นักวิชาการวิเคราะห์ “ผลกระทบ – ทางออก” ในภาวะ “กสทช.” ชะงักงัน学者们分析了国家广播和电信委员会(NBTC)僵局的“影响和解决方案”。
วันนี้ (18 ก.ย.2569) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ ส.ส.ม.ท. และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดงาน เสวนาในหัวข้อ “ทางออก กสทช.? สู่การขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” ภายในงานยังมีการร่วม

วันนี้ (18 ก.ย.2569) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ ส.ส.ม.ท. และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดงาน เสวนาในหัวข้อ “ทางออก กสทช.? สู่การขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ”
ภายในงานยังมีการร่วมวิเคราะห์ ปัญหา ผลกระทบ ทางออก ผ่าน 4 มิติสำคัญ โดยในประเด็น อนาคตนิเวศสื่อไทยและทางออกเชิงนโยบาย รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ ประเด็น อนาคตวิชาชีพสื่อและการพัฒนาคน โดย รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ และในประเด็น การคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ โดยรศ.รุจน์ โกมลบุตร
ทั้งนี้ ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ และรองคณบดี ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปประเด็นในเวทีเสวนาดังกล่าวดังนี้
ภาวะชะงักงันของ กสทช.ไม่ใช่เพียงปัญหาการประชุมหรือการบริหารภายในองค์กร แต่ส่งผลต่อระบบนิเวศสื่อและโทรคมนาคมทั้งระบบ ตั้งแต่การกำหนดกติกา การลงทุนของผู้ประกอบการ การผลิตคอนเทนต์ การจ้างงาน ไปจนถึงสิทธิและชีวิตประจำวันของประชาชนโดยจำแนกเป็น 7 ข้อดังนี้
1. การตัดสินใจหยุด แต่เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และปัญหาของประชาชนไม่ได้หยุดรอ
ปัจจุบันมีวาระที่รอการพิจารณาของ กสทช.ประมาณ 194 วาระ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากการประชุมยังไม่สามารถเดินหน้าได้ วาระเหล่านี้ไม่ใช่เพียงงานธุรการ แต่ครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น คลื่นความถี่ ใบอนุญาตและโครงข่ายวิทยุโทรทัศน์ การเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล สิทธิผู้บริโภค จริยธรรมและโฆษณา กฎหมาย กองทุน และงบประมาณ
เรื่องสำคัญที่ต้องการการตัดสินใจยังรวมถึง Roadmap ทีวีดิจิทัลก่อนใบอนุญาตหมดอายุในปี 2572, การนำโทรทัศน์ภาคพื้นดินไปสู่ระบบดิจิทัล, Connected TV, การจัดสรรคลื่นและการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่, กิจการสื่อชุมชน ตลอดจนแนวทางกำกับแพลตฟอร์มและคุ้มครองผู้บริโภค
ดังนั้น ทุกวันที่การตัดสินใจชะงัก ไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์ภายนอกหยุดนิ่ง เพราะเทคโนโลยียังคงเปลี่ยน พฤติกรรมผู้ชมยังเปลี่ยน และปัญหาที่ต้องได้รับการกำกับดูแลก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดี และอาจารย์ประจำภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. Roadmap ยังไม่ชัด แต่ผลกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงานเกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้
แม้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถรอถึงปีนั้นแล้วจึงตัดสินใจว่าจะดำเนินธุรกิจต่ออย่างไร เพราะการลงทุนในอุตสาหกรรมสื่อต้องวางแผนล่วงหน้า ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี อุปกรณ์ บุคลากร พาร์ตเนอร์ และการผลิตคอนเทนต์
เมื่ออนาคตของอุตสาหกรรมยังไม่ชัด ผู้ประกอบการจึงมีแนวโน้มชะลอการลงทุน ลดต้นทุน และระมัดระวังการจ้างงาน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ก็ไม่สามารถวางแผนเข้าสู่ตลาดได้
ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเจ้าของสถานี แต่ส่งต่อมายัง ผู้ผลิตรายการ บริษัทโปรดักชัน นักข่าว คนทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ตลอดจนธุรกิจโฆษณาและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายเล็กที่มีทรัพยากรจำกัดและรับแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนได้ยากกว่าองค์กรขนาดใหญ่
3. เมื่อการลงทุนลดลง สิ่งที่ประชาชนได้รับคือคอนเทนต์ที่น้อยลงและหลากหลายน้อยลง
ความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมเริ่มสะท้อนออกมาที่หน้าจอ เมื่อผู้ประกอบการไม่แน่ใจว่าจะลงทุนต่ออย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รายการใหม่ลดลง การนำละครและรายการเก่ากลับมารีรันมากขึ้น และขนาดของโปรดักชันลดลง
รายการข่าวซึ่งมีต้นทุนสูงก็ได้รับแรงกดดันด้านต้นทุน ขณะเดียวกันยังพบปัญหาการนำเสนอข่าวในลักษณะเร้าอารมณ์ การใช้ภาพเหตุการณ์รุนแรงซ้ำเกินความจำเป็น รวมถึงการใช้เนื้อหาหรือเทปข่าวร่วมกันระหว่างช่อง
ผลกระทบอาจยิ่งชัดกับ คอนเทนต์เฉพาะทางและคอนเทนต์สำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านตลาดอยู่แล้ว เมื่อทรัพยากรลดลง เนื้อหาที่ไม่ได้สร้างรายได้สูงย่อมมีโอกาสถูกลดความสำคัญก่อน
จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเหลือทีวีกี่ช่อง” แต่คือ ประชาชนจะเหลือเนื้อหาที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายให้รับชมมากเพียงใด
4. ปัญหาทีวีคือเรื่อง “สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล” ไม่ใช่แค่ว่า ยังมีคนดูทีวีหรือไม่
แม้พฤติกรรมผู้ชมจะย้ายไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น แต่โทรทัศน์ยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารข้อมูลสาธารณะ โดยเฉพาะในสถานการณ์อย่าง แผ่นดินไหว โรคระบาด สงคราม เหตุการณ์รุนแรง หรือภาวะฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลพื้นฐานที่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ เช่น มาตรการของรัฐ การลงทะเบียนรับสิทธิ หรือข้อมูลบริการสาธารณะต่าง ๆ
หากคอนเทนต์จำนวนมากย้ายจาก Free TV ไปสู่ OTT หรือแพลตฟอร์มที่ต้องเสียค่าบริการ คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ประชาชนทุกกลุ่มจะยังสามารถเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาที่จำเป็นได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่
รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.)
การเปลี่ยนจาก TV ไปสู่ OTT จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยน “จอ” แต่เกี่ยวข้องกับทั้ง การเข้าถึง ค่าใช้จ่าย การกำกับโฆษณา ลิขสิทธิ์ เนื้อหาล่อแหลม และมาตรฐานการกำกับดูแล โดยมีการยกประมาณการว่าตลาด OTT ในอีก 2–3 ปีข้างหน้าอาจมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
5. แม้แต่ในระบบโทรทัศน์ปัจจุบัน ยังมีปัญหาสิทธิผู้บริโภคที่ต้องการการกำกับ
ตัวอย่างหนึ่งคือ ปริมาณโฆษณาในรายการโทรทัศน์ จากการศึกษารายการ 34 ตัวอย่าง พบว่า ใน 1 ชม.ผู้ชมควรได้รับเนื้อหารายการไม่น้อยกว่า 47.30 นาที เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า การกำกับดูแลไม่ใช่เพียงเรื่องใหญ่ระดับคลื่นความถี่หรือใบอนุญาต แต่ลงมาถึงสิทธิพื้นฐานของผู้ชมว่า ในเวลาที่ใช้รับชม 1ชม. ประชาชนได้รับเนื้อหาจริงเท่าใด
6. ฝั่งโทรคมนาคม ผลของการกำกับดูแลแปลออกมาเป็น “ค่าใช้จ่ายและคุณภาพบริการ” ของประชาชน
หลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคมในปี 2566 มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคหลายประการที่ต้องได้รับการติดตามว่า เกิดผลตามที่กำหนดไว้หรือไม่
ตัวอย่างเรื่องค่าบริการ จากข้อมูลที่นำเสนอพบแพ็กเกจบางส่วนที่ราคาเปลี่ยนจาก 299 บาทเป็น 499 บาท, 100 บาทเป็น 242 บาท และ 399 บาทเป็น 1,499 บาท
ขณะที่คุณภาพของ Call Center ก็เป็นอีกประเด็น โดยสัดส่วนข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องเพิ่มจากประมาณ 45% ก่อนการควบรวม เป็นประมาณ 64–65% หลังการควบรวม
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเกิดผู้ให้บริการรายย่อยหรือ MVNO และมาตรการอื่น ๆ ที่ต้องติดตามต่อเนื่อง
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อมีเงื่อนไขและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดไว้แล้ว ใครจะติดตาม ตรวจสอบ และทำให้มาตรการเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง หากกลไกกำกับดูแลไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
7. ปัญหาโทรคมนาคมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะมีเรื่องร้องเรียนหลายพันเรื่อง
จากข้อมูลของสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสนอ พบว่า โทรคมนาคมเป็นเรื่องร้องเรียนอันดับ 2 โดยมีประมาณ 4,495 เรื่อง
ปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนครอบคลุมตั้งแต่ สายสื่อสารไม่ปลอดภัย SMS หลอกลวง ไปจนถึงอาชญากรรมไซเบอร์และการโทรหลอกให้โอนเงิน ปัญหาสายสื่อสารไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความไม่เป็นระเบียบ แต่มีกรณีที่นำไปสู่อุบัติเหตุและการเสียชีวิต
รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาวารสารศาสตร์ และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขณะเดียวกัน ปัญหา ซิมผี ซิมเถื่อน และ Caller ID ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน โดยมีข้อเสนอว่า การระบุตัวผู้โทรควรเป็นมาตรฐานพื้นฐานของบริการโทรคมนาคม ไม่ใช่บริการเสริมที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่ม
สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การทำงานของ กสทช.เชื่อมโยงกับ โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่ประชาชนใช้ทุกวัน ไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายที่อยู่ห่างจากชีวิตประจำวัน
เมื่อกติกาและอนาคตของอุตสาหกรรมไม่ชัด ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน ผู้ผลิตได้รับงบน้อยลง คนทำงานได้รับผลกระทบ และบุคลากรที่มีศักยภาพอาจย้ายไปทำงานกับแพลตฟอร์มหรือระบบอื่น
ในอีกด้านหนึ่ง ภาควิชาการซึ่งมีหน้าที่เตรียมบุคลากรเข้าสู่วิชาชีพก็ต้องเผชิญคำถามว่า จะเตรียมคนเข้าสู่อุตสาหกรรมแบบใด และต้องพัฒนาทักษะอะไร หากทิศทางของอุตสาหกรรมยังไม่มีความชัดเจน
ดังนั้น ภาวะชะงักงันจึงไม่ได้กระทบเฉพาะธุรกิจสื่อ แต่กระทบต่อการพัฒนาคน อนาคตของวิชาชีพ และศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยด้วย
1. ปลดล็อกให้เกิดการประชุมโดยเร็ว
ใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ โดย กรรมการ กสทช.จำนวน 2 คนเข้าชื่อเรียกประชุม และสำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดประชุม ไม่ควรปล่อยให้ระเบียบภายในเป็นอุปสรรคต่ออำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้
2. ตั้ง “รักษาการประธาน” เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อ
เมื่อกรรมการที่เหลือเข้าประชุมแล้ว ให้พิจารณา แต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่รักษาการประธาน กสทช. เป็นวาระแรก จากนั้นกรรมการที่เหลือ 6 คน ซึ่งเกินองค์ประกอบขั้นต่ำ 4 คน สามารถเดินหน้าพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ได้
3. จัดลำดับวาระค้าง ไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับเดิมทั้งหมด
เมื่อกลับมาประชุมได้ วาระที่สะสมประมาณ 195–200 เรื่องหรือมากกว่า ไม่สามารถพิจารณาพร้อมกันทั้งหมด จึงควรจัดกลุ่มเป็น เร่งด่วน / สำคัญ / รอได้ โดยใช้เกณฑ์ผลกระทบต่อประชาชน ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และต้นทุนจากความล่าช้า
4. เร่งเรื่องที่มีผลต่ออนาคตอุตสาหกรรมและประชาชนก่อน
โดยเฉพาะ Roadmap ทีวีดิจิทัลก่อนใบอนุญาตสิ้นสุดปี 2572, คลื่นความถี่และใบอนุญาต, การเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล/OTT, การติดตามมาตรการหลังควบรวมโทรคมนาคม, สิทธิผู้บริโภค และการกำกับ–ส่งเสริมวิชาชีพสื่อ
5. ทำสถานะและอำนาจหน้าที่ให้ชัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความชอบด้วยกฎหมายตามมา
การปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กรรมการ และสำนักงานต้องเป็นไปตามสถานะทางกฎหมายในขณะนั้น เพื่อไม่ให้ความไม่ชัดเจนของตัวบุคคลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติหรือการดำเนินงานของ กสทช.
รศ. ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์ปรจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6. ทบทวนระเบียบภายในที่ทำให้เกิด “คอขวด”
ตรวจสอบประกาศ ระเบียบ และขั้นตอนของสำนักงานว่าเรื่องใดขัดขวางการเรียกประชุม การบรรจุวาระ หรือการใช้อำนาจของกรรมการ และปรับให้ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติและอำนาจตามกฎหมายเป็นหลักเหนือข้อจำกัดจากระเบียบภายใน
7. แก้กฎหมายเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ
ในระยะยาวควรทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. ให้มีกลไกรองรับชัดเจนเมื่อ ประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ เกิดความขัดแย้ง หรือการประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมเพิ่มความโปร่งใส การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
8. เปิดพื้นที่สาธารณะให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก
ภาควิชาการ วิชาชีพ ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ สำนักงาน กสทช. และฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรนำข้อมูลมาพูดคุยอย่างเปิดเผย เพื่อทำให้ปัญหาและผลกระทบเป็นที่เข้าใจ และผลักดันให้องค์กรกลับมาทำหน้าที่โดยไม่กระทบความเป็นอิสระของ กสทช.
ส.ส.ม.ท.ชวนลงชื่อสนับสนุน "แถลงการณ์ฯ" เพื่อขจัดภาวะชะงักงัน - ผลักดันดำเนินภารกิจของ กสทช.
"สภาผู้บริโภค-สมาคมทีวีดิจิตอล" จี้ กสทช.เปิดประชุมเคลียร์ 148 วาระค้าง
ประชุม กสทช.ล่มครั้งที่ 8 "ธนพันธุ์" จี้เดินหน้าประชุม หลังศาลรับคดี "นพ.สรณ"
"ศาลปกครอง" งดอ่านคำสั่งคดี "นพ.สรณ" อุทธรณ์มติ กก.สรรหาฯ
"นพ.สรณ" ตอบปมประธาน กสทช. มั่นใจไม่ได้ทำผิด ย้ำเป็นหมอตลอดชีวิต
ไตรรัตน์วิริยะศิริกุล
今天(2026 年 9 月 18 日),朱拉隆功大学传播艺术学院与大众传播与公共政策协会 (MCPA) 以及大众传播、法律和公共政策领域的学者网络合作,举办了一场以“国家广播电视和电信委员会 (NBTC) 的解决方案?迈向造福公众的媒体和电信生态系统”为主题的研讨会。
此次活动还包括通过四个关键维度对问题、影响和解决方案进行合作分析:泰国媒体生态系统的未来和政策解决方案(由副教授 Preeda Akrachantachoti 博士主讲)、媒体行业的未来和人类发展(由副教授 Surasit Witiyarath 主讲)以及消费者保护和公共安全(由副教授 Ruj Komolbutra 主讲)。
朱拉隆功大学新闻与信息系助理教授、传播艺术学院副院长萨库斯里·斯里萨拉卡姆(Sakulsri Srisarakham)总结了研讨会的要点如下:
国家广播和电信委员会(NBTC)的停滞不前并非仅仅是内部会议或管理问题,而是影响到整个媒体和电信生态系统,从监管和运营商投资到内容制作、就业,甚至公民的权利和日常生活。这些影响可以归纳为以下七点:
1. 停止的决定或许已经做出,但技术、产业和人们的问题不会等待。
目前,国家广播和电信委员会(NBTC)积压了约194项议程项目待审议,如果会议无法进行,这一数字很可能会增加。这些议程项目并非仅仅是文书工作,而是涵盖了频率分配、许可和广播网络、向数字平台转型、消费者权益、道德与广告、法律、资金和预算等关键议题。
需要做出决定的关键问题包括:在 2029 年许可证到期之前制定数字电视路线图、地面电视的数字化转型、联网电视、频谱分配和新运营商的机会、社区媒体以及平台监管和消费者保护的指导方针。
因此,决策停滞不前的每一天并不意味着外部情况是静止的,因为技术不断变化,受众行为不断变化,监管问题也不断出现。
朱拉隆功大学传播艺术学院修辞与表演艺术系院长兼教员、副教授 Preeda Akrachantachoti 博士。
2. 路线图尚不明确,但对投资和就业的影响如今已经显现。
尽管数字电视牌照将于2029年到期,但运营商不能等到那时才决定如何推进业务发展。投资媒体行业需要在资金、技术、设备、人员、合作伙伴和内容制作等方面进行前瞻性规划。
由于行业前景不明朗,企业往往会推迟投资、降低成本,并在招聘方面保持谨慎,而新进入者则对制定市场进入计划犹豫不决。
因此,其影响不仅限于电视台所有者,还波及节目制作人、制作公司、记者、台前幕后工作人员,以及广告和创意产业。资源有限的小型制作公司受到的影响尤为严重,他们比大型机构更容易受到不确定性冲击。
3. 当投资减少时,公众获得的内容种类也越来越少。
行业的不确定性开始反映在荧幕上,制片人不知如何继续投资。目前的情况是,新剧数量减少,老剧重播增多,制作规模也缩小了。
新闻节目制作成本高昂,在面临成本压力的同时,还面临着诸如耸人听闻的新闻报道、过度且不必要地重复使用暴力画面以及频道之间共享内容或新闻录像带等问题。
这种影响对小众内容和面向弱势群体的内容可能更为显著,因为这些内容本身就面临市场限制。随着资源日益减少,那些无法产生高收益的内容更有可能率先贬值。
因此,问题不再仅仅是“还会剩下多少电视频道?”,而是“公众还能看到多少高质量、多样化的内容?”
4. 电视的问题在于“获取信息的权利”,而不仅仅是人们是否还在看电视。
尽管观众的行为已经更多地转向网络平台,但电视仍然是传播公共信息的重要渠道,尤其是在地震、流行病、战争、暴力事件或紧急情况等情况下。
此外,还有公民需要了解的基本信息,例如政府措施、福利登记或各种公共服务信息。
如果大量内容从免费电视转移到 OTT(网络电视)或付费平台,就会出现一个关键问题:所有人群是否还能平等地获得基本信息和内容?
泰国大众传播学术协会(IMCA)理事会主席、副教授 Surasit Witiyarath。
因此,从电视到OTT的转变不仅仅是改变“屏幕”,还涉及可及性、成本、广告监管、版权、敏感内容和监管标准等诸多方面。据估计,未来2-3年内,OTT市场规模可能达到约10亿美元。
5. 即使在目前的电视系统中,也存在需要监管的消费者权益问题。
一个例子是电视节目中的广告时长。一项针对34个节目的研究发现,观众每小时至少应该获得47.30分钟的节目内容。这凸显出,监管不仅仅关乎频率分配或许可证等大规模问题,也关乎观众的基本权利:他们在一小时的观看时间内究竟能获得多少内容?
6. 在电信方面,监管的影响会转化为公众的“成本和服务质量”。
2023 年电信合并后,实施了多项消费者保护措施,需要对其进行监督,以确保这些措施按预期发挥作用。
关于价格示例,所提供的信息显示,一些套餐的价格从 299 泰铢涨到了 499 泰铢,从 100 泰铢涨到了 242 泰铢,从 399 泰铢涨到了 1499 泰铢。
呼叫中心的质量是另一个问题,相关投诉的比例从合并前的约 45% 增加到合并后的约 64-65%。
此外,二级服务提供商或移动虚拟网络运营商 (MVNO) 的出现以及其他措施需要持续监测。
这就引出了一个关键问题:一旦消费者保护条件和措施到位,如果监管机制不能有效运作,谁来监督、核实和确保这些措施得到实际执行?
7. 电信问题并非遥远的问题,因为有成千上万起相关的投诉。
根据消费者保护委员会提供的数据,电信服务是第二大常见投诉,约有 4495 起案件。
公众反映的问题包括通信线路不安全、诈骗短信、网络犯罪以及要求汇款的诈骗电话。通信线路问题不仅仅是管理混乱;一些案例甚至导致了事故和人员伤亡。
Ruj Komolbutra 副教授,新闻系教师,大众传播学者,泰国国立法政大学新闻与大众传播学院。
与此同时,假冒SIM卡、非法SIM卡和来电显示等问题与公共安全直接相关。有人提议,来电显示应作为电信服务的基本标准,而非消费者需要额外付费的可选服务。
这些例子表明,国家广播和电信委员会 (NBTC) 的工作与人们每天使用的电话和互联网息息相关,而不仅仅是脱离日常生活的政策问题。
当行业的规则和未来不明朗时,企业会推迟投资,制造商获得的资金会减少,工人会受到影响,潜在人才可能会迁移到其他平台或系统。
另一方面,学术界肩负着为各行各业培养人才的重任,但如果行业发展方向不明朗,学术界就面临着应该为哪类行业培养人才以及需要培养哪些技能的问题。
因此,这种冲击不仅影响媒体行业,还影响人力资源开发、职业的未来以及泰国创意产业的潜力。
1. 尽快解锁会议。
应利用现有的法律机制,由两名国家广播电视委员会委员签署召开会议的请愿书,并由国家广播电视委员会办公室组织会议。内部规章制度不应妨碍法律赋予的权力。
2. 任命一位“代理主席”,以确保组织继续向前发展。
待其余委员召开会议后,应首先考虑任命一名委员担任国家广播电视和电信委员会(NBTC)代理主席。之后,其余六名委员(已超过四名委员的最低要求)方可继续审议其他事项。
3. 对待处理的议程项目进行优先排序;不必完全按照原先的顺序进行。
会议恢复后,积压的约195至200项议程无法同时审议。因此,应根据公众影响、经济损失和延误成本等标准,将议程分为紧急、重要和可延后三类。
4. 优先考虑影响行业和公众未来的问题。
具体而言,包括:2029 年许可证到期前的数字电视发展路线图、频率和许可、向数字/OTT 平台的过渡、电信合并后的监测措施、消费者权益以及媒体行业的监管和推广。
5. 明确界定身份和责任,以避免将来出现法律问题。
主席、委员和办公室履行职责必须符合当时的法律规定,以免有关个人的模糊不清影响国家广播电视和电信委员会决议或运作的合法性。
朱拉隆功大学法学院副教授纳隆德·苏鲁科西特博士。
6. 审查造成“瓶颈”的内部规章制度。
审查办公室的公告、规章和程序,以找出召开会议、制定议程或行使董事会权力的任何障碍,并确保成文法和法定权力优先于内部规章施加的限制。
7. 修改法律,防止问题再次发生。
从长远来看,应审查与国家广播和电信委员会(NBTC)相关的法律,纳入明确的机制来应对主席无法履行职责、出现利益冲突或会议无法召开等情况。同时,还应提高透明度、问责制和公众参与度。
8. 为各方创造一个公共空间,共同努力寻找解决方案。
学术界、专业团体、消费者、企业家、国家广播和电信委员会 (NBTC) 以及其他相关各方应公开讨论相关信息,以确保对问题及其影响有清晰的了解,并推动该组织在不损害 NBTC 独立性的前提下恢复其职能。
泰国广播和电信委员会 (TBC) 邀请您签署一份支持“声明”的请愿书,以打破僵局,推进国家广播和电信委员会 (NBTC) 的使命。
消费者委员会和数字电视协会敦促国家广播和电信委员会 (NBTC) 召开会议,解决 148 个待决议程项目。
国家广播和电信委员会(NBTC)第八次会议被迫中止。在法院受理针对索兰博士的案件后,塔纳潘敦促会议继续进行。
行政法院推迟宣读索兰博士针对遴选委员会决定提出的上诉裁决。
索兰博士回应了有关NBTC主席职务的问题,表达了对自己清白的信心,并强调他一生都是一名医生。
泰拉特·维里亚西里库尔