到过业内的工作邀请吗?
庞:就算真有这样的评价,我也不敢接受。就他那副样子,估计会收到类似的评价。不过,如果是其他类型的工作,我觉得他应该更成熟一些,因为他并不是那种喜欢做这些工作的人。
之前曾发生过P'Pang在直播中哭泣的事件?
庞:当时正值学校假期,我们想带孩子出去玩。爸爸工作很忙,我们想带孩子和朋友们一起去迪士尼乐园坐游轮,而且他的一些朋友也要去。所以我们决定让他自己去,没有请保姆什么的。碰巧那段时间他特别爱哭闹。
下船后,要做的事情太多了——我丈夫的工作需要完成,还有其他一些琐事。我们当时就想:“哇,已经过了好久,大概两周了。”压力越来越大。其实我们原本打算在新加坡待更久一些,但我们申请提前返回。
回到家喘口气之后,一切都好起来了。我们照常直播卖东西,然后可能会有人问:“你好吗?怎么看起来这么累?” 因为我们当时努力把所有情绪都藏在心里,什么也没说,甚至都没意识到。那时候,我们只想尽力维持家里的气氛,努力保持微笑,尽管压力很大,但我们自己却没意识到。结果,当人们开始问起的时候,事情就彻底爆发了。
看来这条评论戳到了别人的痛处,不是吗?
庞:是啊,感觉我们都不谈论这件事,也不反省自己是不是出了什么问题。然后有人问:“我有个问题”,我们就止不住地哭。我们会哭着问:“啊?怎么了?为什么我停不下来?”我们就一直哭,觉得没什么大不了的。但也许别人觉得我们哭得很厉害,所以就成了个问题。
通常情况下,哭完之后这种感觉就会消失,但这次却没有。平时运动后我应该感觉很好很开心,但这次运动的时候我开始浑身发抖,风一吹就想哭。那时我就开始觉得我好像哪里不对劲。
庞:这是压力累积的结果,而且说到底,我可能有点完美主义。当事情不如我意,当事情没有像我希望的那样发展——比如希望我的孩子快乐、爱笑、不叛逆,希望我的丈夫理解我,希望做这做那——而结果却不如人意时,我就会想,“为什么连这点都做不到?” 我好像把所有情绪都憋在心里。所以我决定去看精神科医生,因为我觉得自己肯定出了什么问题。
医生建议我们吃药,但当时我们正在参加HYROX比赛,担心吃了药就没力气跑,所以就没吃。我们努力保证充足的睡眠,去做穴位按摩,尝试了很多不同的方法,感觉好多了,就停了药。之后,我们去看了很多医生,包括一位心理治疗师。心理治疗师和精神科医生不同,他们不开药,而是倾听你的心声,告诉你问题出在哪里。
根据我听到的情况,它也会导致抑郁症吗?
庞医生说我们有焦虑症,但还不是疾病。所以他给我们开了药。他说如果我们长期不控制,就会发展成疾病。但如果我们现在还能控制住,对我们是有好处的。不过,我们选择不吃药。我们不想一直吃下去。
当你身处困境时,身边的人也很重要,不是吗?
我丈夫能理解我吗?
庞:他不理解我们正在经历什么,但他给了我们空间,我们也告诉他,我们压力的来源之一就是他。
我听说P'Pang压力很大的时候,她带她丈夫一起去看医生。他们俩都去了?
庞:在咨询了几位精神科医生和心理治疗师之后,他们把我作为妻子和母亲的角色分开来看,但我的压力也来自我的丈夫,或许还有我的孩子。经过多次交谈,我开始意识到,如果我身边的人能够理解我,那将会对我有很大的帮助。
有时候我们压力很大,他却不理解。他总是困惑地问:“你们怎么了?”尽管我们自己也清楚问题所在。我丈夫不明白,所以我们就想:“或许我们应该见面谈谈?至少他可以从另一个角度听听,理解事情的来龙去脉。” 有时候我们谈这件事,他觉得无关紧要,或者对我们来说很重要的事,对他来说却微不足道。感觉我们看待问题的角度完全不同。所以我们请了一位调解员。
庞:他离开是因为他妻子看起来太虚弱,无法应付。
他回来后有什么变化?他现在更了解我们了吗?
庞:这就像让他也了解自己一样。比如,我们说话的方式,他这样说,我们这样说。为什么我们说话的时候互相听不懂呢?我们了解他的背景,也了解我们的背景。我们重视的东西不一样,所以就是沟通不畅。其实,我觉得我一直在付出,养活我的丈夫,养活我们的孩子,独自承担一切,然后我就筋疲力尽了。有时候我也需要丈夫来照顾我。比如,当我哭出来的时候,我觉得自己完全被掏空了,什么都给不了丈夫,给不了孩子,我精疲力竭了。
如果他帮我们充值,有可能吗?
庞:当然可以!充值一下就行了,不用太麻烦,转账就行,搞定。
陪丈夫去看医生后,P'Pang 似乎要求有 4-5 天的独处时间。
庞:其实,这不算是一次专门的旅行。我出国出差四五天,所以就一个人去了。感觉像是走了狗屎运,正好赶上我真的快撑不住了,需要出去走走。登机的时候心情特别好,感觉终于可以好好休息一下了。之后,我去锻炼、吃饭、见朋友、逛街。
然后我们才意识到我们错过了什么:我们自己的快乐。我们好像已经忘记了快乐是什么。我们忙着付出,付出给我们的丈夫,付出给所有人,以至于我记得在那件事发生之前,一天24小时里,有那么一段时间,我想喝杯绿茶,却得不到。
我们什么都不需要。我可以和你一起吃晚饭,和朋友们一起吃晚饭,参加工作会议——什么都行。但我只想喝杯绿茶,却连这都得不到。感觉就像,我只想喝杯绿茶,却连这都得不到。但是,在独自待了三四天之后,我可以喝绿茶,可以锻炼,可以做任何我想做的事。感觉就像我重新充满了能量。
它真的恢复原状了吗?
在那段时间里,我必须说,妻子和母亲的角色非常重要,以至于有时我忘记了自己。
最后,我们得到这个答案之后应该做什么?
庞:这是我的心理咨询师给我的答案。如果我们自己都不完整,又怎么能给予别人呢?如果我们自己都不快乐,就应该去寻找生活中的小确幸。比如说,我的幸福是什么?当他们问我这个问题的时候,我真的想不起来了。对我来说,幸福就是和孩子们在一起。然后咨询师又问我,除了孩子之外,还有什么让我感到幸福。
我们当时想,其实只要听听音乐,泡个热水澡,就足以让我们快乐。独自散步,吃自己喜欢的东西,也足以让我们快乐。那天,我回到家,打开热水,泡了个澡,放了点音乐,然后孩子说要去朋友家玩。我真是太开心了。
你回来的时候,莉娅怎么样了?和朋友们玩得怎么样?但是当我们情绪低落的时候,我们感觉精疲力竭,想要重新振作起来,但这很勉强,根本行不通。就像一具枯萎、毫无生气的躯体,就是那种感觉。
你现在感觉怎么样?你的精神状态和情绪是否完全好转了?
庞:情况好转了,也许没完全好转,大概有七八成吧。任何一种情况都不可能一夜之间解决。就算我丈夫陪我们一起去看心理医生,归根结底,也不可能一天之内就改变一个人。
即使到了今天,仍然有一些事情困扰着我,一些我不喜欢的事情,一些反复出现的问题。但至少我们有解决办法,我们有出路。我的丈夫很可爱;他是基督徒,他会带我去教堂。教堂为已婚夫妇开设课程,我们也尽一切努力改善我们的关系。正因如此,我们才觉得还有出路。
它害怕回到过去的样子吗?
庞:这种事还会再发生。它注定会再次发生。不是说我今天就坚强了,以后就不会再发生了。一段感情不是像谈恋爱一两年那么简单;这段感情会持续十年二十年。它肯定会再次发生,但到那时,我们或许需要问问自己,到时候该如何解决这个问题。
你们全家要搬到新加坡吗?
庞:其实,这是他父亲的计划。他父亲想让儿子了解新加坡。其实他父亲并不需要刻意让他了解,因为他自己早就知道了。他想让儿子学习新加坡文化,和祖父母一起生活,让他明白新加坡文化也是新加坡文化的一部分,而不仅仅是泰国文化。所以,他父亲在他六岁的时候就想把他们带过去。
你有没有机会在那里生活过?
庞:好的,学校放假期间真是个好时机。
在新加坡生活是什么样的体验?
庞:莉娅本来就有过敏症,对动物毛发过敏,对很多东西都过敏,但都不严重。然而,最近我们去新加坡待了两周,莉娅突然起了疹子,眼睛肿得厉害,我们不得不带她去急诊,她也呼吸困难。我们带她去看兽医了。
后来我们注意到,每次他去新加坡都会出现过敏反应,但都没有上次那么严重。我们问过医生他对什么过敏——是天气变化,还是其他什么——但我们也没有答案。我们担心如果Lea真的搬家,可能会产生新的过敏症,所以我们和丈夫商量,如果不知道他对什么过敏,最好还是不要去。
我听说发生了一件事,让P'Pang因为她女儿而流泪?
庞:迪士尼乐园好像被诅咒了。每次去迪士尼乐园我都会哭。我小时候从来没去过迪士尼乐园,我爸妈从来没带我去过。所以我很想带我的孩子去,但我老公工作很忙,所以我就想着自己带他们去。
他当时大概快三岁了。每项活动都进行得很快,我们又想让他体验所有的事情。我们抱着他,陪他跑,背着他,让他看看周围的世界。但他看起来好像很累,会哭闹、哼哼唧唧,做出各种不可爱的举动。
我带他去看玩具,告诉他如果想要的话,就得跟妈妈道歉。他说不,他不会道歉,他不要。最后,我们没买。我们很难过,但为什么要难过呢?他只是个孩子。那时候我们很累,也费了不少力气。平时我们并不想去迪士尼乐园,但为了他去了。所以,我忍不住哭了。他根本不知道发生了什么。
你有什么想对女儿说的吗?
庞:我爱你。我不知道该怎么表达我的爱了。告诉莉娅,你知道吗?妈妈爱莉娅胜过爱自己。我非常爱你。
点击阅读更多娱乐新闻。