← 返回新闻首页
泰国主流

เจาะรายละเอียดและสมรรถนะเอสยูวีไฟฟ้ารุ่นใหม่ MERCEDES-BENZ NEW GLC ELECTRIC

มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 421 แรงม้า 800 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ความจุแบตเตอรี่ 85 kWh วิ่งไกล 616 กิโลเมตร (WLTP) คาดไม่เกิน 3,700,000 บาท

ThairathThairath查看原文 ↗
เจาะรายละเอียดและสมรรถนะเอสยูวีไฟฟ้ารุ่นใหม่ MERCEDES-BENZ NEW GLC ELECTRIC
เจาะรายละเอียดและสมรรถนะเอสยูวีไฟฟ้ารุ่นใหม่ MERCEDES-BENZ NEW GLC ELECTRIC

Mercedes-Benz แจ้งว่า New GLC Electric ประกอบไทย คือรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ลดทอนคุณภาพ ออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายเช่นเดียวกับ S-Class พร้อมประสิทธิภาพที่ดี และความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ส่วนคำว่า EQ นั้น พีอาร์ตราดาวบอกว่าขอเปลี่ยนเป็น Electric จะดูเข้าใจกับรถไฟฟ้าโมเดลใหม่ของดาวสามแฉกได้ง่ายกว่า และจากการปรับเปลี่ยนนี่เองที่ทำให้ดีไซน์ของยานยนต์พลังงานสะอาดดูแตกต่างไปจากเดิม

นี่คือรถเอสยูวีไซล์กลางที่ส่งมาท้าชนกับ BMW iX3 สำหรับ New GLC ไฟฟ้าล้วนที่เผยโฉมในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ถือเป็นโมเดลสำคัญที่มีเดิมพันสูงมาก เพราะ GLC รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทั้งเบนซินและดีเซล คือรถยนต์เอสยูวีที่ทำยอดขายได้สูงที่สุดของ Mercedes-Benz ทั่วโลก ในไทยก็มีเศรษฐีนิยมใช้กันเยอะมาก หลังจากค่ายดาวสามแฉกสบัดหัวไล่ความมึนงงกับคำว่า EQ แล้วกลับมาตั้งหลักในตลาดรถไฟฟ้าด้วยตัวขายวิ่งไกลอย่าง New CLA Electric และล่าสุดกับ New GLC Electric รถที่นำเอากระจังหน้าของ Mercedes-Benz 300 SEL 6.8 AMG “Red Pig” (หรือที่เรียกว่า Rote Sau) รถแข่งระดับตำนานที่เป็นจุดเริ่มต้นสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์ AMG เป็นที่รู้จักไปทั่ว

สถาปัตยกรรมตัวถังและวิศวกรรมไฟฟ้า Mercedes-Benz GLC Electric (GLC with EQ Technology) ทีมออกแบบภายนอก ปรับเปลี่ยนโจทย์จากการเน้นความโค้งมนคล้ายก้อนหิน (Pebble-like Design) ในในยานยนต์ไฟฟ้าตระกูล EQ ยุคแรก มาเป็นการผสานอัตลักษณ์ระดับตำนาน เข้ากับเทคโนโลยี LED พิกเซลส่องสว่าง เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แยกออกจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาป กระจังหน้าทรงคลาสสิกถูกนำมาประดับประดาด้วยหลอด LED กว่า 900 ตำแหน่ง!! กระจังหน้าประดับไฟ Iconic Grille ใน Mercedes-Benz GLC ElectricMercedes-Benz ออกแบบกระจังหน้าจากสไตล์ดั้งเดิมที่เป็นช่องรับลมระบายความร้อนในรถเครื่องยนต์สันดาป ให้กลายเป็นงานศิลปะเรืองแสง หรือ Illuminated Work of Art โดยได้แรงบันดาลใจจากกระจังหน้าโครเมียมระดับตำนาน (เช่น 600 Pullman, W114, W108) มาตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีส่องสว่างองค์ประกอบและเทคโนโลยีหลอดไฟ Digital Pixel LEDs 942 จุด ด้านหลังแผงพาแนลกระจกสีรมดำ Smoked Glass Panel บรรจุโมดูลไฟ LED / โพลีคาร์บอเนตส่องสว่างจากด้านหลัง จำนวน 942 จุด เรียงตัวกันเป็นลวดลายพิกเซล

ส่วนสัญลักษณ์ตราดาว Contour & Central Star Lighting ติดตั้งหลอด LED นำแสงบริเวณเส้นขอบรอบกระจังหน้า รวมถึงตราดาวสามแฉกตรงกลาง Central Star ให้เรืองแสงเด่นชัดพร้อมกันในเวลากลางคืน ใช้ Chrome Frame Architecture ล้อมรอบด้วยกรอบโครเมียมทรงกว้าง ฟังก์ชันและการแสดงผล (Light Animations) Dynamic Welcome / Farewell Animation เมื่อผู้ขับเดินเข้าใกล้รถเพื่อปลดล็อก หรือเมื่อดับเครื่องยนต์ กลุ่มหลอดไฟ 942 จุดจะเปิดแอนิเมชันขยับแสงไฟเป็นลำดับคล้ายการแสดงไลท์โชว์ต้อนรับ

Breathing Effect ขณะจอดรอสตาร์ทรถ จังหวะไฟจะค่อยๆ เรืองแสงและหรี่ลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายการถอนหายใจเพื่อสื่อถึงการเตรียมพร้อมขับขี่MBUX Personalization ควบคุมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผล หรือเลือกเปิด-ปิดฟังก์ชันไฟกระจังหน้าบางส่วนผ่านหน้าจอ MBUX ภายในห้องโดยสารได้

เส้นสาย Coupé-Style Silhouette สลัดความอุ้ยอ้ายของ EQ เดิม ทิ้งไป ปรับแนวหลังคาให้ลาดลงสไตล์สปอร์ตคูเป้ พร้อมเดินเส้น Organic Muscular Shoulder Line บริเวณสันไหล่ตัวถังด้านข้างเพื่อสร้างความรู้สึกมีมัดกล้ามและมิติที่กว้างขึ้น การจัดการแอโรไดนามิกส์ใหม่ด้วยมือจับประตูแบบราบเรียบไปกับตัวถัง ขอบกระจกตกแต่งแถบโครเมียมคุณภาพสูง ออปชันบันไดข้าง คิ้วซุ้มล้อสีดำเพื่อเน้นบุคลิก Crossover SUV

ดีไซน์ด้านหลังมีลายเซ็นของไฟท้ายเรืองแสง ด้วยชุดไฟท้าย LED ลากยาวตลอดแนวฝาท้าย พ่วงออปชันไฟท้าย Digital OLED พร้อมระบบไฟต้อนรับ Coming/Leaving Home และ Illuminated Rear Star ตราดาวสามแฉกด้านหลังเรืองแสงทันทีเมื่อเปิดไฟต่ำ ศักยภาพการลากจูง รองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุดถึง 2.4 ตัน พร้อมระบบช่วยทรงตัวขณะลากจูง ESP® Trailer Stabilization และระบบช่วยถอยจอดพ่วงอัตโนมัติ ส่วนขนาดล้อ มีตัวเลือกตั้งแต่ 18 นิ้ว จนถึง 21 นิ้ว ดีไซน์เน้นการตัดกระแสลม (Aero-optimized Light-Alloy Wheels) สเปกล้อยางสปอร์ตแบบ Staggered Fitment (หน้า-หลังไม่เท่ากัน) ล้อหน้า 21 x 9.0 นิ้ว หุ้มด้วยยางขนาด 235/45 R21 XL ล้อหลัง 20 x 9.5 นิ้ว หุ้มด้วยยางขนาด 275/45 R21 XL ยางผ่านการปรับแต่งคอมปาวด์เพื่อลดแรงต้านทานการหมุน (Low Rolling Resistance) และลดเสียงรบกวนสั่นสะเทือน (NVH)

มิติตัวถังและพื้นที่ประโยชน์ใช้สอย ความยาว 4,845 มิลลิเมตร กว้าง 1,913 มิลลิเมตร สูง 1,644 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,972 มิลลิเมตร ความจุสัมภาระด้านท้าย 570 – 1,740 ลิตร ความจุช่องเก็บของด้านหน้า (Frunk) 128 ลิตร

ระบบช่วงล่าง โครงสร้างหลัก อิสระปีกนกมัลติลิงก์ (Multi-Link) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แพ็กเกจช่วงล่าง Agility & Comfort Package ระบบช่วงล่างถุงลม AIRMATIC®: ถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรงมาจาก S-Class ปรับระดับความสูง-ต่ำอัตโนมัติ (All-round Level Control) พร้อมแดมเปอร์ปรับความหนืดแปรผันต่อเนื่อง เพื่อซับแรงกระแทกบนผิวถนนและลดอาการโคลง ระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง (Rear-Axle Steering) เลี้ยวล้อหลังได้สูงสุด 4.5 องศา ช่วยลดรัศมีวงเลี้ยวเพิ่มความคล่องตัวในเมืองแคบๆ และเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัวขณะเปลี่ยนเลนด้วยความเร็วสูง

ระบบเบรกแบบ One-Box & Energy Regeneration One-Box Integrated Braking System รวมหม้อลมเบรก, แม่ปั๊มเบรก และระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP® ไว้ในโมดูลขนาดเล็ก Pedal Feel ให้ความรู้สึกในการเบรกเพื่อลดความเร็วแบบนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ตัวประมวลผลเพื่อทำหน้าที่กระจายแรงเบรก เชื่อมต่อการทำงานระหว่างการดึงพลังงานคืนด้วยมอเตอร์ Regenerative Braking และการใช้ผ้าเบรกจริงแบบราบรื่น สามารถหน่วงพลังงานกลับสูงสุด 300 kW ครอบคลุมการชะลอความเร็วในชีวิตประจำวันมากกว่า 99% โดยไม่ต้องแตะดิสก์เบรก สามารถปรับโหมดการดึงพลังงานคืนได้ 4 ระดับ D- (หน่วงหนักสุด), D (มาตรฐาน), D+ (ปล่อยไหล Coasting) และ D Auto (แปรผันตามการจราจรและข้อมูลแผนที่)

ระบบความปลอดภัยสำรองของชุดเบรก มีระบบระบบสำรองไฮดรอลิก (Hydraulic Fallback Level) รับประกันว่าเบรกยังคงทำงานได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยแม้ยามระบบไฟฟ้าขัดข้อง

ระบบบริหารจัดการพลังงานแบบใหม่ (New Energy Management System) ระบบไฟฟ้า 800V Ultra-Fast Charging รองรับกำลังไฟชาร์จกระแสตรง (DC) สูงสุด 330 kW มีโมดูล DC Converter ในตัว เพื่อรองรับสถานีชาร์จแบบ 400VSilicon Carbide (SiC) Inverters อินเวอร์เตอร์ใช้สาร semiconductors ประสิทธิภาพสูง บนชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนทั้งหน้าและหลัง ลดความร้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ระบบเกียร์ 2 สปีด (2-Speed Gearbox) บนเพลาหลัง เพิ่มอัตราเร่งแรงบิดในเกียร์ต่ำ ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน รักษารอบมอเตอร์ในย่านความเร็วสูง ชุดตัดกำลังเพลาหน้า Disconnect Unit (DCU) ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4MATIC) ระบบจะตัดการหมุนของมอเตอร์หน้าแบบ Mechanical เมื่อขับขี่ความเร็วคงที่ เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบ 100% ลดแรงต้านทาน และต่อการทำงานกลับมาภายในไม่กี่มิลลิวินาที เมื่อต้องการการยึดเกาะ Multi-Source Heat Pump ปั๊มความร้อนหลายทิศทาง(อุปกรณ์มาตรฐาน) ดึงความร้อนเหลือทิ้งจากชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า (EDU), แบตเตอรี่ และอากาศภายนอก มาบริหารจัดการความเย็น/ความร้อนในห้องโดยสาร และทำหน้าที่ Pre-conditioning อุณหภูมิแบตเตอรี่ล่วงหน้าก่อนเข้าชาร์จด่วน

สำหรับวิศวกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีในจุดที่ถือเป็นเทคนิคที่เจ๋งที่สุด ของ The All New GLC Electric มีอยู่ 3 ระบบหลัก คือ......

เริ่มจากระบบส่งกำลังเพลาหลังแบบเกียร์ 2 สปีด แน่นอนว่า Porsche Taycan ก็ใช้เกียร์อัตโนมัติสองสปีด หรือ 2-Speed Gearbox on Rear Axle เหมือนกันกับ New GLC Electric ซึ่งนักขับยอมรับว่ามีประสิทธิภาพด้านการทดกำลังแรงบิดลงล้อมากกว่าเกียร์สปีดเดียวหรือเกียร์อัตราทดเดียว ปกติแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าทั่วๆไป ใช้เกียร์อัตราทดเดียว หรือ Single-Speed เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า แต่เกียร์แบบดังกล่าวกลับมีจุดอ่อน คือ หากเซ็ตอัตราทดช่วงตีนต้นจัดจ้าน อัตราเร่งช่วงปลายความเร็วสูง มอเตอร์จะต้องหมุนรอบสูงมากจนกินพลังงานและเกิดความร้อนสะสม แต่ GLC Electric บนแพลตฟอร์ม MB.EA 800V ติดตั้ง ชุดเกียร์ 2 สปีดไว้ที่ชุดขับเคลื่อนเพลาหลัง เกียร์ 1 (อัตราทดสูง) ให้แรงบิดมหาศาลตั้งแต่เรียกออกตัว ทำให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ฉับไว ช่วยเรื่องการลากจูงสัมภาระหนัก (ลากได้ถึง 2.4 ตัน) เกียร์ 2 (อัตราทดต่ำ) สลับทำงานอัตโนมัติเมื่อวิ่งด้วยความเร็วเดินทางไกล (Highway Cruising) ช่วยลดรอบการหมุนของมอเตอร์ ทำให้ประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ และลดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร

ไฟหน้า Micro-LED 25,600 หลอด ที่ฉายสัญญาณเตือนลงบน "ผิวจราจร" (Road Projection) นี่คือ Micro-LED ใน GLC Electric มีการนำเทคโนโลยีนี้มาทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัย ADAS ตัวโมดูลขนาดกว้างเพียง 13 มม. บรรจุหลอด Micro-LED ขนาดเล็กเท่าครึ่งเส้นผม (40 ไมครอน) มากถึง 25,600 หลอดต่อข้าง ฟังก์ชันฉายภาพบนถนน (Road Projection) เมื่อความเร็วเกิน 70 กม./ชม. และเซ็นเซอร์ตรวจพบว่าพื้นถนนมีโอกาสเกิดน้ำขัง/ทางลื่น ไฟหน้าจะ ฉายสัญลักษณ์รูปเกล็ดหิมะลงบนพื้นถนน ตรงหน้าผู้ขับขี่ หรือหากขับเข้าเขตก่อสร้าง ไฟจะฉายเส้นแนวทางแคบ (Orientation Light) ลงบนพื้นถนนเพื่อกะระยะความกว้างของรถให้อัตโนมัติ

ชุดตัดการเชื่อมต่อเพลาหน้าทางกลไก (Mechanical Front Disconnect Unit - DCU) ในรถไฟฟ้าขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) เมื่อวิ่งความเร็วคงที่ แม้จะตัดการจ่ายไฟเข้ามอเตอร์หน้าแล้ว แต่ตัวล้อหน้าก็ยังต้องหมุนลากชุดเกียร์และมอเตอร์หน้าไปด้วยอยู่ดี เกิด Drag Loss หรือแรงต้านทานทางกล ที่ทำให้สูญเสียพลังงานไฟฟ้า GLC Electric ติดตั้ง ชุดคลัตช์ปลดล็อกทางกลไก (Mechanical Disconnect) บริเวณเพลาหน้าเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ ระบบจะ ตัดการเชื่อมต่อเพลาหน้าออกจากชุดมอเตอร์อย่างเด็ดขาดภายในไม่กี่มิลลิวินาที ปล่อยให้ล้อหน้าหมุนฟรีเหมือนรถขับเคลื่อนล้อหลัง 100% เพื่อลดแรงต้านทานทางกลลง ช่วยยืดระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ (Range) ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะต่อเพลากลับมาทันทีเมื่อต้องการแรงบิดจากล้อหน้า

ระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX ยุคใหม่ใน Mercedes-Benz GLC Electric รวมถึงไลน์อัป EV ยุคใหม่บนแพลตฟอร์ม MB.EA และ MMA ถือเป็นการยกแกนสถาปัตยกรรมดิจิทัลใหม่ทั้งหมด โดยย้ายฐานจากระบบปฏิบัติการเดิมไปสู่ MB.OS (Mercedes-Benz Operating System) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ Mercedes-Benz พัฒนาขึ้นเองแบบ Chip-to-Cloud ควบคู่กับการเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอแสดงผลคอนโซลหน้าโคตรใหญ่ยักษ์ ออกแบบเป็นแผงกระจกยาวต่อเนื่องขนาด 33 นิ้ว

ของใหม่ที่มีให้เล่นได้ทั้งวันก็คือ สถาปัตยกรรมระบบ MB.OS และกำลังการประมวลผล เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนจอภาพระบบสัมผัส ความยาว 33 นิ้ว ให้แสดงผลได้อย่างลื่นไหล ปราศจากอาการกระตุก มีการแยกสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ออกจากฮาร์ดแวร์อย่างเด็ดขาด และใช้ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง ด้วยชิปประมวลผล NVIDIA (SoC ระดับระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ) ประมวลผลทั้งกราฟิก ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) และฟังก์ชันความบันเทิงพร้อมกันในกล่อง ECU หลัก การเรนเดอร์ภาพระดับ Game Engine น้าจอเลือกใช้ Unity Game Engine ในการสร้างอินเทอร์เฟซ 3 มิติ ความละเอียดสูง แสดงผลกราฟิกเสมือนจริง เช่น แบบจำลองตัวรถ สภาพแวดล้อมบนถนน และการเปลี่ยนโหมดการขับขี่แบบ Real-time

อินเทอร์เฟซแบบ Zero-Layer UI ยุคใหม่ โครงสร้างหน้าจอ 33 นิ้ว เน้นการใช้งานผ่านแนวคิด Zero Layer หน้าจอจะดึงการควบคุมที่ผู้ขับขี่ต้องใช้ ณ สภาพการณ์นั้นๆ ขึ้นมาไว้ด้านหน้าสุดโดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อขับเข้าใกล้สถานีชาร์จ ระบบจะดึงเมนูเตรียมแบตเตอรี่ (Battery Pre-conditioning) และช่องเสียบชาร์จขึ้นมาให้กดทันที การรวมแผงมาตรวัดและระบบความบันเทิงเข้าด้วยกัน กระจกหน้าจอแบบชิ้นเดียวและไร้รอยต่อ นำเสนอการแสดงผลแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เช่น มาตรวัดฝั่งคนขับ, จอควบคุมกลาง, และจอผู้โดยสารด้านหน้า สามารถลากเปลี่ยนวิดเจ็ตข้ามพื้นที่กันได้ตามต้องการ

MBUX Virtual Assistant (Generative AI) การสั่งการด้วยเสียงอัปเกรดจากระบบรู้จำเสียงทั่วไป ไปสู่การนำ Generative AI รวมเทคโนโลยี Large Language Model และ ChatGPT/Google Cloud มาใช้งานร่วมกับระบบตัวรถ การสนทนาภาษาธรรมชาติ สามารถคุยโต้ตอบต่อเนื่องโดยไม่ต้องพูดคำสั่งเดิมซ้ำ ถามข้อมูลเชิงลึก เช่น ช่วยแนะนำร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนระหว่างทางที่ไม่ต้องแวะออกนอกเส้นทางเกิน 5 นาที

Empathic Interaction สัญลักษณ์ตัวแทน (Avatar) รูปดาวสามแฉกบนหน้าจอจะปรับรูปแบบการแสดงผลและสีสันตามอารมณ์และน้ำเสียงของบทสนทนา

แผนที่ 3D High-Precision Navigation ระบบนำทางแสดงผลแผนที่แบบ 3 มิติเชิงลึกบนหน้าจอความยาว 33 นิ้ว แบบ Real-time Environment Rendering ระบบจะจำลองสภาพแวดล้อมรอบตัวรถ เช่น ตึกแถว เลนถนน รถคันข้างๆ สภาพอากาศ และการจราจรในรูปแบบ 3D สมจริง อ้างอิงข้อมูลจากกล้อง HD และเซ็นเซอร์ Lidar/Radar ของตัวรถ การคำนวณเส้นทางสำหรับ EV ทำหน้าที่คำนวณระยะทางที่เหลือ อุณหภูมิแบตเตอรี่ สภาพความเร่ง/เนินเขา เพื่อประเมินระดับแบตเตอรี่เมื่อไปถึงจุดหมายได้อย่างแม่นยำ พร้อมวางแผนจุดแวะชาร์จที่เหมาะสมให้อัตโนมัติ

ความปลอดภัยและระบบ Active Privacy Shield (จอฝั่งผู้โดยสาร) เพื่อไม่ให้หน้าจอฝั่งผู้โดยสารรบกวนสมาธิของผู้ขับขี่ หรือ Driver Eye-Tracking Camera กล้องตรวจจับสายตาผู้ขับขี่จะเฝ้ามองตลอดเวลา หากผู้ขับขี่หันไปมองหน้าจอฝั่งผู้โดยสารขณะที่กำลังเล่นวิดีโอหรือเกม Dynamic Dimming / Polarization Filter ระบบจะทำการลดความสว่างหรือพรางแสงหน้าจอฝั่งผู้โดยสารทันที ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเป็นเพียงจอสีดำ แต่ผู้โดยสารยังคงมองเห็นภาพตามปกติ

Mercedes-Benz The New GLC Electric รหัสตัวถัง X540 พรีเมียม SUV พลังงานไฟฟ้า 100% เจเนอเรชันใหม่ที่เข้ามาทำตลาดแทนที่ EQC โดยพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรม MB.EA (Mercedes-Benz Electric Architecture) แบบ 800V รองรับการจ่ายพลังงานและระบบชาร์จความเร็วสูงพิเศษ

มอเตอร์ไฟฟ้า รุ่น GLC 300+ / 250: มอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD)

รุ่น GLC 400 4MATIC: มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (PSM) ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 483–489 แรงม้า (360 kW) แรงบิดสูงสุด 800 Nm อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. อยู่ที่ประมาณ 4.2–4.5 วินาที

เกียร์ 2 สปีดที่เพลาหลัง (2-Speed Transmission) ติดตั้งชุดเกียร์ 2 สปีดที่มอเตอร์หลัง ช่วยเพิ่มแรงบิดในการออกตัว และลดความเร็วรอบมอเตอร์ขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน

ชุดตัดการทำงานมอเตอร์หน้า (Disconnect Unit - DCU) ปลดล็อกการหมุนของเพลาหน้าแบบกลไกเมื่อไม่ได้ใช้ขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อลดแรงหน่วงสะสมและประหยัดแบตเตอรี่

แบตเตอรี่ ระยะทางวิ่ง และการชาร์จ ความจุแบตเตอรี่ 85 kWh (เทคโนโลยี CATL Li-NMC) ระยะทางวิ่งสูงสุดไกล 616 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม (มาตรฐาน WLTP ในรุ่นแบตเตอรี่ 85 kWh)

การชาร์จเร็ว DC (DC Fast Charging) รองรับกำลังไฟสูงสุด 320–330 kW สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลา 22 นาที (หรือชาร์จเพียง 10 นาที ได้ระยะทางเพิ่มขึ้นประมาณ 300 กม.) การชาร์จ AC: รองรับ On-board Charger ขนาด 11 kW และ 22 kW. คาดการณ์ราคา ไม่เกิน 3,700,000 บาท อาคม รวมสุวรรณ E-Mail chang.arcom@thairath.co.th Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻