ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู่ระดับ 3.75%-4%美国联邦储备委员会三年来首次提高利率,将利率提高到 3.75%-4%。
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 3.75%-4.00% เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 เพื่อสกัดปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงสูงเกินเป้าหมาย แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาคัดค้านและกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงก็ตาม ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายส่งสัญญาณอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกในอนาคต
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.75%-4.00% โดยเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งแรกภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยเรียกร้องให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ลดลงเหลือประมาณ 1%
วอร์ชระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมีความรับผิดชอบ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงเกินไปและอยู่ในระดับสูงมาเป็นเวลานาน พร้อมกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งขึ้น ตลาดแรงงานเติบโตดี การใช้จ่ายภายในประเทศยังคงยืดหยุ่น และการลงทุนด้านทุนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนเพิ่มแรงกดดันต่อราคา
เฟดตั้งเป้าหมายให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% โดยประมาณการล่าสุดระบุว่า เงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.7% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 3.6% และคาดว่าจะไม่กลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% จนกว่าจะถึงปี 2572 ซึ่งล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 1 ปี
ประมาณการเศรษฐกิจฉบับปรับปรุงระบุว่า กรรมการเฟด 16 คนจากทั้งหมด 18 คน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.00%–4.25% ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่คาดว่าอาจมีการปรับขึ้นอีกในปีหน้า ก่อนเริ่มพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในปี 2571 และ 2572
การขึ้นดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อชะลอการใช้จ่ายและกระตุ้นการออม ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคา แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประชาชนและภาคธุรกิจสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับชาวอเมริกัน การขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีต้นทุนสูงขึ้น โดยธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น เจพีมอร์แกน เชส คีย์คอร์ป และบีเอ็นวาย ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไพรม์จาก 6.75% เป็น 7% เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ข้อมูลจากเฟรดดี แมค ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านคงที่ระยะ 30 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 6.76% ขณะที่สินเชื่อระยะ 15 ปีอยู่ที่ 6.09% โดยการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะไม่กระทบต่อค่างวดรายเดือนของผู้ที่มีสินเชื่ออัตราคงที่อยู่แล้ว แต่ผู้ที่กำลังจะซื้อบ้านหรือรีไฟแนนซ์อาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความสนับสนุนประธานเฟด เควิน วอร์ช แต่กล่าววิพากษ์วิจารณ์คณะกรรมการเฟดว่าเป็นกลุ่มที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์และมีความเป็นการเมือง พร้อมยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยยังสูงเกินไป ขณะที่พรรคเดโมแครตในรัฐสภาสหรัฐฯ เตือนว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนสินเชื่อเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ประชาชนมีภาระหนี้สินมากกว่าเดิม
การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพของชาวอเมริกัน โดยราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับปีก่อน หลังราคาน้ำมันขายส่งพุ่งสูงขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ขณะที่มาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์และการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงกดดันด้านราคา
วอร์ชยอมรับว่า เฟดไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าแต่ละรายการ เช่น น้ำมันหรืออาหารได้โดยตรง แต่สามารถดำเนินนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้การปรับขึ้นราคาขยายวงกว้างไปทั่วระบบเศรษฐกิจ
หลังการประกาศขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี สะท้อนการคาดการณ์ของตลาดว่าเฟดอาจเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
นักวิเคราะห์ตลาดการเงินระบุว่า การลงมติเป็นเอกฉันท์ของเฟดสะท้อนว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและเงินเฟ้อที่ยังดื้อด้าน ทำให้กรรมการที่เคยสนับสนุนนโยบายดอกเบี้ยต่ำหันมาสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคาดการณ์ว่า มีโอกาสประมาณ 90% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้
การปรับขึ้นดอกเบี้ยเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรครีพับลิกันของทรัมป์จะยังคงครองเสียงข้างมากในรัฐสภาหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลเผชิญแรงกดดันจากประชาชนเกี่ยวกับราคาน้ำมันและต้นทุนสินเชื่อบ้านที่เพิ่มสูงขึ้น
เฟดยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.3% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการเดิมที่ 2.2% ส่วนอัตราการว่างงานคาดว่าจะอยู่ที่ 4.1% ในช่วงสิ้นปี ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 4.3%
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ใช่ธนาคารกลางแห่งเดียวที่เผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน โดยธนาคารกลางยุโรปเพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษมีกำหนดประกาศการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ (17 ก.ย.).
美国联邦储备委员会(美联储)一致投票决定将政策利率上调0.25个百分点至3.75%-4.00%,这是自2023年7月以来的首次加息,旨在抑制仍高于目标水平的通胀。尽管美国总统特朗普反对并施压要求降息,但美联储仍决定加息。政策制定者也暗示,未来可能进一步加息。
美国联邦储备委员会(美联储)宣布将政策利率上调0.25个百分点,至3.75%-4.00%。这是三年多来的首次加息,也是新任美联储主席凯文·沃什自5月底上任以来首次调整政策。
尽管特朗普总统不断呼吁降低利率,美联储货币政策委员会仍一致投票决定维持利率不变。此前,特朗普曾呼吁将美国利率降至1%左右。
沃奇表示,鉴于通胀水平持续过高且已维持在高位,提高利率是一项审慎负责的决定。他还补充说,美国经济正在走强,劳动力市场增长良好,国内支出保持韧性,资本投资依然强劲,所有这些因素都对物价构成下行压力。
美联储将通胀目标设定为2%,最新预测显示今年通胀率将达到3.7%,高于此前预测的3.6%。预计通胀率要到2029年才会恢复到2%的目标水平,比此前预测晚一年。
修订后的经济预测显示,18名美联储理事中有16人预计,到今年年底,利率至少还会再上调一次,可能达到4.00%至4.25%。大多数理事预计明年将进一步加息,之后才会考虑在2028年和2029年降息。
提高利率旨在抑制支出、刺激储蓄,从而缓解物价压力。然而,这也会增加个人和企业的借贷成本,可能对投资和经济增长产生影响。
对美国人来说,利率上升可能会使个人贷款、信用卡和抵押贷款的成本更高。周三,摩根大通和纽约银行等美国主要银行将基准贷款利率从6.75%上调至7%。
房地美的数据显示,30年期固定利率抵押贷款的平均利率为6.76%,而15年期贷款的平均利率为6.09%。利率变动不会影响现有固定利率贷款的月供,但计划购房或进行再融资的人可能会面临更高的成本。
特朗普总统对美联储主席凯文·沃什表示支持,但批评美联储董事会充满敌意且出于政治动机,并坚称利率仍然过高。与此同时,美国国会民主党人警告称,提高利率将增加借贷成本,并可能导致公众债务负担加重。
此次加息正值美国民众生活成本不断上涨之际,汽油价格较一年前上涨了约三分之一。此前,由于美国、以色列和伊朗之间的冲突,批发燃料价格飙升。与此同时,特朗普政府的进口关税和对人工智能的投资也加剧了物价上涨的压力。
沃奇承认,美联储无法直接控制石油或食品等个别商品的价格,但它可以实施政策来防止价格上涨蔓延到整个经济中。
加息消息公布后,美元走强,2年期美国国债收益率飙升至两年多来的最高水平,反映出市场预期美联储可能会继续进一步加息。
金融市场分析师表示,美联储一致投票决定加息,反映出能源价格上涨压力和持续通胀促使此前支持低利率政策的委员会成员转而支持加息。期货市场目前预测,美联储在年底前再次加息的可能性高达90%。
此次加息正值美国中期选举前夕,此次选举将决定特朗普领导的共和党能否继续掌控国会,与此同时,政府也面临着因油价上涨和抵押贷款成本上升而产生的公众压力。
美联储还预测,美国经济今年将增长2.3%,略高于此前预测的2.2%。预计到年底失业率将为4.1%,低于此前预测的4.3%。
然而,面临伊朗战争引发的通胀上升的并非只有美联储一家央行。欧洲央行上周刚刚提高了利率,而英国央行则计划于今天(9月17日)宣布利率决议。