2 สส.ปชป. จวกยับ กกต. ตัดตอนเพื่อตัดจบคดีฮั้ว สว. สังคมฝากความหวัง “DSI-ศาลฎีกา”两名民主党议员严厉批评选举委员会为尽快结案而偷工减料。社会各界将希望寄托于特别调查局和最高法院。
“สาทิตย์” จวกยับทำลายตัวเองคดีฮั้ว สว. ชี้ 4 กกต. ผลัดเกาหลัง สว.น้ำเงิน ตัดตอนเพื่อตัดจบ สังคมฝากความหวัง “DSI-ศาลฎีกา” “รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน งบปราบโกงค้างกว่า 60% คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี

“สาทิตย์” จวกยับทำลายตัวเองคดีฮั้ว สว. ชี้ 4 กกต. ผลัดเกาหลัง สว.น้ำเงิน ตัดตอนเพื่อตัดจบ สังคมฝากความหวัง “DSI-ศาลฎีกา” “รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน งบปราบโกงค้างกว่า 60% คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี
เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 16 กันยายน 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปี 2567 และ 2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ตอนหนึ่ง ว่า ตนขอเรียกเป็นรายงาน กกต. ฉบับเจ้าปัญหา คือฉบับรายงานปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง สว. กับฉบับปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่เข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาฯ เสียที หลังจากผ่านกระบวนการยื้อ ดึงกันมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับสถานะของรายงานฉบับนี้ ก่อนวันที่ 14 กันยายน มีความพยายามไม่ให้รายงานฉบับนี้ได้รับการพิจารณา อาจจะเพราะว่า มีบางฝ่ายที่กำลังจะคิดที่จะปกป้องผลประโยชน์ของส่วนตัวโดยอาศัยมือของ กกต. ก็เป็นได้ แต่หลังวันที่ 14 กันยายนไปแล้ว เมื่อผลประโยชน์เหล่านั้นจบลง เขารอดตัวไป คราวนี้เหลือแต่ กกต. เท่านั้น วันนี้สถานะของ กกต. น่าเป็นห่วงมากกับวิกฤติศรัทธาองค์กรเพราะเกราะที่เคยเป็นกำบังท่านได้พังทลายลงแล้ว จากคำวินิจฉัยเรื่องคดีฮั้ว สว. จากความรู้สึกสะสมของสังคมนี้ที่มีต่อ กกต. ที่ทำงานมาตลอด 20 กว่าปี ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเกือบ 1แสนล้านบาท จากความเชื่อมั่นและศรัทธาในความสุจริต และเที่ยงธรรมของ กกต.ยุคแรกถึงปัจจุบัน ที่ตกต่ำลงจนมาพังทลายลงในการส่งฟ้องคดีโกงฮั้ว สว. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา
ชี้ 4 กกต. ผลัดเกาหลัง สว.น้ำเงิน ตัดตอนเพื่อตัดจบ
นายสาทิตย์ กล่าวต่อไปว่า กกต. ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจให้จัดการเรื่องการทุจริตการซื้อเสียง ก่อนมี กกต. มีการแจกปลาทู มีแจกรองเท้าคนละข้าง จนถึงแจกเงิน 120 บาทซื้อเสียงเลือกตั้ง จนการซื้อเสียงทวีความรุนแรงมากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ 500 บาท 1,000 บาท 3,000 บาท 5,000 บาท ถึง 10,000 บาท คือความเป็นจริง แต่ กกต. ทำอะไรไม่ได้เลย ล่าสุดถึงขั้นซื้อกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ในการเลือกตั้ง สส. แต่สิ่งที่ทำให้พังทลายที่สุด คือ กระบวนการฮั้ว สว. ที่มีการใช้ทั้งอิทธิพล ใช้อำนาจการเมือง และใช้เงินซื้อ กับกระบวนการจัดตั้งแทรกแซงในทางการเมืองเข้ามาจัดการ โดยที่ กกต. ไม่สามารถจะจัดการอะไรได้เลย
สังคมติดตามมาตลอดเวลา 2 ปี ต้องมาช็อตฟิลของคนทั้งประเทศกับมติส่งฟ้องฮั้ว สว. ทำให้ความเชื่อมั่นและศรัทธาของสังคมจบลงแล้วกับ กกต. เมื่อประชาชนทั้งประเทศไม่เชื่อถือ หมดศรัทธา จากนี้ไป กกต. จะจัดการ ดำเนินการอะไรอย่างไร สังคมไม่เชื่อถือแล้ว มติส่งฟ้องฮั้ว สว. เมื่อ 14 กันยายน ท่ามกลางขบวนการทุจริต โกงที่ใหญ่โต กกต. เสียงข้างมากที่ 4 คน ที่มาจากการเลือกของ สว. ที่ถูกกล่าวหาเสียเอง สังคมเรียกว่าเป็นการตัดตอนเพื่อตัดจบไม่ให้สาวไปถึงตัวการใหญ่ของขบวนการฮั้ว สว. ขณะที่ กกต. เสียงข้างน้อย ที่กล้าหาญออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง สังคมให้ความชื่นชม ที่สังคมมีความรู้สึกว่า นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง
สังคมฝากความหวัง “ดีเอสไอ-ศาลฎีกา” แนะคน กกต.ออกมาแฉฟื้นศรัทธา
“กรณีฮั้ว สว. กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย แม้วันนี้ กกต. จะส่งสำนวนไปศาลฎีกาแล้ว คนไทยไม่ได้คาดหวังในตัวของ กกต. อีกต่อไป แต่มีความหวังที่ DSI จะเดินหน้าคดีนี้ต่อ โดยที่ กกต. จะถูกครหาต่อว่า แม้ DSI จะส่งสำนวนของ DSI ให้ กกต. ทาง กกต. อาจปฏิเสธไม่รับสำนวนจาก DSI ทั้งที่เป็นเรื่องคดีเรื่องฟอกเงินกับอั้งยี่ ที่สอดรับกับเรื่องขบวนการในการฮั้ว สว. เช่นเดียวกัน
DSI ก็กำลังถูกจับตามองว่า ถ้า DSI เดินหน้าคดีนี้ต่อ อาจถูกแทรกแซงทางการเมืองซ้ำรอยอีกหรือไม่ เรื่องนี้จะเป็นภาคต่อที่สังคมต้องติดตาม เมื่อสังคมไม่เชื่อถือ กกต. เขาจะฝากความหวังไว้ศาลฎีกา เพราะในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ข้อ 39 ระบุไว้ชัดเจนว่า ศาลฎีกาจะใช้ระบบการไต่สวน และอาจจะมีการเรียกผู้อื่นในส่วนที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการเพิ่มเติมได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้อง กกต. ว่าจะต้องส่งสำนวนที่อนุฯ ชุดที่ 26 ทำมาทั้งหมดให้ศาลฎีกา อย่าตัดตอนเอาเฉพาะคนที่ถูกฟ้อง 77 คนอีก เพราะศาลฎีกามีอำนาจในการที่จะเรียกพยาน หลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพิ่มเติมได้”
นายสาทิตย์ ระบุอีกว่า กกต. จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต ที่จะเปลี่ยนแปลงในตอนร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการทลายโครงสร้าง กกต. ทั้งการสรรหา, เปลี่ยนแปลงอำนาจที่มี เพราะ กกต. เป็นประตูคัดคนเข้าสู่อำนาจของประเทศนี้ แต่มันบิดเบี้ยวจากการถูกทำลายหลักการประชาธิปไตย ที่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล กกต. ก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้ แต่ก่อนที่ศาลฎีกาจะเปิดการไต่สวนและตัดสินในคดีนี้ คนในองค์กร กกต. ยังมีโอกาส ใครในองค์กร กกต. ที่รับรู้เรื่องราวของอำนาจภายนอก ที่เข้ามาแทรกแซง ครอบงำ ชี้นำการตัดสินใจ ออกมาแฉ ออกมาเปิดเผยความจริง อย่างที่ กกต. เสียงข้างน้อยออกมาพูดความจริงกับสังคมนี้ซึ่งน่าชื่นชม จะทำให้สังคมไทยเห็นว่า คนใน กกต. ยังมีคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความเที่ยงธรรมในใจ ที่จะรักษาเกราะกำบังของ กกต. เอาไว้ได้
ดังนั้นรายงานของ กกต. ทั้ง 2 ฉบับ จึงไม่น่าเชื่อถือจากผลงาน มีหน้าหนึ่งในรายงานปี 2568 ของสำนักงาน กกต. ระบุว่าผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดย ป.ป.ช. อยู่ในระดับ 93.47% มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้าผ่านการประเมินระดับนี้ แล้วผลการทำงานของท่านคือการตัดจบตัดตอนคดีฮั้ว สว. แบบนี้ สวนทางกันหรือไม่ คนใน กกต. ต้องสวมหัวใจสิงห์ ออกมาแฉว่าใครเข้าไปแทรกแซงคดีฮั้ว สว. หรือไม่ วันนั้นท่านจะกอบกู้ศรัทธาองค์กรได้บางส่วน
“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงค้างกว่า 60% คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี
ทางด้าน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอขอบคุณ กกต. เสียงข้างน้อยทั้ง 2 ท่าน โดยเฉพาะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพราะการเปิดเผยเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ โดยเมื่อพิจารณารายงานผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของ กกต. ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญขององค์กร คือ การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม
ในปีงบประมาณ 2567 กกต. อนุมัติงบดำเนินการในยุทธศาสตร์ที่ 1 จำนวน 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 20.48 ล้านบาท หรือ 39.88% ขณะที่ปีงบประมาณ 2568 งบประมาณในยุทธศาสตร์ดังกล่าวลดลงเหลือ 36.19 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนคำถามสำคัญว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนมากขึ้น กกต. สามารถนำงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปใช้ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่ เพราะงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ย่อมต้องถูกตั้งคำถามถึงผลสัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณ
นอกจากนี้ ยังพบปัญหางานค้าง ต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2568 ยังมีอีก 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา “เรื่องที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงงบประมาณที่เบิกจ่ายไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ยังมีงานค้างสะสม และเมื่อเป็นองค์กรที่มีภารกิจโดยตรงในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง ความล่าช้าของกระบวนการจึงมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนโดยตรง”
พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ยังตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนคดีที่ กกต. ต้องดำเนินการ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจำนวน 162 คดี แต่ในปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต. ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี ขณะที่คดีที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าจากตัวเลข 162 คดีในปีก่อนหน้า
“แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องพิจารณาบริบทของปี 2568 ซึ่งมีการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมากยิ่งทำให้เราต้องกลับมาถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต. ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะในกระบวนการยุติธรรม ความล่าช้าย่อมส่งผลต่อสิทธิและความเชื่อมั่นของผู้เกี่ยวข้อง”
นางรัดเกล้า ยังระบุด้วยว่า ประเด็นทั้งหมดไม่ได้ต้องการโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนต้องการเห็น กกต. เป็นองค์กรที่สามารถทำหน้าที่ควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอิสระ พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ยังกล่าวถึงกรณีการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยระบุว่า การที่ กกต. เสียงข้างน้อยออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่ประชาชนควรได้รับทราบ และเป็นส่วนสำคัญของความโปร่งใสในการทำงานขององค์กรอิสระ
“วันนี้เราไม่ควรตั้งคำถามเพียงว่า กกต. มีความเป็นอิสระหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่า กกต. สามารถใช้อำนาจและทรัพยากรที่ได้รับมาเพื่อทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้เต็มประสิทธิภาพเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือองค์กรที่ทำงานได้จริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเลือกตั้ง”
นางรัดเกล้า กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยต้องการยกระดับมาตรฐานประชาธิปไตยและเดินหน้าเข้าสู่มาตรฐานสากล การทำให้กระบวนการเลือกตั้งมีความสุจริต เที่ยงธรรม และน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ กกต. คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของกระบวนการดังกล่าว.
“萨蒂特”严厉批评了参议院串谋案的自毁性质,指出四位选举委员会委员只是与蓝衫党参议员“互相包庇”,为了尽快结束此事而走捷径。社会将希望寄托在特别调查局和最高法院身上。“拉德克劳”分析了调查结果,指出反腐预算仍有超过60%的资金尚未支出,而正在进行的调查案件数量已激增至1564起。
2026年9月16日上午11点40分,民主党(名单比例代表制)国会议员萨提·翁农特伊先生在众议院审查选举委员会2024年和2025年绩效报告时,对选举委员会的工作表示担忧。他指出,这些选举委员会的报告“存在问题”,特别是2024年的报告(参议院选举年)和2025年的报告(地方选举年),他认为这两份报告在拖延两周后终于得到了众议院的审议。
关于这份报告的现状,在9月14日之前,曾有人试图阻止其审议。这可能是因为某些势力计划利用选举委员会(EC)作为工具来维护自身利益。然而,9月14日之后,一旦这些利益消退,他们便逃脱了惩罚。如今,只剩下选举委员会孤军奋战。目前,选举委员会的处境令人担忧,正面临公众信任危机,因为其保护伞已经崩塌。这源于参议院串谋案的判决,以及社会对选举委员会积压的负面情绪。选举委员会已运作20余年,耗费了近1000亿泰铢的公共资金。自9月14日参议院串谋案提起以来,公众对选举委员会的诚信和公正性的信心已大幅下降,并彻底崩溃。
四名选举委员会委员被指控将责任推卸给蓝衫参议员,为了尽快结束此事而偷工减料。
萨提特先生继续说道,选举委员会成立的初衷是为了打击贿选。在选举委员会成立之前,贿选事件就已存在,从每人分发鲭鱼和一只鞋,到每人发放120泰铢,不一而足。如今,贿选现象愈演愈烈,500泰铢、1000泰铢、3000泰铢、5000泰铢,甚至高达10000泰铢的贿赂金额真实存在,这是不争的事实。然而,选举委员会却对此束手无策。最近,他们甚至在议会选举中收买了投票站工作人员。但他表示,最大的败笔在于涉及参议员的勾结行为,这种行为利用影响力、政治权力和金钱,以及有组织的政治干预,而选举委员会对此却无能为力。
过去两年,公众一直密切关注选举委员会(EC)对参议院串谋丑闻涉案人员提起诉讼的决定。这一决定彻底摧毁了公众对选举委员会的信任和信心。随着全国上下对选举委员会失去信心,其未来任何行动或决定都令人无法接受。在如此大规模的舞弊案中,选举委员会于9月14日决定起诉涉嫌串谋的人员,这被选举委员会视为掩盖真相、阻碍调查触及真正罪犯的行为。与此同时,少数勇敢站出来澄清事实的选举委员会成员受到了社会各界的赞扬,人们认为这是正确的做法。
社会将希望寄托于特别调查局和最高法院,敦促选举委员会相关人员站出来揭露真相,以恢复公众信任。
“参议院选举舞弊案已成为压垮骆驼的最后一根稻草。尽管选举委员会今天已将案卷移交最高法院,但泰国民众对选举委员会已不再抱有太大期望。然而,他们希望特别调查厅能够继续调查此案。如果选举委员会拒绝受理特别调查厅的案卷,即使该案卷涉及洗钱和有组织犯罪,而这些都与参议院选举舞弊案密切相关,选举委员会仍将面临进一步的批评。”
特别调查部(DSI)也正受到密切关注,人们怀疑如果它继续推进此案,是否会面临进一步的政治干预。这将是社会必须持续关注的事件。当社会对选举委员会失去信任时,他们会将希望寄托于最高法院,因为最高法院全体会议条例第39条明确规定,最高法院将采用调查程序,并可传唤其他相关方提供补充证词。因此,民主党敦促选举委员会将第26小组委员会整理的全部案卷提交最高法院,而不仅仅关注被起诉的77人,因为最高法院有权传唤所有相关证人和证据。
萨提先生进一步指出,选举委员会未来将面临重大变革,这些变革将在宪法起草过程中实施。选举委员会的组织结构,包括其选举程序和权力调整,都需要进行重组,因为选举委员会是国家权力选举的门户。然而,由于民主原则遭到破坏,其权力结构已经扭曲,而民主原则需要权力制衡。选举委员会无法回避这个问题。但在最高法院就此案开庭审理并作出裁决之前,选举委员会内部仍有一线生机。任何了解外部势力干预、支配和操纵决策的选举委员会成员都应该挺身而出,揭露真相,就像选举委员会内部少数人所做的那样,这种做法值得称赞。这将向泰国社会表明,选举委员会内部仍然有人拥有道德勇气和正义感,能够维护选举委员会的公正性。
因此,根据选举委员会的表现来看,这两份报告都不可信。选举委员会2025年的报告中有一页声称,该委员会在国家反腐败委员会(NACC)对政府机构诚信和透明度的评估中得分高达93.47%。这怎么可能?如果他们通过了如此高的评估,那么他们随意终止和驳回参议院串谋案的做法岂不是自相矛盾?选举委员会内部人员必须拿出勇气,揭露是谁干预了参议院串谋案。只有这样,他们才能恢复公众对该机构的信任。
《Radklao》剖析了选举委员会的表现:反腐败预算超过 60% 尚未支出,调查案件数量激增至 1564 起。
民主党副党魁、政党名单议员拉德克劳·因塔翁·苏万纳基里女士表示,她要感谢选举委员会的两名少数派成员,特别是西提乔特·因特拉维斯先生,感谢他们向公众清晰地解释了他们的投票理由。她强调,决策的透明度对于建立公众对独立机构的信任至关重要。她还指出,过去两年来,选举委员会的绩效和预算令人担忧,尤其关注其运作效率,特别是其关键使命——加速以公正选举为基础的政治发展。
2024财年,泰国选举委员会批准了“策略一”5135万泰铢的运营预算,但实际仅拨付了2048万泰铢,即39.88%。2025财年,该策略的预算减少至3619万泰铢,但实际仅拨付了1514万泰铢,即41.8%。鉴于选举舞弊手段日益复杂,这些数据引发了人们对选举委员会是否有效利用其预算来预防和打击选举舞弊的质疑。未能实现预算目标,必然会引发人们对其支出效率的质疑。
此外,积压工作仍在持续。2024年,有7个项目涉及9项关键活动,总金额超过2840万泰铢,尚未完工,不得不延至下一年。同时,2025年,另有4个项目涉及5项活动,也无法在规定时间内完成。“令人担忧的问题不仅在于预算拨付效率低下,还在于积压工作的累积。由于该机构直接负责监督选举,因此选举过程中的任何延误都会直接影响公众信任。”
与此同时,拉德克劳女士也指出,选举委员会必须处理的案件数量显著增加。2024年,待处理的案件有394起,警方正在调查的刑事案件有162起。然而,到2025年,选举委员会全年必须处理的案件数量将增至1938起,而警方正在调查的案件数量将增至1564起,几乎是上一年162起的十倍。
“当然,其中一部分必须考虑到2025年的背景,包括一场重要的地方选举,但人数的显著增加迫使我们质疑选举委员会的系统、人员和资源是否足以应对实际的工作量。因为在司法系统中,延误必然会影响相关人员的权利和信任。”
拉德克劳女士还表示,整个事件并非意在攻击选举委员会,而是为了反映公众对这一对民主至关重要的机构的担忧。公众希望看到选举委员会有效且独立地履行其控制、管理和监督选举的职责,以确保选举的公正性和公平性。此外,拉德克劳女士还谈到了参议院选举中的串通舞弊案,她认为这是对公众信任的一次重大考验。她指出,选举委员会少数派成员清楚地解释了他们的投票理由,这一点公众应该了解,也是独立机构工作透明度的关键所在。
“今天,我们不仅应该质疑选举委员会的独立性,还应该质疑它如何有效地利用宪法赋予的权力和资源来履行其职责。归根结底,公众希望看到的是一个运转良好、透明、负责,并且能够建立公众对选举制度信任的机构。”
拉德克劳女士总结道,如果泰国想要提高其民主标准并向国际标准迈进,那么确保选举过程的诚实、公平和可信是不可避免的,而选举委员会是这一过程中最重要的机制之一。