เปิดประวัติ "วรภัค ธันยาวงษ์" จากมือหนึ่งตลาดการเงิน สู่มรสุมตรวจสอบระดับโลก揭开“沃拉帕特·坦亚翁”的故事,从金融市场的顶尖人物到全球关注的焦点。
เจาะเส้นทางชีวิตประวัติการทำงาน "วรภัค ธันยาวงษ์" อดีตแม่ทัพธนาคารใหญ่ อดีต รมช.คลัง จากมืออาชีพแถวหน้าในแวดวงการเงินไทย สู่มรสุมความท้าทายครั้งใหญ่หลังปรากฏชื่อในบัญชีตรวจสอบและมาตรการกดดันของสหรัฐอเมริกา

ชื่อของ "วรภัค ธันยาวงษ์" อดีตนายแบงก์ชื่อดังและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กลับมาเป็นจุดสนใจของสังคมและแวดวงการเมือง-การเงินอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าชื่อของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่ยื่นขอให้ฝ่ายบริหารตรวจสอบบุคคลที่อาจพัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เส้นทางชีวิตของเขานับเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจของวงการเศรษฐกิจไทย จากผู้บริหารระดับสูงที่สร้างผลงานโดดเด่นในสถาบันการเงินชั้นนำ ก้าวสู่วงการการเมืองในฐานะเทคโนแครต จนกระทั่งต้องเผชิญกับมรสุมข้อกล่าวหาและการตรวจสอบระดับสากล
ปูมหลัง "นายแบงก์มือทอง" แถวหน้าของไทย
นายวรภัค ธันยาวงษ์ มีประวัติการศึกษาและการทำงานในสายการเงินที่โดดเด่น จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้าน Management Science & Computer System จาก Oklahoma State University และปริญญาโท MBA ด้านการเงินจาก University of Missouri-Kansas City ประเทศสหรัฐอเมริกา
ตลอดหลายทศวรรษในแวดวงการเงิน เขาผ่านงานบริหารระดับสูงในสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น บอยน์ แอนด์ คอมพานี, ดอยช์แบงก์, เจพี มอร์แกน เชส และ ธนาคารไทยพาณิชย์
จุดสูงสุดในชีวิตการทำงานภาคการเงินของเขาคือการดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2555–2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นำพาองค์กรปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการและความทันสมัย จนได้รับการยอมรับในฐานะ "นายแบงก์มือทอง" ที่มีเครือข่ายกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ
ก้าวสู่การเมืองในฐานะ "ขุนพลเศรษฐกิจคนนอก"
ด้วยโปรไฟล์สายการเงินระดับมืออาชีพ นายวรภัคได้รับการดึงตัวเข้าสู่งานภาครัฐ โดยเคยทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษา นายพิชัย ชุณหวชิร อดีต รมว.คลัง ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อปี 2568 โดยถูกมองว่าเป็น "โควตาผู้เชี่ยวชาญคนนอก" ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ
ทว่า บทบาททางการเมืองของเขากลับดำเนินไปได้เพียงช่วงสั้น ๆ เมื่อเกิดกระแสข่าวและข้อครหาเกี่ยวกับการเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและนักธุรกิจต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจในกัมพูชาและ "เบน สมิธ"
ทำให้นายวรภัคตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง หลังปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 29 วัน เพื่อไม่ให้ประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าวกลายเป็นเงื่อนไขกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาล พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเอง
ปมหนังสือสภาสหรัฐฯ และข้อกล่าวหาเชื่อมโยงสแกมเมอร์
มรสุมลูกล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ ไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และ จอห์น มูลีนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจด้านจีนแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ทำหนังสือถึง มาร์โก รูบิโอ รมต.ต่างประเทศ และ สก๊อต เบสเซนต์ รมต.คลังสหรัฐฯ
หนังสือดังกล่าวเสนอให้ตรวจสอบและพิจารณาบุคคลและนิติบุคคลรวม 28 รายชื่อ ภายในกรอบเวลา 180 วัน ว่าเข้าข่ายถูกใช้มาตรการคว่ำบาตรภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ Global Magnitsky Human Rights Accountability Act หรือไม่
จากกรณีที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนเครือข่ายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของนายวรภัครวมอยู่ด้วยการชี้แจงและเดินหน้าสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
หลังประเด็นดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป นายวรภัคได้ออกมาชี้แจงทันที โดยย้ำข้อเท็จจริงว่า หนังสือของสมาชิกสภาคองเกรสนั้นเป็นเพียง "คำขอให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูล" เท่านั้น ไม่ใช่ผลการสอบสวน ไม่ใช่คำวินิจฉัยความผิด และตนยังไม่ได้ถูกทางการสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรแต่อย่างใด
นายวรภัคยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่เคยสนับสนุน หรือรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินการของเครือข่ายสแกมเมอร์ การฟอกเงิน หรืออาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมระบุว่าได้ประสานงานไปยังสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของสหรัฐฯ (OFAC) และจัดส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการทั้งสองคณะของสหรัฐฯ เพื่อขอช่องทางนำส่งพยานหลักฐานและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน ในประเทศไทย นายวรภัคระบุว่าได้ใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทต่อผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนไปก่อนหน้านี้แล้ว และพร้อมนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทั้งในชั้นศาลไทยและต่อหน่วยงานของสหรัฐฯ ต่อไป
"อนุทิน" ตั้งบอร์ดคุม Data Center หลังไร้กฎหมายเฉพาะ
"โรม" ท้า กกต.เปิดหลักฐาน "สว.สีส้ม" ลั่นอย่าใช้หลัก "ถ้าฉันชั่ว คุณต้องชั่วด้วย"
“วรภัค” แจงไม่เคยยุ่งเกี่ยวสแกมเมอร์ พร้อมส่งหลักฐานชี้แจงสหรัฐฯ
ประวัติวรภัคธันยาวงษ์
前知名银行家、前财政部副部长沃拉帕克·坦亚翁(Worapak Thanyawong)的名字再次成为公众和政界/金融界关注的焦点。此前有报道称,他的名字出现在美国众议院一个委员会提交的文件中,该委员会要求政府调查可能参与东南亚跨国诈骗网络的个人。
他的人生历程堪称泰国经济领域的一个引人入胜的案例研究,他从一家领先金融机构的高级主管,到以技术官僚的身份进入政界,最终却面临着铺天盖地的指责和国际审查。
泰国顶尖“黄金银行家”的背景。
Worapak Thanyawong 先生在金融领域拥有杰出的学术和专业背景。他拥有俄克拉荷马州立大学管理科学与计算机系统专业的学士学位,以及美国密苏里大学堪萨斯城分校的金融工商管理硕士学位。
在金融行业的数十年间,他曾在国内外领先的金融机构担任高级管理职位,包括博因公司、德意志银行、摩根大通银行和暹罗商业银行。
他金融生涯的巅峰时期是2012年至2016年担任泰京银行股份有限公司总裁兼首席执行官。在此期间,他领导该机构改革了管理体系,实现了运营现代化,赢得了“金牌银行家”的美誉,并在国内外拥有广泛的人脉网络。
以“局外人经济战略家”的身份进入政坛。
凭借其专业的金融背景,沃拉帕克先生进入了公共部门,此前曾担任前财政部长皮猜·春哈瓦吉先生的顾问,之后于2025年被任命为阿努廷·查恩维拉库尔先生政府的财政部副部长。他被视为一位被任命来帮助推动经济政策的“局外专家”。
然而,由于有关他与外国投资者和商人的关系的新闻报道和指控,特别是他涉嫌参与柬埔寨的商业网络和“本·史密斯”,他的政治生涯很短暂。
这导致沃拉帕克先生在就任财政部副部长仅 29 天后决定辞职,以防止这些指控影响政府的行政效率,同时证明自己的清白。
围绕美国国会信函的争议以及将其与诈骗者联系起来的指控。
最近的风波源于众议院外交事务委员会主席布莱恩·马斯特和众议院中国问题特别工作组主席约翰·穆利纳分别致信国务卿马可·卢比奥和财政部长斯科特·贝森特。
该信函提议在 180 天内审查和考虑 28 个个人和实体,以确定他们是否应根据美国《全球马格尼茨基人权问责法》受到制裁。
由于有人怀疑他可能参与或支持东南亚的网上诈骗中心、洗钱和人口贩卖网络,并且他的名字出现在涉案人员名单上,沃拉帕克先生澄清了情况,并正在进行法律斗争以证明自己的清白。
此事曝光后,沃拉帕克先生立即澄清,强调国会议员的来信仅仅是“请求美国政府机构调查相关信息”,并非调查结果或有罪判决。他还表示,自己并未受到美国政府的制裁。
沃拉帕克先生郑重声明,他从未参与、支持或知晓该诈骗网络、洗钱或跨国犯罪活动的运作。他还表示,他已联系美国外国资产控制办公室(OFAC),并致函美国议会两个委员会的主席,要求提供正式渠道提交证据并澄清事实。
与此同时,在泰国,沃拉帕克先生表示,他已经通过法律程序行使了自己的权利,对散布歪曲信息的人提起诽谤诉讼,并准备向泰国法院和美国相关当局提供所有证据,以证明自己的清白。
由于缺乏具体立法,阿努廷任命了一个董事会来监管数据中心。
“罗马”挑战选举委员会公布有关“橙色党参议员”的证据,并表示:“不要奉行‘如果我是坏人,你也一定是坏人’的原则。”
“Woraphat”澄清说,他从未与诈骗分子有任何瓜葛,并准备向美国提供证据。
沃拉帕克·坦亚翁的传记