← 返回新闻首页
泰国主流

ถอดสูตรแฟรนไชส์สตรีทฟู้ด! เปิดระบบหลังบ้าน “ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด-กุยช่ายสวรรค์” ทำอย่างไรให้โต?

หัวใจของแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดไทยสู่ระดับโลกไม่ใช่แค่จำนวนสาขา แต่คือระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ถอดสูตร “ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด” “กุยช่ายสวรรค์” ทำอย่างไรให้ เติบโตยั่งยืน?

Thairath查看原文 ↗
揭秘街头美食加盟连锁的成功秘诀!深入了解“巨型鱼丸爆炸”和“天赐韭菜饺子”的后台运营体系:它们是如何实现增长的?

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

Senior Content Creator at Thairath Money

# Trade Exponential Fest 2026

# ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด

วิธีเสียภาษีหุ้นนอกน้อยที่สุด & เทคนิคโอนเงินกลับไทย กับ TaxBugnoms x TISCO | Money Issue EP.75

หัวใจของแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดไทยสู่ระดับโลกไม่ใช่แค่จำนวนสาขา แต่คือระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ถอดสูตร “ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด” “กุยช่ายสวรรค์” ทำอย่างไรให้ เติบโตยั่งยืน?

ทำไม Pringles แบรนด์ขนมระดับโลก เลือกไทยเป็นฐานผลิตส่งออกโลก สร้างโรงงานมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท

แม้ภาพจำแรกของธุรกิจแฟรนไชส์ในสายตาหลายคนคือการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและการทำยอดขายให้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริงแล้ว “จำนวนสาขา” เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่มองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น

เนื่องจากหัวใจที่แท้จริงของการขับเคลื่อนแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปจนถึงระดับโลก คือ การวางรากฐานระบบหลังบ้าน การบริหารจัดการซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ การรักษามาตรฐานให้อยู่ในระดับที่เข้าใจง่ายและปฏิบัติได้จริง ตลอดจนการไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

ในงานมหกรรม “Trade Exponential Fest 2026” ภายใต้แนวคิด ‘โตไว โตไกล ยั่งยืน’ ซึ่งจัดโดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงเสวนาหัวข้อ “Street Food Home Run: โฮมรันทุกคำ เก็บแต้มอร่อยทั่วโลก”

สารัช วัฒนกูล Chief Marketing Officer (CMO) ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด และ กมลชนก มานะแก้ว Founder & CEO บริษัท ขุมทรัพย์เมืองนนท์ จำกัด เจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง “กุยช่ายสวรรค์ by ขุมทรัพย์” ได้มาร่วมแบ่งปันเส้นทางความสำเร็จ อุปสรรคที่เคยพบเจอ พร้อมทั้งส่งต่อแนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเข็มทิศนำทางให้แก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต่อไป

ถอดรหัสความสำเร็จและการบริหารหลังบ้าน

เริ่มแรก สารัช ระบุว่า ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ที่มองเห็นว่าในตลาดมีแม่ค้าพ่อค้าขายลูกชิ้นทอดอยู่จำนวนมาก แต่ยังไม่มีใครนำมาสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง จึงได้จับสินค้าตัวนี้มาสร้างเป็นระบบแฟรนไชส์ เพื่อให้ทุกร้านมีมาตรฐาน มีภาพจำ และทำให้ผู้บริโภคจดจำชื่อแบรนด์ได้จริง จากเดิมที่ไม่เคยรู้ว่าลูกชิ้นร้านที่กินตามตลาดชื่ออะไร จนกระทั่งสามารถขยายอาณาจักรไปได้มากกว่า 2,000 สาขาในปัจจุบันครอบคลุมทั่วประเทศไทย

ขณะที่กุยช่ายสวรรค์ กมลชนก เล่าว่า แบรนด์เติบโตมาจากแนวคิด “ทำในสิ่งที่รัก”และสายเลือดธุรกิจดั้งเดิมของคุณยายในตลาดพลู จนกระทั่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เห็นว่าธุรกิจอาหารคือสิ่งเดียวที่ยังคงขับเคลื่อนไปได้ จึงได้นำขนมกุยช่ายแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอด ใส่ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นตัวเองลงไป เพื่อฉีกออกจากกฎระเบียบเดิมๆ ของขนมกุยช่าย จนกลายมาเป็นแบรนด์กุยช่ายสวรรค์ที่มีเมนูหลากหลายและขยายไปแล้วกว่า 200 สาขา ในระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ทั้งสองแบรนด์ให้ความสำคัญกับระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์หลังบ้านเป็นอย่างมาก

3 Key Success ธุรกิจสำเร็จ ไปต่อได้

ทางฝั่งไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด มองว่า การทำแฟรนไชส์ต้องมุ่งเน้น 3 หัวใจหลัก ได้แก่ การมองซัพพลายเออร์ให้พร้อมดูแลร้านค้าไปตลอดชีวิต เพราะการขาดวัตถุดิบแม้เพียงรายการเดียว (SKU) อาจทำให้ร้านเปิดไม่ได้, การบริหารโลจิสติกส์ที่ตรงเวลา ซึ่งการส่งสินค้าล่าช้าเพียง 1 วัน หมายถึงค่าเสียโอกาส ค่าเช่า ค่าแรง และค่าปรับในห้างสรรพสินค้าที่เจ้าของสาขาต้องแบกรับ, และสุดท้าย คือการสร้างมาตรฐานให้ทำง่ายที่สุดโดยยึดคอนเซ็ปต์ “ทอดไข่ดาวได้ ก็ขายได้” เพื่อลดขั้นตอนหน้าร้านให้เหลือเพียง 3 ขั้นตอน ได้แก่ ฉีกซอง เทลงทอด และราดน้ำจิ้ม

นอกจากนี้ การจัดการวัตถุดิบประเภทร้อนและของชิลล์ ซึ่งมีอายุเก็บรักษาเพียง 20 วัน ยังต้องใช้ระบบหมุนเวียนคลังสินค้าแบบ First In, First Out โดยของจะถูกจัดส่งจากคลังกลางภายใน 2-3 วัน เพื่อให้ร้านสาขามีเวลาระบายสินค้าอีก 17 วัน พร้อมบริการส่งฟรีทุก 7 วัน ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล หรือเมื่อสั่งถึงยอดขั้นต่ำในต่างจังหวัด

ส่วน Key Success ของ กุยช่ายสวรรค์ เริ่มต้นจาก “โมเดลธุรกิจที่ต้องการให้คนไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” เน้นให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ใช้เงินลงทุนไม่สูง คืนทุนไว โดยทุกแพ็กเกจจะได้รับวัตถุดิบไปขาย ซึ่งหากขายหมดวัตถุดิบชุดแรกก็สามารถครอบคลุมค่าแพ็กเกจได้ทั้งหมดทันที

ข้อถัดมาคือ “การเป็นผู้ผลิตต้นน้ำ” โดยสั่งซื้อวัตถุดิบตรงจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนกุยช่ายในราคาที่เป็นธรรม ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้แบรนด์มีต้นทุนต่ำ และสามารถแบ่งปันส่วนต่างกำไรให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มีมาร์จิ้นสูงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย และข้อสุดท้ายคือ “การพัฒนาที่ไม่หยุดอยู่กับที่” ด้วยการคอยสำรวจความต้องการและแก้ปัญหา Pain Point ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

โดยเจ้าของแบรนด์ต้องยึดหลักการยอมถอยจากการเปิดสาขาเอง แล้วปล่อยให้แฟรนไชส์ซี (Franchisee) เป็นทัพหน้าในการขยายตลาด ส่วนแบรนด์แม่ต้องถอยมาอุดรอยรั่วและพัฒนาระบบหลังบ้าน โดยเฉพาะการนวัตกรรมอาหาร

ซึ่งกุยช่ายสวรรค์ได้ร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปลี่ยนกุยช่ายสดโบราณที่ต้องตื่นมาทำตอน 04:00 น. และเสียภายในวัน ให้กลายเป็นสินค้าแช่แข็ง (Frozen) ที่มีอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 1 ปี โดยยังรักษาความอร่อยดั้งเดิมไว้ได้เต็มร้อย

กลยุทธ์สินค้า การตั้งราคา และการรับฟังเสียงผู้บริโภค

ด้านการตลาดและการเลือกทำเล ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิดเลือกบุกปั๊มน้ำมันเป็นหลัก เนื่องจากตอบโจทย์พฤติกรรมผู้เดินทางที่ต้องการความรวดเร็ว ใช้เวลาอุ่นสินค้าเพียง 1 นาที ก็พร้อมเสิร์ฟ และเป็นของกินเล่นรองท้องระหว่างเดินทาง

ส่วนการตั้งราคานั้น ทั้งสองแบรนด์ใช้กลยุทธ์ราคาจับต้องได้แบบ Street Food โดยไจแอ้นตั้งราคาเริ่มต้นที่ไซส์ S ถ้วยละ 35 บาท, ไซส์ M 50 บาท ไปจนถึงไซส์ XL ซึ่งกลายเป็นไซส์ขายดีอันดับ 2 ในปัจจุบัน ส่วนกุยช่ายสวรรค์เริ่มที่ 40 บาท และมีทางเลือกจับคู่เมนูทอดในไซส์ M และ L เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อบิล (Ticket Size)

นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมสินค้าและการปรับตัวตามเทรนด์ถือเป็นสิ่งสำคัญ กุยช่ายสวรรค์ปรับรูปแบบสินค้าโบราณให้กลายเป็นสแน็กทันสมัยอย่างเฟรนช์ฟรายส์กุยช่าย หรือ ลูกชิ้นกุ้ยช่าย พร้อมออกสินค้าใหม่ทุกๆ 3 เดือน เช่น การคอลแลบส์ กับ เจ๊พงษ์ ลูกชิ้นยืนกิน บุรีรัมย์ โดยเพิ่มตัวเลือกน้ำจิ้มในราคาเพียง 5 บาท

ส่วนไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด ได้นำฟีดแบคเรื่องสุขภาพมาพัฒนาสูตรน้ำจิ้มหวานน้อยเผ็ดมากเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ปัจจุบันต้องการหวานน้อย รวมถึงแก้ปัญหาการโชว์สินค้าหน้าร้านโดยใช้โมเดลอาหารเข้ามาช่วย ซึ่งช่วยลดขยะอาหาร (Food Waste) และเพิ่มยอดขายได้อย่างน่าทึ่ง

สำหรับการแก้ไขปัญหาหน้าร้าน ทั้งสองแบรนด์ยอมรับว่าการควบคุมคุณภาพ 100% เป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะปัญหาพนักงานทอดไม่ได้มาตรฐาน หรือการทุจริตรายวันวันละ 200-400 บาท ซึ่งไจแอ้นได้แก้ปัญหาด้วยการพัฒนาระบบตรวจเช็กผ่านมือถือที่ใช้เวลาเพียง 5 นาทีต่อวัน เพื่อเปรียบเทียบยอดขายจริงกับเงินที่ส่ง พร้อมใช้การประชุมใหญ่สัญจรปีละ 1 ครั้ง เพื่อรับฟังความเห็นจากพาร์ตเนอร์แฟรนไชส์เพื่อร่วมกันยกระดับแบรนด์

ปักหมุดสตรีทฟู้ดไทยในตลาดโลก

ในการก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งสองแบรนด์มองเห็นโอกาสที่แตกต่างกัน ไจแอ้นเน้นการขยายสาขาและมาสเตอร์แฟรนไชส์ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา (ซึ่งเคยปรับสูตรให้รสชาติเข้มข้นเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น), กัมพูชา (ที่ตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากพฤติกรรมการกินที่ใกล้เคียงกัน) และลาว ซึ่งปรับกลยุทธ์ด้วยการลดขนาดพอร์ชันและราคาลงเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการหาพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นเพื่อจัดการเรื่องกฎหมายและการนำเข้า

ด้านกุยช่ายสวรรค์เลือกเจาะตลาดร้านอาหารไทยในต่างแดน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาผ่านดิสทริบิวเตอร์ เพื่อส่งออกกุยช่ายแช่แข็งแบบพร้อมเสิร์ฟที่ใช้เวลาอุ่นเพียง 30 วินาที ก็พร้อมขาย โดยมองว่าฟลอริดาก็มีขนาดตลาดใหญ่เทียบเท่ากับ 1 ประเทศ ไทยแล้ว และมีแผนขยายต่อในโซนเอเชีย เช่น เกาหลีใต้

อยากเริ่มขาย ซื้อแฟรนไชส์ราคาเท่าไหร่?

สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ ราคาแพ็กเกจแฟรนไชส์ของทั้งสองแบรนด์ถูกออกแบบมาให้จับต้องได้ง่าย โดย ไจแอ้น ลูกชิ้นปลาระเบิด เริ่มต้นตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น หากผู้ประกอบการมีเคาน์เตอร์อยู่แล้ว สามารถเริ่มต้นได้ด้วยชุดอุปกรณ์และป้ายราคาเพียง 6,990 บาท โดยทำเลทองของไจแอ้นจะเน้นปั๊มน้ำมัน (โดยเฉพาะปั๊ม ปตท. ฝั่งขาออกเมือง) ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย ซึ่งทำเลเหล่านี้สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 1-2 ช่วงเวลาต่อวัน (เน้นช่วงเที่ยงถึงเย็น)

ขณะที่ กุยช่ายสวรรค์ ชูแพ็กเกจเริ่มต้นเพียง 9,999 บาท โดยผู้ซื้อจะได้รับวัตถุดิบมูลค่าสูงถึงกว่า 13,000 บาทไปขายทันที ซึ่งครอบคลุมเงินลงทุนและเริ่มทำกำไรได้เลย เหมาะสำหรับพนักงานประจำ แล้วอยากเริ่มต้นทำอาชีพเสริมด้วยการขายผ่านช่องทางเดลิเวอรีจากที่บ้านก่อน โดยทำเลเป้าหมายของกุยช่ายสวรรค์จะเน้นไปที่ตลาดนัดชุมชนและพื้นที่หน้าห้างสรรพสินค้า เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนในท้องถิ่นได้ดีที่สุด

สุดท้าย ในเรื่องของการบริหารพื้นที่ขายเพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนไจแอ้นและ กุยช่ายสวรรค์ ใช้แนวคิดเดียวกันคือ “1 ตลาด ต่อ 1 แฟรนไชส์” โดยมีการตรวจสอบโลเคชันอย่างละเอียดก่อนอนุมัติเปิดร้านเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มาแย่งลูกค้ากันเอง

อย่างไรก็ตาม ทาง ไจแอ้นระบุว่าเนื่องจากลูกชิ้นเป็นสินค้าทานเล่น หากเป็นทำเลที่มีปริมาณผู้ใช้บริการสูงมาก เช่น ปั๊มน้ำมันติดกัน 3 ปั๊ม การเปิดทั้ง 3 ปั๊มก็ยังคงสร้างยอดขายที่ดีได้ทั้งหมด เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคจะแวะเข้าปั๊มใดปั๊มหนึ่งเป็นหลักอยู่แล้ว ถือเป็นการบริหารจัดการทำเลที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์บริบทธุรกิจสตรีทฟู้ดในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

ช่วงท้ายของการเสวนา ผู้บริหารทั้งสองแบรนด์ได้ฝากข้อคิดถึงผู้ประกอบการว่า การส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงมองว่าแต่ละประเทศเหมือน 1 จังหวัด เช่น การส่งสินค้าไปลาวก็เหมือนการส่งไปจังหวัดหนองคายแล้วผ่านด่านศุลกากร หรือส่งไปอเมริกาเหมือนการส่งไปภาคเหนือที่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามข้อกำหนด

สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำ เรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อหาจุดชนะ (Winning Zone) และรักษามาตรฐานสินค้าให้สม่ำเสมอ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมสนับสนุนสตรีทฟู้ดไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก

ทั้งหมดนี้จึงกล่าวได้ว่า การทำธุรกิจแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดให้ประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ “ความอร่อย” หรือ “กระแสนิยม” ชั่วคราว แต่หัวใจสำคัญคือการวางโครงสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง การบริหารจัดการซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการปรับตัวและสร้างนวัตกรรมสินค้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้แบรนด์สามารถขยายสาขาไปได้ทั่วประเทศ และก้าวข้ามขีดจำกัดสู่การปักหมุดสตรีทฟู้ดไทยในเวทีระดับโลกได้อย่างมั่นคง

อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม) Senior Content Creator at Thairath Money

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻