← 返回新闻首页
泰国权威

มรสุมรุมเร้า “ภูมิใจไทย” เสียงข้างน้อยกกต. “โยนบึ้ม” คดีฮั้วเลือกสว.

มรสุมรุมเร้า พรรคสีน้ำเงิน “ภูมิใจไทย” ต่อเนื่อง เมื่อ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” หนึ่งในคณะกรรมการการเลือก ตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
泰国人民自豪党是选举委员会中的少数党,由于选举委员会将参议院选举中的勾结案“归咎于”该党,该党正面临一场动荡风暴。

มรสุมรุมเร้า พรรคสีน้ำเงิน “ภูมิใจไทย” ต่อเนื่อง เมื่อ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” หนึ่งในคณะกรรมการการเลือก ตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรค หรือเกี่ยวข้องกับพรรค ในกลุ่มนี้ เมื่อทำโพยเสร็จก็ไป” ถือเป็น “ระเบิด” ที่โยนใส่แบบนิ่ม ๆ ในคดีฮั้วเลือกตั้งสว.

หลังกกต.มีมติให้ฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวม 77 คน เป็นสว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว.26 คนและบุคคลอื่น 15 คน โดยเฉพาะในประเด็นข้อกล่าวหาข้อที่ 1-2 กรณีไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา-ไม่ดำเนินคดีอาญา "อนุทิน ชาญวีรกุล-เนวิน ชิดชอบ และภราดร ปริศนานันทกุล” บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กรรมการบริหาร และสส. ด้วย 5 : 2 เสียง

โดย “สิทธิโชติ” ยืนยันว่า มติของ กกต.ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ซึ่งมีเขากับ “ชาย นครชัย” กกต.อีกคนหนึ่งเป็นเสียงข้างน้อย

“เรามองว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างจะเชื่อได้...ต้องมองบริบทว่าการกระทำครั้งนี้ไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่กระจายทั่วประเทศ แต่ที่จับได้ไล่ทันคือบางจุด เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย ซึ่งมาประชุมกันที่แต่ละโรงแรมเพื่อทำโพย”

สิทธิโชติ ระบุว่า จับได้โพยมี 12 โพย มีหมายเลขที่เขียนไว้ คนที่ได้อันดับ 1-7 อยู่ใน 12 โพยนี้ทั้งสิ้น ซึ่งเกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยและถูกลงโทษ กลุ่มที่มาทำโพยและถูกลงโทษก็สะท้อนว่าทุจริตการเลือกตั้งแล้ว อาจไปถึงความผิดทางอาญาด้วยซ้ำ ...ขณะเดียวกัน เรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงินก็ชัดเจนว่ามีการยึดโยงกันว่า ให้ติดต่อใครในพรรคการเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค หรือ สส.ของพรรค

มรสุมรุมเร้า “ภูมิใจไทย” เสียงข้างน้อยกกต. “โยนบึ้ม” คดีฮั้วเลือกสว.

สำหรับพยานลำดับที่ 16 ที่กลับคำให้การ โดยอ้างว่าถูกข่มขู่นั้น กกต.เสียงข้างน้อย ยืนยันว่า พยานคนดังกล่าว เป็น สส.ของพรรคการเมือง ใครจะไปข่มขู่ได้ และยังมายื่นหนังสือกลับคำให้การ หลังตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 แล้ว เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2568 ซึ่งห่างจากการให้การครั้งแรกนานมาก

หากไล่เรียงรายชื่อคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)ที่พิจารณาลงมติในคดีดังกล่าวทั้ง 7 คนพบ มี 4 คน ที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.,อนันต์ สุวรรณรัตน์ ณรงค์ รักร้อย และ จิรุตม์ วิศาลจิตร ส่วนอีก 3 คน คือ ชาย นครชัย ,สิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ไม่ได้มาจากสว.ชุดปัจจุบัน

ไม่เพียงข้อกังขาหลัง กกต.มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาบางส่วน และยกข้อกล่าวหาในบางประเด็น ซึ่งทำให้กกต.และพรรคภูมิใจถูกตั้งคำถามในคดีฮั้วเลือกตั้งสว. แต่สัญญาณการเคลื่อนไหวของ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน และกลุ่มสว.สำรอง ที่เตรียมยื่นฟ้องกกต.ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา157 กลายเป็นมรสุมรุมเร้า “ภูมิใจไทย-กกต.” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันนี้ ( 16 ก.ย.2569) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง ซึ่งเดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ประเด็นที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ “โพย” เนื่องจากเห็นว่ามีพยานหลักฐานที่สะท้อนถึงการจัดทำโพยเป็นขบวนการ และควรนำข้อเท็จจริงดัง กล่าวมาพิจารณาประกอบอย่างรอบด้าน

การพิจารณาของ กกต. ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการพิสูจน์ความผิดทางอาญาเป็นรายบุคคล แต่ควรพิจารณาถึงบทบัญญัติ มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ควรมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม…จึงขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบคำวินิจฉัยของ กกต. และหากเห็นว่าการพิจารณายังไม่ถูกต้อง ขอให้มีการไต่สวนและให้ กกต.กลับไปทบทวนพยานหลักฐาน รวมถึงพิจารณาผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการเลือก สว.ให้ครบถ้วน

พล.ต.ท.คำรบ ยืนยันว่าการยื่นคำร้องของกลุ่มสว.สำรอง เป็นการใช้สิทธิตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด และหวังว่าศาลฎีกาจะรับคำร้องไว้พิจารณาและเปิดกระบวนการไต่สวน เพื่อให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน

โดยสรุปแล้วทั้ง 77 ราย กกต. วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต. ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน

ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต. ได้ละเมิด ตามมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต. หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิดระวางโทษจําคุก 10 ปี

ขณะที่พรรคประชาชน โดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่ามี 5 แนวทางจะดำเนินการทางกฎหมายกับกกต. คือ ฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด

พร้อมสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าว หาในคดีโกงสว. ที่ยังไม่ถูกสั่งฟ้องโดย กกต. ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล รวมทั้งตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีโกง สว. ผ่านกลไกรัฐสภา เช่น การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และผ่านการรณรงค์ในสังคม เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย

และผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภา และปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชน ในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามของผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา

ท่ามกลางบรรยากาศระอุ ในขณะการพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ 2568 ของสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (16 ก.ย.69) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เปิดฉากอภิปรายว่า การพิจารณาคดีการสมยอมกันในการเลือก สว. ของ กกต. ที่มีการพิจารณาแยกส่วนฐานความผิด ไม่สามารถแยกส่วนได้ เพราะได้กันผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นพยานแล้ว ถือว่าผู้กระทำความผิดได้รับสารภาพแล้ว และการพิจารณาแยกส่วนเหมือนที่ประธาน กกต. ชี้แจง ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ตามเจตนารมณ์การกันตัวไว้เป็นพยาน ต้องการให้บุคคลดังกล่าวให้การซัดทอดถึงตัวผู้สั่งการที่ทำให้เกิดการสมยอมกันในการเลือก สว. และในการกันตัวเป็นพยานตามกฎหมายของ กกต. ระบุว่าจะต้องเป็นผู้กระทำความผิด เมื่อ กกต. กันไว้เป็นพยานแล้ว จะอ้างว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอได้อย่างไร

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ กกต. มี 5 คนที่ได้รับผลประโยชน์จากการสรรหาของ สว. ชุดนี้ แต่อีก 2 คน ถูกคัดเลือกโดย สว. ชุดก่อน และยังมีเสียงข้างมากที่วินิจฉัยปฏิเสธเส้นทางการเงิน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่สามารถชี้ไปถึงผู้บงการได้ ดังนั้น กกต. ควรจะต้องพิจารณาทบทวนตัวเอง

ขณะที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.พรรคประชาชนระบุประเด็นเดียวกันว่า มติกกต.ฟ้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย โดยไม่มีชื่อแกนนำพรรคภูมิใจไทยว่า ซึ่งเป็นไปได้ 2 ทางคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับสมาชิกพรรค หรืออาจร่วมกันโกงเลือก สว. และมี กกต. ช่วยปกป้อง

ทำให้ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ โต้ตอบโดยใช้อำนาจประธานฯ สั่งห้ามพูดประเด็นดังกล่าว และระบุว่า กกต. ได้วินิจฉัยจนความจริงทางกฎหมายปรากฏแล้วว่า นายอนุทินไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว.

“จะพูดแบบนั้นไม่ได้ ทำงานไม่ได้เรื่อง หรือร่วมกันโกงไม่ได้ กล่าวหาไม่ได้ อย่างน้อยกกต.วินิจฉัยแล้ว ยอมรับหรือไม่ยอมรับ เป็นเรื่องของท่าน แต่กระบวนการทางกฎหมายนายอนุทินไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่ส่งฟ้องศาล”

เป็นฝุ่นควันหลังการลงมติของกกต.ในคดีฮั้วเลือกตั้งสว. ท่ามกลางมรสุมรุมรุมเร้า “กกต.และภูมิใจไทย” จะฝ่าฝันไปได้อย่างไร น่าจับตา เพราะขั้นตอนตามกฎหมายนับจากนี้ ยังต้องมีการพิจารณาอีกหลายด่านกว่าคดีจะถึงศาล

เปิดเบื้องหลังมติ กกต.คดีฮั้ว สว.พบ 26 สว.ถูกฟ้องด้วยมติ 4 : 3 เสียง

พลีชีพ คดีฮั้วเลือกตั้งสว. "กกต.-ภูมิใจไทย" ใคร (ไม่) รอดจากรอยรั่ว

"คดีฮั้วเลือกตั้งสว." เส้นทางวิบาก "ดีเอสไอ" ใต้ร่มเงาภูมิใจไทย

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻