เดิมพัน 2 ล้านล้าน! ฝ่าวิกฤตโลกร้อน GDP ไทยเสี่ยงหาย 5-14% เจาะแผน“การบินไทย-ปตท.-SCG”สู้กติกาใหม่一场价值两万亿泰铢的豪赌!应对全球变暖危机:泰国GDP面临5%至14%的下滑风险。本文分析了泰国航空、泰国国家石油公司(PTT)和泰国国家集团(SCG)为应对新规而采取的策略。
GDP ไทยเสี่ยงหาย 5-14% รัฐเร่งเกมลงทุน 2 ล้านล้าน แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม ด้านยักษ์ใหญ่ “การบินไทย-ปตท.-SCG” วางแผนรับมือ ตั้งแต่เครื่องบิน-พลังงาน-โรงงาน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

# Climate Change ไทย
# SCG ซีเมนต์คาร์บอนต่ำ
# การบินไทย Carbon Credit
Nebius นีโอคลาวด์ ธุรกิจที่สร้างวิมานด้วยเงินชาวบ้าน | Digital Frontiers EP.75
GDP ไทยเสี่ยงหาย 5-14% รัฐเร่งเกมลงทุน 2 ล้านล้าน แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม ด้านยักษ์ใหญ่ “การบินไทย-ปตท.-SCG” วางแผนรับมือ ตั้งแต่เครื่องบิน-พลังงาน-โรงงาน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ซีพี X แม่ฟ้าหลวง “แปลงป่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล”
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่เรื่อง Climate Change ขยับจากโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม มาเป็น โจทย์เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน อย่างเต็มตัว หลังจากเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำเพียง 2.2% ต่อปี ขณะที่การจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ต้องรักษาการเติบโตในระดับราว 5% ต่อปี
และ ท่ามกลางโจทย์การเติบโตที่ยากขึ้น ไทยยังต้องรับมือกับน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อนจัด การขาดแคลนน้ำ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง ผลกระทบจาก Climate Change อาจทำให้ GDP ไทยลดลง 5-14% ภายในปี 2050
นี่จึงทำให้คำถามของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “จะลดคาร์บอนหรือไม่” เป็น “จะลงทุนเปลี่ยนผ่านอย่างไร และใครจะเป็นคนจ่าย”
ในงาน The Bangkok Business Summit 2026 บนเวที BUILDING RESILIENCE : การขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งการเติบโตยุคใหม่ของไทย ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่จึงมาร่วมกันตอบโจทย์เดียวกันว่า เมื่อไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการลงมือทำจริงในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ภาคธุรกิจต้องเตรียมตัวอย่างไร
ราคาที่ต้องจ่ายจากการไม่ทำเลย “แพงมาก”
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม วางภาพใหญ่ของเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า Climate Change กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
“ราคาที่ต้องจ่ายจากการไม่ทำเลย แพงมาก อาจจะสูญ GDP ไปมากกว่า 5-14%”
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การ ปกป้อง GDP และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลังจากไทยเองกำลังขยับเป้าหมาย Net Zero มาอยู่ที่ปี 2050 ตามทิศทาง NDC 3.0 ซึ่งกำหนดเส้นทางให้ไทยมุ่งสู่ Net Zero ในปีดังกล่าว แต่เป้าหมายจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้หากไม่มีเงินลงทุน
“ถ้าไทยอยากไปถึงเป้าให้ได้ เราจะต้องลงทุน 2 ล้านล้านบาท ระดมทุนทั้งจากเอกชนและงบของรัฐ”
โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การสร้างกลไกให้เงินไหลเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ทั้ง Carbon Tax, ETS, Carbon Credit และ Climate Fund รวมถึงการใช้ Carbon Finance เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำลังผลักดันกรอบกฎหมายและกลไกตลาด เพื่อให้การลดคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่โครงการแยกส่วนของแต่ละบริษัท
การบินไทย เผย คาร์บอนกำลังกลายเป็น “ต้นทุนการบิน”
สำหรับ การบินไทย การเปลี่ยนผ่านเห็นภาพชัด เพราะธุรกิจต้องรับมือกับทั้งต้นทุนพลังงาน กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่พร้อมกัน
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินอยู่กับมาตรฐานด้านการปล่อยคาร์บอนมานาน และแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“จุดสำคัญที่สุดคือพลังงาน เราต้องใช้เชื้อเพลิงที่ลดคาร์บอนมากขึ้น”
ทางเลือกของการบินไทยมีตั้งแต่ เครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมัน 20-30% การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการ การใช้ SAF ไปจนถึงการบริหาร Carbon Credit แต่การเปลี่ยนผ่านมีต้นทุน เครื่องบินรุ่นใหม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่กำลังการผลิตเครื่องบินยังไม่ทันกับความต้องการ ทำให้สายการบินอาจต้องใช้งานเครื่องบินรุ่นเดิมต่อไป
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนวันนี้เพียงอย่างเดียว เพราะ ราคาพลังงานและราคาคาร์บอนเครดิตคาดการณ์ได้ยาก ทำให้การวางแผนต้นทุนระยะยาวซับซ้อนขึ้น
นี่คือเหตุผลที่การบินไทยวางยุทธศาสตร์ THAI Carbon Readiness Journey ตั้งแต่ MEASURE , REDUCE , TRANSITION , MANAGE และ ENGAGE โดยกลไกจะเริ่มจากสร้างฐานข้อมูลคาร์บอน Scope 1–3 ให้เป็นระบบเดียวกัน ไปสู่ ลดการปล่อยจากการปฏิบัติการ , เพิ่มการใช้ SAF , บริหาร Carbon Liability และ CORSIA ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนแก่ผู้โดยสารและแนวคิดเรื่อง Carbon Charge
นอกจากนี้ ยังใช้แนวคิด Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน ลดของเสียและการใช้ทรัพยากร สอดคล้องกับข้อมูลของการบินไทยที่ระบุถึงการปรับปรุงฝูงบินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงการทำ Route Optimization เพื่อลดการใช้น้ำมันร่วมด้วย
ปตท.ลงทุนสร้าง “สนามทดลอง” เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จ.ระยอง
ถ้าการบินไทยกำลังปรับธุรกิจจากภายใน ปตท.ก็กำลังขยับไปอีกขั้น ด้วยการสร้างพื้นที่ทดลองระบบเศรษฐกิจใหม่เรื่องนี้ รัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดภาพ I-SPARK ซึ่งเป็นโมเดลลักษณะ Sandbox ขนาดใหญ่ในพื้นที่ มาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อเป้าหมายคือทดลองการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นจริงในระดับ Commercial Scale
แผน I-SPARK ช่วงปี 2026 - 2035 ระบุเงินลงทุน 2-5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเป้าหมายลด GHG 3-9 ล้านตัน CO₂e แต่คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1-3 พันล้านดอลลาร์ และสร้างงานกว่า 13,000 ตำแหน่ง
โดยรายละเอียดของโมเดลนี้วางไว้ 3 ด้าน
Specialties, Bio & Circularity ต่อยอดเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง Bio-based และการรีไซเคิล
Low Carbon Energy & Solutions พลังงานคาร์บอนต่ำ SAF, Solar, Biomethane รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานใหม่
Shared/Common Infrastructure สร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วม เช่น ระบบท่าเรือ พลังงาน และ Carbon Credit Platform เพื่อให้หลายธุรกิจใช้ร่วมกัน
แนวคิดของ ปตท.น่าสนใจตรงที่ การลดคาร์บอนถูกวางให้เป็นเรื่องของการลงทุนและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ไปพร้อมกัน เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดการปล่อยก๊าซ แต่ต้องการให้พื้นที่นี้กลายเป็นต้นแบบที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และต่อยอดไปยังพื้นที่อื่น
ซีเมนต์คาร์บอนต่ำอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ
อีกโจทย์หนึ่งมาจาก ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งสะท้อนความจริงของอุตสาหกรรมหนักว่า การมีเทคโนโลยีลดคาร์บอนยังไม่เพียงพอ หากตลาด กฎระเบียบ และ Supply Chain ยังไม่พร้อม
โดย SCG เริ่มทดลองผลิตซีเมนต์คาร์บอนต่ำมาก่อนหน้านี้หลายปี แต่พบปัญหาสำคัญคือ ลูกค้ายังไม่เกิดความเชื่อมั่น และตลาดยังไม่มีแรงส่งมากพอ จากนั้นจึงต้องขยับจากการเปลี่ยน “สินค้า” ไปสู่การสร้าง Ecosystem นำไปสู่แนวคิด Saraburi Sandbox และ 4P
Technology : ลดคาร์บอนในกระบวนการผลิตปูนเม็ด และลดสัดส่วน Clinker ในซีเมนต์
Regulation : สร้างมาตรฐานและการรับรองที่ทำให้สินค้า Low Carbon ใช้งานจริงในตลาด
Supply Chain : เปลี่ยนตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ การขนส่ง ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค
Capital Investment : ต้องมีเงินลงทุนรองรับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
“งานของเรา คือการทำให้มันเกิดขึ้นจริงให้ได้ ไปพร้อมกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน”
กรณีของ SCG จึงสะท้อนว่า บริษัทเดียวลดคาร์บอนไม่ได้ หากกติกา ตลาด เงินทุน และคู่ค้าไม่เดินไปพร้อมกัน
ธนาคารโลก ชี้ ปัญหาไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงิน”
ภาพสุดท้ายจาก Marc Forni ผู้เชี่ยวชาญหลักด้านการรับมือและฟื้นฟูของเมือง ธนาคารโลก ทำให้โจทย์นี้ชัดขึ้นอีกขั้น เพราะแม้ตลาดจะมี Green Bond และธนาคารมีเงินพร้อมปล่อยกู้ แต่คำถามสำคัญคือ เงินกำลังถูกส่งไปแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่
“มีเงิน ธนาคารพร้อมปล่อย สำหรับโปรเจ็กต์ใหญ่ เช่น Green Bond แต่ปัญหาคือ มันแก้ตรงปัญหาไหม”
ปัญหาที่เขามองเห็นอยู่ที่โครงสร้างรอบโครงการ ตั้งแต่นโยบายระยะยาวที่ไม่แน่นอน กระบวนการที่ซับซ้อน การวัดผล ไปจนถึงการพิสูจน์ว่าโครงการมีความคุ้มค่ามากพอให้เงินทุนเข้ามา เรื่องนี้สอดคล้องกับโจทย์ใหญ่ของไทย เพราะธนาคารโลกระบุว่า ไทยต้องการเงินลงทุนด้าน Climate เพิ่มอีก 7.1 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า และเงินภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องระดมทุนจากภาคเอกชนและระบบการเงินเข้ามาช่วย
สิ่งที่เวทีนี้สะท้อนออกมาจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยต้องลดคาร์บอนให้ได้ตามเป้าหมาย แต่คือ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้นทุนของการไม่ปรับตัวเริ่มมีราคาให้เห็น จากวิกฤตภัยธรรมชาติต่างๆ จึงเป็นทางเลือกครั้งสำคัญ ว่า ไทยต้องจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนผ่านวันนี้ หรือจะยอมเสี่ยงจ่ายแพงกว่านั้นจากการไม่ทำอะไรเลย
เพราะในโลกที่คู่ค้า นักลงทุน และกติกาการค้าเริ่มให้ความสำคัญกับ Carbon มากขึ้น การลดคาร์บอนจึงเริ่มเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ต้นทุนการผลิต ตลาดส่งออก เงินลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทย และนี่อาจเป็นเหตุผลที่คำว่า Net Zero 2050 กำลังเปลี่ยนความหมาย จาก “เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม” ไปเป็น โจทย์เศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้นั่นเอง.
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px 'Helvetica Neue'} span.s1 {text-decoration: underline} span.s2 {font: 13.0px '.ThonburiUI'}
อ่านข่าวกลยุทธ์ความยั่งยืน EGS การเงินสีเขียว และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/sustainability
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney
#泰国气候变化
# SCG 低碳水泥
# 泰国航空碳信用
Nebius NeoCloud:一家用人们的钱建造空中楼阁的公司 | 数字前沿 第75期
泰国国内生产总值面临5%至14%的下滑风险,促使政府加快投资2万亿泰铢应对环境危机。与此同时,泰国航空、泰国国家石油公司(PTT)和泰国国家集团(SCG)等主要企业正在制定应对方案,从航空和能源领域转向制造业,向低碳经济转型。
CP X Mae Fah Luang:“将森林转化为数字资产”
泰国正步入一个气候变化问题从环境问题全面转变为关乎经济和竞争力的重要议题的时期。此前,泰国经济年均增长率仅为2.2%,而要实现2037年高收入国家的目标,则需要保持5%左右的年增长率。
在经济增长前景日益严峻的背景下,泰国还必须应对洪水、干旱、极端高温、水资源短缺以及全球贸易规则变化带来的风险。世界银行估计,如果不采取切实有效的适应措施,到2050年,气候变化的影响可能会使泰国的GDP下降5%至14%。
因此,泰国的问题从“我们是否应该减少碳排放?”转变为“我们应该如何投资转型,以及谁来为此买单?”
在 2026 年曼谷商业峰会上,以“建设韧性:推动泰国新增长时代的引擎”为主题,政策制定者和大型企业的管理人员齐聚一堂,共同探讨同一个问题:随着泰国在未来 2-3 年进入实际实施阶段,企业应该如何做好准备?
什么都不做的代价是“非常高”。
气候变化与环境部部长皮伦·赛亚西帕尼奇博士明确指出:气候变化正在成为泰国经济的直接风险。
“不作为的代价非常高昂;可能会导致国内生产总值损失超过5%至14%。”
因此,关键在于保护国内生产总值并保持国家竞争力。泰国正根据国家自主贡献3.0(NDC 3.0)的方向,将净零排放目标推迟至2050年,该方向概述了到2050年实现净零排放的路径。然而,没有投资,这一目标就无法实现。
“如果泰国想要实现其目标,我们需要投资2万亿泰铢,资金来源包括私营部门和政府预算。”
因此,下一个挑战在于建立促进资金流入转型领域的机制,包括碳税、排放交易体系(ETS)、碳信用额和气候基金,以及利用碳金融与国际伙伴建立联系。与此同时,政府正积极推动法律框架和市场机制的完善,以确保碳减排成为经济体系不可或缺的一部分,而非个别企业的独立项目。
泰国航空公司表示,碳排放正在成为“航空业的成本”。
对于泰国航空公司而言,这种转型显而易见,因为该公司必须同时应对不断上涨的能源成本、国际法规以及对新技术的投资。
泰国国际航空公司首席执行官柴艾姆西里表示,航空业长期以来一直面临碳排放标准问题,而且压力还在不断增加。
“最重要的一点是能源。我们需要使用更多低碳燃料。”
泰航的选择方案包括:购置更新、更省油的飞机(成本降低20-30%)、提升运营效率、采用社会空气质量评估(SAF)以及管理碳信用额度。然而,转型需要付出代价。新飞机需要大量投资,而飞机产量无法满足需求,这意味着航空公司可能不得不继续使用老旧机型。
但问题不仅仅在于当前的成本。由于能源价格和碳信用价格难以预测,长期成本规划变得更加复杂。
正因如此,泰国航空实施了“泰航碳排放准备之旅”战略,该战略涵盖衡量、减少、转型、管理和参与五个方面。该机制首先建立统一的范围1-3碳数据库系统,然后逐步减少运营排放,增加可持续航空燃料(SAF)的使用,管理碳责任和企业碳排放评估(CORSIA),最终向乘客披露碳排放信息并引入碳排放收费的概念。
此外,它还利用循环经济理念来减少浪费和节约资源,与泰国航空关于机队改进和燃油效率提升以及航线优化以进一步降低燃油消耗的信息相一致。
PTT投资在罗勇府建设低碳经济“试验场”。
泰国航空正在进行内部业务调整,而泰国国家石油公司(PTT)则更进一步,打造了一个新型经济体系的试验场。PTT公共有限公司企业可持续发展高级副总裁拉塔功·坎帕纳萨尼亚功(Rattakorn Kampanatsanyakorn)在罗勇府玛塔普镇揭幕了I-SPARK项目,这是一个大型沙盒模型,旨在以商业规模测试产业转型。
I-SPARK 计划(2026-2035 年)概述了 20 亿至 50 亿美元的投资,旨在减少 300 万至 900 万吨二氧化碳当量温室气体排放,同时预计将产生 10 亿至 30 亿美元的经济价值,并创造超过 13000 个就业岗位。
该模型的细节从三个方面展开。
特种化学品、生物和循环经济:拓展高价值生物基化学品和回收利用的开发。
低碳能源及解决方案:太阳能自动燃料 (SAF)、太阳能、生物甲烷和新能源基础设施。
共享/通用基础设施创建共享基础设施,例如港口系统、能源和碳信用平台,供多个企业共同使用。
PTT的理念很有意思,因为它将碳减排与投资和新兴产业发展同步进行。其目标不仅限于减少排放;他们还希望将该地区打造成为吸引外资的典范,并在其他地区推广。
单靠低碳水泥是不够的;整个体系都需要改变。
暹罗水泥公共有限公司总裁兼首席执行官 Thammasak Sethaudom 也提出了一个观点,这反映了重工业的现实:如果市场、法规和供应链没有做好准备,拥有碳减排技术是不够的。
SCG多年来一直在尝试生产低碳水泥,但遇到了诸多难题:客户信心不足,市场需求增长乏力。随后,他们将重心从改变“产品”转向构建生态系统,由此催生了沙拉武里沙箱概念和4P模式。
技术:减少水泥熟料生产过程中的碳排放,降低水泥中熟料的比例。
监管:制定标准和认证,使低碳产品在市场上成为现实。
供应链:涵盖从原材料采购和运输到制造商和消费者等各个环节的转型。
资本投入:需要投资资本来支持技术和基础设施。
“我们的任务是在保持竞争力的同时,将目标变为现实。”
因此,SCG 的案例表明,如果规则、市场、资本和商业伙伴不能齐头并进,那么单个公司就无法减少碳排放。
世界银行指出,问题不仅仅是“缺钱”。
世界银行城市应对与复苏首席专家马克·福尔尼的最后一幅图进一步阐明了这个问题。虽然市场上有绿色债券,银行也有资金准备放贷,但关键问题是:这些资金是否被用于解决正确的问题?
“资金是有的,银行也愿意为绿色债券等大型项目提供贷款,但问题是,这能直接解决问题吗?”
他指出的问题在于项目所处的结构性问题,包括不确定的长期政策、复杂的流程,以及如何衡量成果并证明项目价值足以获得资金支持。这与泰国面临的更大挑战不谋而合。世界银行指出,泰国未来25年需要额外7.1万亿泰铢的气候投资,而仅靠政府资金远远不够;还需要私营部门和金融体系的参与。
本次论坛反映的不仅是泰国必须实现碳减排目标,更重要的是,泰国正步入一个不适应气候变化代价开始显现的时期。各种自然灾害迫使泰国做出关键抉择:泰国必须立即为转型付出代价,否则将面临付出更高代价的风险。
在当今世界,贸易伙伴、投资者和贸易法规越来越关注碳排放,碳减排与生产成本、出口市场、投资以及泰国的竞争力息息相关。这或许可以解释为什么“2050年净零排放”这一概念正从一个“环境目标”转变为企业必须立即着手应对的经济挑战。
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px 'Helvetica Neue'} span.s1 {text-decoration: underline} span.s2 {font: 13.0px '.ThonburiUI'}
通过 ThairathMoney 了解可持续发展战略、经济增长体系 (EGS)、绿色金融和可持续发展技术等方面的最新资讯,网址:https://www.thairath.co.th/money/sustainability
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney