สงครามยังไม่จบ "4 สมรภูมิเดือด" สั่นคลอนความมั่นคงภูมิภาค战争尚未结束:“四大战场”动摇地区稳定。
สถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามที่เกิดขึ้นหลายสมรภูมิรบในปี 2026 ทวีความรุนแรงและตึงเครียด สั่นคลอนความมั่นคงในภูมิภาคและระบบเศรษฐกิจโลก ขณะที่หลายประเทศแม้ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน สะเทือนตะวันออกลาง กระทบเศรษฐกิจโลก
สงครามอิหร่านในปี 2026 สั่นคลอนความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังสหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่าน เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ปฏิบัติการครั้งนั้นได้สังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านหลายสิบคน รวมถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่อิหร่านก็สามารถรวบรวมอำนาจกลับมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว ภายใต้การนำของมอจตาบา คาเมเนอี เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ
การตอบโต้ของอิหร่านด้วยขีปนาวุธและโดรน ทำให้สงครามขยายพื้นที่ไปยังฐานทัพ สถานทูต โครงสร้างพลังงานและพื้นที่ทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วตะวันออกกลาง ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปะทะทางทหาร แต่ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในจุดสำคัญคือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ขนส่งน้ำมันและสินค้าจากตะวันออกกลางไปยังประเทศอื่นๆ การโจมตีและภัยคุกคามทำให้การเดินเรือหยุดชะงัก นำไปสู่ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและสร้างความระส่ำต่อระบบเศรษฐกิจโลก
เบื้องหลังของสงครามครั้งนี้เกิดจากความตึงเครียดที่สั่งสมมานาน เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และอิทธิพลทางทหารของอิหร่าน ประกอบกับการประเมินทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่มองว่าอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะอ่อนแอจากมาตรการคว่ำบาตรและวิกฤตภายใน
แม้ในเวลาต่อมา สหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถตกลงหยุดยิงได้ชั่วคราว โดยมีปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย แต่การเจรจาโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศในเดือน เม.ย.ก็ไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามได้ อีกทั้งการประกาศ MOU ในเดือน มิ.ย.ที่ตั้งเป้ายุติสงครามภายใน 60 วัน ก็แทบไม่เหลือผลในทางปฏิบัติ เพราะทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงโจมตีโต้ตอบกันและคุมเชิงทางยุทธศาสตร์
"ฮูตี" ร่วมวงขัดแย้ง เปิดแนวรบโจมตี "ซาอุดีอาระเบีย"
การสู้รบระหว่างกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนกับซาอุดีอาระเบีย กลับมาปะทุอีกครั้ง เป็นความขัดแย้งที่ขยายวงจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่าน หลังจากอิหร่านถูกปิดล้อมและเผชิญการโจมตีทางอากาศ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ผลักดันให้กลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตร เปิดแนวรบใหม่ท่ามกลางความตึงเครียดในสมรภูมิตะวันออกกลาง เพื่อดึงซาอุดีอาระเบียเข้าสู่สงครามและสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ
การโจมตีของกลุ่มฮูตีพุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขนส่งทางเรือของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการเข้ายึดพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงและเกาะต่างๆ เพื่อเข้าควบคุมช่องแคบบับเอลมันเดบ จุดยุทธศาสตร์การค้าและการขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยกลุ่มฮูตีได้ประกาศมาตรการปิดล้อมทางทะเล มุ่งเป้าโจมตีเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันที่มีต้นทางหรือมีความเชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบีย
อีกด้านหนึ่ง ซาอุดีอาระเบียก็โจมตีเป้าหมายของฮูตีในพื้นที่สูงและแนวรบทางตะวันตกของเยเมน ขณะที่กองกำลังรัฐบาลเยเมนเปิดการรุกภาคพื้นดิน พยายามยึดคืนพื้นที่ที่ฮูตีเข้าควบคุม สถานการณ์ทวีความรุนแรงและยกระดับการสู้รบ สร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ ที่ออกมาเตือนว่าความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีอาจบานปลายไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ
เมื่อสหรัฐฯ ไม่ต้องการเปิดแนวรบใหม่และซาอุดีอาระเบียต้องเผชิญการโจมตีอย่างต่อเนื่อง "จีน" จึงมีบทบาทในการลดความตึงเครียด หลังซาอุดีอาระเบียร้องขอให้จีนช่วยกดดันอิหร่านให้ควบคุมฮูตี ไม่ให้ยกระดับความขัดแย้ง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า กลุ่มฮูตีใช้การโจมตีทางทหารและการปิดล้อมทางทะเลเป็นข้อต่อรอง เพื่อบีบให้ซาอุดีอาระเบียยอมยื่นข้อเสนอผ่อนปรนทางเศรษฐกิจและการรับรองทางการเมือง ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังไร้ข้อตกลงหยุดยิง
4 ปี "สงครามรัสเซีย-ยูเครน" ยังไร้ข้อตกลงเรื่องดินแดน
อีกสนามรบที่ยืดเยื้อ "สงครามรัสเซีย-ยูเครน" ยังดำเนินต่อเนื่องในปี 2026 หลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022 สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความกังวลของรัสเซีย เรื่องการขยายสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่เข้าประชิดชายแดนรัสเซีย ซึ่งมอสโกมองว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคง
จนถึงขณะนี้ การโจมตีทางทหารยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียต่อเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน ตลอดจนการโจมตีตอบโต้ของยูเครนต่อเป้าหมายทางทหารและพลังงานภายในรัสเซีย
ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมและองค์กรความมั่นคงระหว่างประเทศ ระบุว่า ตัวเลขการสูญเสียทางทหารของฝ่ายรัสเซีย ซึ่งรวมจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ พุ่งสูงเกิน 1.5 ล้านนาย โดยตั้งแต่ต้นปี 2026 รัสเซียสูญเสียทหารเฉลี่ยเดือนละกว่า 30,000-40,000 นาย ขณะที่ฝั่งยูเครนมีกำลังพลเสียชีวิตและบาดเจ็บประมาณ 250,000-300,000 นาย
ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ระบุว่า ตั้งแต่วันที่เดือน ก.พ.2022 จนถึงช่วงกลางปี 2026 สหประชาชาติตรวจสอบยืนยันพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 16,431 คนและบาดเจ็บ 48,613 คน โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเฉพาะกรณีที่สามารถตรวจสอบยืนยันได้ แต่จำนวนจริงอาจมีมากกว่านี้
แม้จะมีความพยายามจากสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ที่ต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายลดความรุนแรง แต่สถานการณ์ในเวลานี้ยังอยู่ในภาวะที่การสู้รบและการทูตดำเนินไปพร้อมกัน และยังไม่มีข้อตกลงยุติสงครามที่ครอบคลุมทุกประเด็น โดยเฉพาะ "ข้อตกลงเรื่องดินแดน" ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากรัสเซียยืนยันข้อเรียกร้องให้ผนวกรวมดินแดนทางตอนใต้และตะวันออกที่เข้าควบคุมไว้ ขณะที่ฝ่ายยูเครนและพันธมิตรในยุโรปปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยยึดมั่นในหลักบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ
สู้รบ "เมียนมา" ซ้ำเติมวิกฤตมนุษยธรรม
ส่วนวิกฤตในเมียนมา ปะทุขึ้นหลังกองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อเดือน ก.พ.2021 ภายใต้การนำของมิน อ่อง ไลง์ จุดชนวนให้เกิดการประท้วงต่อต้านการปกครองของกองทัพทั่วประเทศ การปราบปรามของฝ่ายความมั่นคงผลักให้ความขัดแย้งพัฒนาไปสู่การต่อต้านด้วยอาวุธ โดยกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ซึ่งมีความขัดแย้งกับกองทัพมานานหลายทศวรรษ เข้ามามีบทบาทร่วมกับกลุ่มต่อต้านที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ส่งผลให้การสู้รบขยายออกไปทั่วประเทศ
ในช่วง 5 ปีหลังรัฐประหาร ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมาทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลทหารพยายามรักษาอำนาจเหนือพื้นที่สำคัญของประเทศ แม้ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่ในปี 2026 สงครามยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติ การสู้รบยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของการสู้รบคือ วิกฤตด้านมนุษยธรรม โดยสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ระบุว่า ในปี 2026 เมียนมาเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงที่สุดของโลก ประชาชนมากกว่า 16 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และมีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเกือบ 3.8 ล้านคน
แม้ขนาดความสูญเสียจากการสู้รบในเมียนมายังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากการสู้รบเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่มีข้อมูลจากสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ระบุว่า ได้ตรวจสอบการเสียชีวิตของพลเรือนอย่างน้อย 8,075 คน ตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 1,774 คนและเด็ก 1,074 คน และระบุว่าจำนวนจริงมีแนวโน้มสูงกว่านี้ เพราะมีข้อจำกัดในการตรวจสอบข้อมูล นอกจากนี้กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติ ยังพบหลักฐานเกี่ยวกับการโจมตีทางอากาศ การควบคุมตัวโดยพลการ การทรมานและความรุนแรงทางเพศ โดยเฉพาะในสถานที่ควบคุมที่ดำเนินการโดยกองทัพ
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันเมียนมาจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในปี 2026 แต่การสู้รบยังไม่ยุติ โดยองค์กรระหว่างประเทศยังรายงานการโจมตีพลเรือนและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอาเซียนและสหประชาชาติพยายามผลักดันการเจรจาและส่งความช่วยเหลือ แต่กระบวนการสันติภาพยังเผชิญข้อจำกัดจากการที่คู่ขัดแย้งมีจุดยืนแตกต่างกัน และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายยังไม่เกิดขึ้น
BBC วิเคราะห์ UK พร้อมแค่ไหน หากเผชิญภาวะสงคราม ?
กางข้อตกลง "สหรัฐฯ-กรีนแลนด์" ทรัมป์ลั่นได้ทุกอย่างที่ต้องการ
ญี่ปุ่นเตือนภัยสูงสุด "ไต้ฝุ่นตู้เจวียน" สั่งอพยพ 1.6 ล้านคน
สงครามรัสเซีย-ยูเครน
美伊冲突震动中东,并对全球经济造成冲击。
2026年与伊朗爆发潜在战争的可能性,动摇了中东地区的稳定。去年2月,美国和以色列对伊朗境内目标发动空袭,造成数十名伊朗高级官员丧生,其中包括最高领袖阿亚图拉·阿里·哈梅内伊。然而,伊朗在穆杰塔巴·哈梅内伊的领导下迅速恢复了政权,避免了权力真空的出现。
伊朗的导弹和无人机报复性袭击已将冲突扩大到中东多个国家的军事基地、大使馆、能源基础设施和经济中心。冲突不仅限于军事对抗,还涉及政治和经济问题,其中霍尔木兹海峡是关键所在,它是中东石油和货物运往其他国家的重要航道。袭击和威胁扰乱了航运,导致燃料短缺,并冲击了全球经济。
这场战争的起因是长期以来围绕伊朗核计划和军事影响力的紧张局势,以及美国和以色列的战略评估,认为伊朗因制裁和内部危机而实力削弱。
尽管美国和伊朗后来在巴基斯坦的斡旋下同意暂时停火,但两国高级官员4月份的直接谈判未能促成战争的彻底结束。此外,6月份宣布的旨在60天内结束战争的谅解备忘录也未能发挥太大作用,因为美伊双方继续进行报复性袭击,并维持着战略对峙。
胡塞武装也加入了冲突,对沙特阿拉伯发动了袭击。
也门胡塞武装与沙特阿拉伯之间的冲突再次爆发,加剧了美国、以色列和伊朗之间本已存在的冲突。在对伊朗实施封锁和空袭后,伊朗伊斯兰革命卫队敦促其盟友胡塞武装在中东局势高度紧张之际开辟新战线,意图将沙特阿拉伯拖入战争,并对美国的盟友施加经济压力。
胡塞武装的袭击目标是沙特阿拉伯的能源和海上基础设施,包括占领红海沿岸地区和岛屿,以控制曼德海峡——全球石油贸易和运输的战略要地。胡塞武装已宣布实施海上封锁,袭击目标包括来自沙特阿拉伯或与沙特阿拉伯有关联的货船和油轮。
另一方面,沙特阿拉伯袭击了也门高原和西部战线上的胡塞武装目标,而也门政府军则发动地面攻势,试图夺回胡塞武装控制的领土。局势升级,战斗愈演愈烈,引发了美国的担忧。美国警告称,沙特阿拉伯和胡塞武装之间的冲突可能演变为全面战争。
由于美国不愿开辟新战线,而沙特阿拉伯又面临持续不断的袭击,中国介入以缓和紧张局势。此前,沙特阿拉伯请求中国帮助施压伊朗,以控制胡塞武装,防止冲突升级。专家指出,胡塞武装正利用军事袭击和海上封锁作为筹码,迫使沙特阿拉伯在目前的停火协议下做出经济让步并获得政治承认。
“俄乌战争”爆发四年后,双方仍未达成领土协议。
另一个旷日持久的战场——“俄乌战争”——预计将持续到2026年,此前俄罗斯于2022年全面入侵乌克兰。一个主要促成因素是俄罗斯对北大西洋公约组织(北约)成员国在其边界不断扩张的担忧,莫斯科认为这构成安全威胁。
迄今为止,军事袭击仍在继续,包括俄罗斯对乌克兰城市和基础设施的导弹和无人机袭击,以及乌克兰对俄罗斯境内军事和能源目标的报复性袭击。
俄罗斯国防部和国际安全组织的数据显示,俄罗斯军方伤亡人数已超过150万。自2026年初以来,俄罗斯平均每月损失3万至4万名士兵。与此同时,乌克兰的伤亡人数约为25万至30万。
与此同时,联合国人权事务高级专员办事处(人权高专办)指出,从2022年2月到2026年年中,联合国确认至少有16431名平民死亡,48613人受伤。这些数字仅代表已确认的案例,实际数字可能远高于此。
尽管美国和其他国家努力缓和局势,但当前局势仍兼具战斗和外交手段,尚未达成全面停火协议。尤其值得注意的是,“领土争端”仍然是一大障碍,因为俄罗斯坚持吞并其控制的南部和东部领土,而乌克兰及其欧洲盟友断然拒绝这一要求,他们维护国际法规定的领土完整和主权原则。
缅甸的战乱加剧了人道主义危机。
缅甸危机爆发于2021年2月,当时缅甸军方从民选政府领导人敏昂莱手中夺取政权。这引发了全国范围内的反军政府统治抗议活动。安全部队的镇压使冲突升级为武装抵抗,与军方长期交战的少数民族武装团体也加入了政变后的抵抗运动,导致战火蔓延至全国各地。
政变后的五年里,缅甸的暴力冲突造成大量人员伤亡和流离失所。军政府竭力维持对该国关键地区的控制,但始终未能实现完全控制。截至2026年,战争仍未见结束迹象;许多地区的战斗仍在继续,缅甸的空袭是造成平民伤亡和基础设施破坏的主要原因。
冲突最严重的后果是人道主义危机。联合国人道主义事务协调厅(OCHA)指出,到2026年,缅甸将面临世界上最严重的人道主义危机之一,届时将有超过1600万人需要人道主义援助,近380万人流离失所。
由于缅甸战乱波及范围广泛,伤亡规模难以评估。但联合国人权事务高级专员办事处的数据显示,自2021年政变以来,该机构已调查了至少8075名平民的死亡事件,其中包括1774名妇女和1074名儿童。该办事处认为,由于数据核实存在局限性,实际死亡人数可能更高。此外,联合国独立调查机制还发现了空袭、任意拘留、酷刑和性暴力等证据,尤其是在军方运营的拘留设施中。
然而,尽管缅甸预计将于2026年举行选举并组建新政府,但冲突并未结束。国际组织持续报告针对平民的袭击和侵犯人权的行为。虽然东盟和联合国正努力推动谈判并提供援助,但由于各方立场冲突以及缺乏所有各方的充分参与,和平进程面临诸多限制。
BBC 分析了英国在面临战争时的准备情况。
特朗普公布“美格陵兰”协议,宣称他将得到他想要的一切。
日本对台风“杜鹃”发布最高级别警报,下令疏散160万人。
俄乌战争