ครม.ไฟเขียวคืนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร.内阁批准向职业学校学生和社会保障局人员返还国家福利卡。
ครม.ไฟเขียวคืนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร. ย้ำเกณฑ์ใหม่ใช้ตรวจผู้ยื่นทบทวนสิทธิ 5.01 ล้านคน ก่อนประกาศผล 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค.นี้

ครม.ไฟเขียวคืนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร. ย้ำเกณฑ์ใหม่ใช้ตรวจผู้ยื่นทบทวนสิทธิ 5.01 ล้านคน ก่อนประกาศผล 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค.นี้
วันนี้ (22 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม โดยทบทวนหลักเกณฑ์คุณสมบัติบางส่วนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น หลังพบว่าหลักเกณฑ์เดิมบางประการอาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ
การทบทวนครั้งนี้สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ให้เร่งพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติอีกครั้ง โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือหลุดออกจากระบบ และต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
สำหรับหลักเกณฑ์ที่เสนอปรับปรุงในครั้งนี้ ประเด็นแรก คือ เกณฑ์นักเรียนและนักศึกษา โดยเสนอให้ไม่นับนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ เพื่อไม่ให้สถานะการเรียนในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ
ประเด็นที่สอง คือ เกณฑ์การเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการ โดยเสนอให้ยกเว้นกรณีที่เป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อไม่ให้การมีชื่ออยู่ในกิจการประเภทดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ
ประเด็นที่สาม คือ เกณฑ์การถือครองหลักทรัพย์และตราสารหนี้ โดยเสนอให้ผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์คงเหลือรวมทุกบัญชีไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ถูกตัดสิทธิ เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ หรือมีตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเงินลงทุนในระดับดังกล่าวมีมูลค่าต่ำ และการเปิดบัญชีลงทุนอาจเป็นเพียงช่องทางการออมระยะยาว ไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง
ประเด็นที่สี่ คือ เกณฑ์การถือครองรถ โดยเสนอให้ไม่นำรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกมาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามชนิด แบบ และรุ่นที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ขณะที่รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก จะได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามประกาศกรมการขนส่งทางบก
นอกจากนี้ ยังมีการปรับแนวทางตรวจสอบเกณฑ์หนี้สินให้สะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงมากขึ้น โดยกรณีสินเชื่อเพื่อการเกษตรของ ธ.ก.ส. ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และถูกบันทึกเป็นสินเชื่อประเภทอื่น จะให้ ธ.ก.ส. แยกส่งเฉพาะยอดหนี้ในส่วนที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรให้กระทรวงการคลังนำไปประมวลผล ขณะที่สินเชื่อโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนชื่อสัตย์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้แทนมัสยิดเป็นผู้ลงนามแทนชุมชน จะไม่นำมารวมคำนวณเพื่อตัดสิทธิผู้แทนมัสยิด เนื่องจากไม่ได้เป็นการกู้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล
ส่วนวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ถูกส่งไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และอาจถูกนับซ้ำกับสินเชื่อที่กู้จากสถาบันการเงินโดยตรง จะไม่นำวงเงินค้ำประกันที่ยังไม่มีภาระหนี้คงค้างจริงมารวมคำนวณเป็นภาระหนี้ของผู้ลงทะเบียน
“การทบทวนครั้งนี้ต้องการให้การคัดกรองสะท้อนฐานะและความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชนมากขึ้น เพราะข้อมูลบางประเภท เช่น การมีเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย การมีรถที่ใช้งานมานาน หรือการมีชื่อเกี่ยวข้องกับกิจการบางประเภท อาจไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง รวมถึงต้องป้องกันไม่ให้การนับภาระหนี้ซ้ำซ้อนหรือข้อมูลที่ไม่สะท้อนหนี้ส่วนบุคคลจริง กลายเป็นเหตุให้ประชาชนเสียสิทธิ” นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ คือ การนำหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่มาใช้กับรอบทบทวนสิทธิ โดยขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน และมีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิ 4,302,575 คน
สำหรับผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน คณะกรรมการฯ กำหนดให้สามารถแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 และจะนำข้อมูลของผู้ขอทบทวนสิทธิกลุ่มนี้ไปตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งตามหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่ หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการปี 2569 ทุกรายที่ยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว จะสามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยผู้ผ่านคุณสมบัติสามารถยืนยันตัวตนที่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ส่วนธนาคารกรุงไทยสามารถยืนยันตัวตนได้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเสนอให้นำฐานข้อมูลผู้ลงทะเบียนโครงการปี 2569 ซึ่งสะท้อนข้อมูลด้านรายได้ อายุ สภาพร่างกาย การศึกษา และการประกอบอาชีพ ไปใช้บูรณาการความช่วยเหลือประชาชนทั้งกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านคุณสมบัติในด้านอื่นเพิ่มเติม โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทยพิจารณาความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐพิจารณามาตรการแก้ไขภาระหนี้และสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ ขณะที่กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาการพัฒนาความรู้ ทักษะฝีมือแรงงาน และการเข้าสู่ตลาดแรงงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล
พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบกรณีประชาชนถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือถูกนำชื่อไปแอบอ้างทำธุรกรรมหรือนิติกรรม และดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งปรับปรุงฐานข้อมูลของภาครัฐให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกำหนดมาตรการช่วยเหลือในอนาคตมีความแม่นยำและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่าการจัดสรรสวัสดิการสำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จะใช้งบประมาณไม่เกิน 42,000 ล้านบาท จากงบประมาณกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยการทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายให้การจัดสวัสดิการของรัฐสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกับสภาพปัญหาของแต่ละรายมากขึ้น
ด้านนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการพยายามเร่งผลักดันให้เกิดการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขมาโดยตลอด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เรียน เพราะที่ผ่านมา มีนักเรียน และนักศึกษาบางส่วนต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือการตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ หรือรักษาสิทธิด้านสวัสดิการของรัฐ
“ผมดีใจที่วันนี้เราสามารถนำข่าวดีมาบอกกับนักเรียน และผู้เรียน สกร.ได้ว่า ครม.เห็นชอบแนวทางคืนสิทธิให้กับพวกเขาแล้ว เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องเลือกระหว่างอนาคตทางการศึกษาของตัวเองกับสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เราอยากเห็นเด็กทุกคนได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสสร้างอนาคตของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนแล้วสิทธิที่ครอบครัวพึ่งพาอยู่จะหายไป เพราะหน้าที่ของรัฐคือการสร้างโอกาส ไม่ใช่ทำให้เด็กต้องเลือกว่าจะเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง”นายอัครนันท์ กล่าว
นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า สำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบาง เงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความหมายมากเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และช่วยให้เด็กสามารถเดินหน้าศึกษาต่อได้
“เราไม่อยากเห็นเด็กคนหนึ่งต้องบอกว่า ผมขอหยุดเรียน เพราะถ้าเรียนแล้วจะเสียสิทธิ วันนี้เราพยายามแก้ตรงนี้ ผมอยากบอกกับเด็ก ๆ ว่า ขอให้เดินหน้าต่อ อย่าทิ้งการศึกษา อย่าทิ้งอนาคตของตัวเอง”นายอัครนันท์ กล่าว
นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า การคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ ยังถือเป็นส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง โดยเฉพาะเด็กที่ต้องหยุดเรียนจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการลดอุปสรรคดังกล่าว เพื่อให้เด็กมีโอกาสกลับมาเรียนต่อและเดินหน้าสร้างอนาคตของตัวเองได้
内阁已批准恢复职业学生和社保局工作人员的福利卡。内阁强调,将采用新的标准重新审核501万名申请人的资格,结果将于9月30日公布。福利金将于10月1日起生效。
今天(2026年9月22日),首相办公室副发言人拉莉达·佩里斯维瓦塔纳女士透露,基层经济与社会公私合作委员会已向内阁提议对2026年国家福利登记项目进行审查。审查内容包括修订部分资格标准,以更好地反映民众面临的实际情况和困难。审查发现,原有标准中的某些方面可能导致一些符合资格的人士未能达到标准。
此次审查源于2026年7月21日的一项内阁决议,该决议敦促重新评估资格标准,特别是可能导致符合资格的人员被排除在系统之外的情况。随后,内阁于2026年7月27日确认了关于紧急审查资格核实数据的指导方针,以减轻公众的困难。
关于拟议的评选标准修订,第一点涉及学生资格标准。该修订建议将农村发展职业教育项目的学生以及根据《促进学习法》攻读相关资格证书的学生排除在外,以免他们的教育身份导致其丧失评选资格。
第二点涉及成为企业合伙人、董事或股东的资格标准。该点建议对在社会企业促进办公室推广和监管下注册的社会企业,或在农业推广部推广和监管下注册的社区企业中的合伙人、董事或股东给予例外,即仅仅在这些企业中注册并不会自动导致其失去资格。
第三点涉及证券和债务工具的持有标准。该建议指出,账户中不再持有任何证券,或所有账户中证券总价值不超过5000泰铢的个人,不应被取消资格。同样,不持有债务工具,或债务工具总持有量不超过5000泰铢的个人,也应获得豁免。这是因为相关机构认为,此类投资价值较低,开设投资账户可能仅仅是一种长期储蓄方式,并不能反映较高的经济地位。
第四点涉及车辆所有权标准。该点建议,除陆路运输部规定的类型、型号和类别的高价值摩托车或收藏车辆外,车龄超过首次注册日期15年的摩托车不应被取消资格。同样,除陆路运输部规定的高价值车辆或收藏车辆外,车龄超过首次注册日期20年的汽车、拖车和农用车辆也应以相同方式获得豁免。
此外,债务评估标准已进行调整,以更好地反映真实的债务负担。对于泰国农业及农业合作银行(BAAC)已进行债务重组并被记录为其他类型贷款的农业贷款,BAAC 将单独向财政部提交非农业债务部分进行处理。同时,为避免取消清真寺代表的资格,泰国伊斯兰银行社区产品项目项下的贷款(由清真寺代表代表社区签署)将不计入计算,因为这些贷款并非用于个人利益。
对于中小企业信用担保公司(SMEG)向国家信用局有限公司提供的信用担保金额,如果该金额可能与直接从金融机构借入的贷款金额重叠,则没有实际未偿债务的担保金额不计入登记人的债务负担计算。
拉利达女士表示:“此次审查旨在确保筛选过程能够更好地反映民众真实的财务状况和困境。某些类型的信息,例如投资资本较少、拥有旧车或与某些特定企业有关联,可能无法准确反映个人的经济状况。此外,此次审查还旨在防止重复计算债务或因个人债务信息不准确而导致公民丧失权利。”
总理副发言人补充说,公众需要了解的重要问题是修订后的标准如何应用于权利审查。提交权利审查申请的期限已于2026年8月31日结束。共有5,011,678人申请了资格审查,另有4,302,575人未申请资格审查。
对于已申请复核资格的5,011,678名申请人,委员会设定了2026年9月20日的最后期限,要求他们向资格核查机构更正信息。如果内阁批准修订后的标准,委员会将根据该标准对这部分申请人的信息进行重新审查,并在2026年9月30日公布资格复核结果。
拉莉达女士表示,所有符合2026年项目资格并已完成电子身份验证(e-KYC)流程的个人,均可从2026年10月1日起同时享受相关福利。符合资格的个人可在2026年10月14日前前往泰国农业及农业合作银行(BAAC)、政府储蓄银行、政府住房银行和泰国伊斯兰银行进行身份验证,而泰京银行的验证截止日期则为2027年1月12日。
此外,委员会提议整合2026年登记数据库(该数据库包含收入、年龄、身体状况、教育程度和职业信息),以便为符合条件和不符合条件的个人提供更多援助。社会发展与人类安全部和内政部将考虑为弱势群体提供援助;商业银行和国有专业金融机构将考虑采取措施减轻债务负担并提供职业贷款;高等教育、科学、研究与创新部、劳动部和教育部将考虑制定符合个人潜能的知识、技能和劳动力市场准入计划。
与此同时,相关部门必须调查未经公民同意使用其个人信息,或在交易或法律协议中冒用公民姓名等案件,并采取法律行动。此外,还必须持续更新政府数据库,确保其准确性和时效性,以便未来的援助措施更加精准有效。
预计在2027财年预算框架内,从基层经济与社会国家福利基金拨付给符合2026年国家福利登记计划资格人员的福利金总额将不超过420亿泰铢。此次对福利标准进行审查的目的是确保国家福利供给符合实际情况,使用准确及时的数据,并提供更能满足每位公民个性化需求的援助。
教育部副部长阿克拉南·坎基蒂南先生表示,教育部一直致力于改善和纠正这一问题,以恢复学生的公平权益。他解释说,过去一些学生面临着不必要的抉择,即是否继续接受教育或保留其享受政府福利的权利。
“我很高兴今天能给国家教育委员会的学生和学员们带来好消息:内阁已批准恢复他们权利的方案。任何孩子都不应该被迫在教育未来和维持生存的基本福利之间做出选择。我们希望每个孩子都能继续接受教育,有机会建设自己的未来,而不必担心教育会让他们失去家庭赖以生存的权利。因为政府的职责是创造机会,而不是强迫孩子们在两者之间做出选择,”阿克拉南先生说道。
阿克拉南先生还表示,对于来自经济困难家庭的学生来说,国家福利卡的资金意义重大,因为它有助于减轻家庭的经济负担,使孩子们能够继续接受教育。
“我们不希望看到孩子说,‘我想辍学,因为如果我继续学下去,我就会失去我的权利。’今天,我们正在努力解决这个问题。我想告诉孩子们,请坚持下去。不要放弃教育。不要放弃你们的未来,”阿克拉南先生说道。
阿克拉南先生还指出,恢复国家福利是为辍学儿童重返校园创造机会的重要一步。这对于那些因经济困难和家庭开支而被迫辍学的孩子来说尤为重要。教育部致力于消除这些障碍,使孩子们有机会重返校园,创造属于自己的未来。