← 返回新闻首页
泰国权威

"คำรบ" กังขา กกต.เสียงข้างมากสกัดรับหลักฐานเส้นเงินคดีฮั้ว สว.

สว. สำรอง ชี้ปัญหาการเลือก สว.เพราะนักการเมืองทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง กังขา กกต.เสียงข้างมากสกัดรับหลักฐานเส้นเงิน อาจมีส่วนรู้เห็นช่วยผู้กระทำผิด ขณะ "ยิ่งชีพ" ชี้พิรุธ กกต. ตัดตอนคดีโยงภูมิใจไทย แต่หลักฐานเส้นเงิน-โทรศัพท์โยงชัด

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
“Kamrob”质疑选举委员会多数派涉嫌阻挠接受参议院勾结案中的贿赂证据。

วันนี้ (19 ก.ย.2569) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง กล่าวบนเวทีเสวนา "ตามรอยขบวนการโกง สว.67: โกง สว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ" ซึ่งจัดโดยสมัชชาสภาเที่ยงธรรม (สทธ.) ภาคีเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสถาบันนิติบัญญัติแห่งชาติ ภปน. และกลุ่ม สว.สำรอง โดยย้ำถึงปัญหาการเลือก สว. ที่ผ่านมาว่า เป็นความบกพร่องของกฎหมาย 10% ที่สามารถแก้ไขได้ เช่น คุณสมบัติ และการรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร แต่ข้อบกพร่องหลักคือ นักการเมือง และพรรคการเมืองที่มีการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะปรารถนาอยากได้ใคร่มี ไม่ได้เป็นตามครรลองประชาธิปไตย ลัดขั้นตอนผ่านการใช้เครือข่ายนักการเมือง ทำให้ครอบคลุมหลายพื้นที่ และกรรมการ กกต. ที่อาจจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับฝ่ายทุจริตตั้งแต่ต้น และกรรมการก็ยังยึดโยงกับพรรคการเมือง

พล.ต.ท.คำรบ ยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต.เสียงข้างมากไม่รับหลักฐานซึ่งเป็นเส้นเงิน ที่พบจากคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ยังไม่พบ จึงได้แจ้ง กกต. เพื่อส่งสำนวนมาให้ แต่ กกต. กลับมีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ไม่รับ ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลดังกล่าว เป็นสาระสำคัญของคดีในการสอบสวน ที่จะต้องประกอบการวินิจฉัย ดังนั้น จึงแสดงเจตนา กกต. ซึ่งมีกรรมการ กกต. เสียงข้างน้อย ที่เห็นว่า ควรให้ กกต. บันทึกเหตุผลเป็นหลักฐานด้วย ฉะนั้น กกต. เสียงข้างมากที่ไม่ให้นำมาเป็นหลักฐาน อาจถูกข้อกล่าวหามีส่วนรู้เห็น เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิดไม่ให้รับโทษ หรือรับโทษน้อยลงหรือไม่ได้รับโทษ

พล.ต.ท.คำรบ ยังย้ำว่า การจัดทำโพย และขบวนการจัดตั้ง มีตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งเป็นการทุจริตชัดเจน ดังนั้น สว. ในสภาทั้ง 138 คน และที่จริงจะต้องมี 140 คน จะต้องถูกเพิกถอน เนื่องจากปรากฏเบอร์อยู่ในโพยฮั้ว เพราะมีขบวนการจัดทำโพยตามโรงแรมต่าง ๆ เพราะผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ดังนั้น จึงถือว่า คำวินิจฉัยของ กกต. ไม่ชอบด้วยหลักฐาน และกฎหมาย และการวินิจฉัยของ กกต. ยังกระทำขัดมาตรา 32 หลีกเลี่ยง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งผู้สมัคร สว. ที่ได้รับผลกระทบนี้ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ แล้ว เพื่อขอให้ศาลฎีกาฯ เพิกถอนคำสั่ง กกต. ที่ยกฟ้องข้อหาที่ 1-3 และขอให้พิจารณาความผิดตาม 7 ข้อกล่าวหาของ 229 ผู้ถูกกล่าวหาใหม่ รวมถึงไต่สวนผู้ถูกกล่าวหา 229 มีส่วนร่วมทุจริตหรือไม่ ส่วนร่วมในการกระทำความผิดวนความผิด ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิ

"ยิ่งชีพ" ชี้พิรุธ กกต. ตัดตอนคดีโยง "ภูมิใจไทย"

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวว่า จากผู้ต้องหาทั้งหมด 229 คน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งไม่ฟ้องจำนวนมาก แม้ว่า กกต. จะไม่ฟ้องผู้บริหาร หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แต่ที่สั่งฟ้องไปก็มีคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้ง อดีต สส.นครพนม และอดีตผู้สมัคร สส.รวมถึงญาติพี่น้องของ สส. และแกนนำของพรรคภูมิใจไทย

นายยิ่งชีพ ได้ยกตัวอย่างถึงกรณีข้อมูลเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้สมัคร สว. จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีคนชื่อผู้ช่วย สส. ซึ่งนายสุบิน ได้โอนเงินให้กับผู้สมัคร สว. เพื่อให้เลือกบุคคลที่จะเป็น สว.

นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ตนได้ฟังนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง อธิบายเกี่ยวกับพยานที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีทั้งหมด 4 คน โดยนายณรงค์ ระบุว่า เป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือ และกลับคำให้การ ตนจึงขอนำรายละเอียดคำให้การของพยานทั้ง 4 คนมาเปิดเผย

นายยิ่งชีพ ยังได้เล่าถึงไทม์ไลน์การเข้ามาให้การของพยานทั้ง 4 คนว่า ในวันที่พยาน 3 คนกลับคำให้การนั้น ทั้ง 3 คนไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่เป็นการส่งหนังสือลงลายมือชื่อ ซึ่งส่งมาในวันเดียวกัน พร้อมอธิบายว่า ในช่วงที่นายเอกราช ไปให้คำให้การต่อ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 หรือ คณะอนุ 26 กกต. เป็นช่วงเดือน พ.ค.2568 ขณะนั้นพรรคภูมิใจไทย, พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลร่วมกัน ซึ่งหากจะบอกว่า มีการปั้นพยาน เพื่อปรักปรำพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน เพราะทั้ง 3 พรรคร่วมรัฐบาลกันอยู่ และนายเอกราช ในเวลานั้น ก็ได้ย้ายสังกัดไปอยู่พรรคกล้าธรรม

ดังนั้น แรงจูงใจในการข่มขู่พยาน เป็นสิ่งที่มองเห็นไม่ชัด แต่นายเอกราช กลับคำให้การในวันที่ 29 ต.ค.2568 ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากที่สีน้ำเงินขึ้นสู่อำนาจได้ไม่นาน พยานทั้ง 3 คนก็ได้กลับคำให้การ ซึ่งตกลงแรงจูงใจที่จะให้การเท็จ ระหว่างเดือน พ.ค.2568 หรือ ต.ค.2568 คิดว่า แรงจูงใจทางการเมืองในช่วงไหนจะทำให้เกิดการให้การเท็จมากกว่ากัน

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า วิธีการกลับคำให้การ เป็นการพิมพ์เอกสารส่งมา เช่น กรณีของนายเอกราช ระบุว่า การให้การในตอนแรก มีชายไม่ทราบชื่อติดต่อมาข่มขู่ ส่วนอัษฎางค์ และนายขจรศักดิ์ ก็ระบุว่า ถูกข่มขู่จากบุคคลไม่ทราบชื่อ จำลักษณะไม่ได้ว่าเป็นผู้ใด ตนจึงสงสัยว่า ทำไมไม่ถามเขาว่า ชื่ออะไร และการที่อยู่ ๆ มีคนไม่ทราบชื่อมาข่มขู่ระดับคนที่เป็น สส.บ้านใหญ่ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า การข่มขู่ และการกลับคำให้การนี้น่าเชื่อถือหรือไม่

นายยิ่งชีพ ระบุอีกว่า คำให้การของนายเอกราช ไม่ใช่การพูดลอย ๆ แต่มีหลักฐานประกอบ เพราะมีการระบุว่า ขบวนการนี้เพิ่งไปรับเงินจากนางรัตนา และยังพบหลักฐานการโทรศัพท์หา สว. อย่างน้อย 19 คน รวมทั้งหมด 62 ครั้ง ภายใน 80 วัน ดังนั้นนางรัตนา ต้องเป็นใครสักคนหนึ่งที่มีเหตุผลในการโทรหา สว. มากขนาดนั้น ตนจึงไม่เชื่อว่า สิ่งที่นายเอกราชพูด ไม่ใช่การพูดลอย ๆ

กมธ.วุฒิสภาดันงบสร้างถนนเกาะกูด - ทร.หนุนบังเกอร์เข้มชายแดน

นายกฯ ร่วมประชุม UNGA81 นิวยอร์ก เยือนญี่ปุ่น-สหราชอาณาจักร 20-27 ก.ย.

รัฐบาลดัน "บ้านมั่นคงชายแดน" ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻