ถอดสูตรแฟรนไชส์สตรีทฟู้ด! เปิดระบบหลังบ้าน “ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด-กุยช่ายสวรรค์” ทำอย่างไรให้โต?揭秘街头美食加盟连锁的成功秘诀!深入了解“巨型鱼丸爆炸”和“天赐韭菜饺子”的后台运营体系:它们是如何实现增长的?
หัวใจของแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดไทยสู่ระดับโลกไม่ใช่แค่จำนวนสาขา แต่คือระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ถอดสูตร “ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด” “กุยช่ายสวรรค์” ทำอย่างไรให้ เติบโตยั่งยืน?

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)
Senior Content Creator at Thairath Money
# Trade Exponential Fest 2026
# ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด
วิธีเสียภาษีหุ้นนอกน้อยที่สุด & เทคนิคโอนเงินกลับไทย กับ TaxBugnoms x TISCO | Money Issue EP.75
หัวใจของแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดไทยสู่ระดับโลกไม่ใช่แค่จำนวนสาขา แต่คือระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ถอดสูตร “ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด” “กุยช่ายสวรรค์” ทำอย่างไรให้ เติบโตยั่งยืน?
ทำไม Pringles แบรนด์ขนมระดับโลก เลือกไทยเป็นฐานผลิตส่งออกโลก สร้างโรงงานมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท
แม้ภาพจำแรกของธุรกิจแฟรนไชส์ในสายตาหลายคนคือการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและการทำยอดขายให้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริงแล้ว “จำนวนสาขา” เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่มองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น
เนื่องจากหัวใจที่แท้จริงของการขับเคลื่อนแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปจนถึงระดับโลก คือ การวางรากฐานระบบหลังบ้าน การบริหารจัดการซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ การรักษามาตรฐานให้อยู่ในระดับที่เข้าใจง่ายและปฏิบัติได้จริง ตลอดจนการไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง
ในงานมหกรรม “Trade Exponential Fest 2026” ภายใต้แนวคิด ‘โตไว โตไกล ยั่งยืน’ ซึ่งจัดโดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงเสวนาหัวข้อ “Street Food Home Run: โฮมรันทุกคำ เก็บแต้มอร่อยทั่วโลก”
สารัช วัฒนกูล Chief Marketing Officer (CMO) ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด และ กมลชนก มานะแก้ว Founder & CEO บริษัท ขุมทรัพย์เมืองนนท์ จำกัด เจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง “กุยช่ายสวรรค์ by ขุมทรัพย์” ได้มาร่วมแบ่งปันเส้นทางความสำเร็จ อุปสรรคที่เคยพบเจอ พร้อมทั้งส่งต่อแนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเข็มทิศนำทางให้แก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต่อไป
ถอดรหัสความสำเร็จและการบริหารหลังบ้าน
เริ่มแรก สารัช ระบุว่า ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ที่มองเห็นว่าในตลาดมีแม่ค้าพ่อค้าขายลูกชิ้นทอดอยู่จำนวนมาก แต่ยังไม่มีใครนำมาสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง จึงได้จับสินค้าตัวนี้มาสร้างเป็นระบบแฟรนไชส์ เพื่อให้ทุกร้านมีมาตรฐาน มีภาพจำ และทำให้ผู้บริโภคจดจำชื่อแบรนด์ได้จริง จากเดิมที่ไม่เคยรู้ว่าลูกชิ้นร้านที่กินตามตลาดชื่ออะไร จนกระทั่งสามารถขยายอาณาจักรไปได้มากกว่า 2,000 สาขาในปัจจุบันครอบคลุมทั่วประเทศไทย
ขณะที่กุยช่ายสวรรค์ กมลชนก เล่าว่า แบรนด์เติบโตมาจากแนวคิด “ทำในสิ่งที่รัก”และสายเลือดธุรกิจดั้งเดิมของคุณยายในตลาดพลู จนกระทั่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เห็นว่าธุรกิจอาหารคือสิ่งเดียวที่ยังคงขับเคลื่อนไปได้ จึงได้นำขนมกุยช่ายแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอด ใส่ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นตัวเองลงไป เพื่อฉีกออกจากกฎระเบียบเดิมๆ ของขนมกุยช่าย จนกลายมาเป็นแบรนด์กุยช่ายสวรรค์ที่มีเมนูหลากหลายและขยายไปแล้วกว่า 200 สาขา ในระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ทั้งสองแบรนด์ให้ความสำคัญกับระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์หลังบ้านเป็นอย่างมาก
3 Key Success ธุรกิจสำเร็จ ไปต่อได้
ทางฝั่งไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด มองว่า การทำแฟรนไชส์ต้องมุ่งเน้น 3 หัวใจหลัก ได้แก่ การมองซัพพลายเออร์ให้พร้อมดูแลร้านค้าไปตลอดชีวิต เพราะการขาดวัตถุดิบแม้เพียงรายการเดียว (SKU) อาจทำให้ร้านเปิดไม่ได้, การบริหารโลจิสติกส์ที่ตรงเวลา ซึ่งการส่งสินค้าล่าช้าเพียง 1 วัน หมายถึงค่าเสียโอกาส ค่าเช่า ค่าแรง และค่าปรับในห้างสรรพสินค้าที่เจ้าของสาขาต้องแบกรับ, และสุดท้าย คือการสร้างมาตรฐานให้ทำง่ายที่สุดโดยยึดคอนเซ็ปต์ “ทอดไข่ดาวได้ ก็ขายได้” เพื่อลดขั้นตอนหน้าร้านให้เหลือเพียง 3 ขั้นตอน ได้แก่ ฉีกซอง เทลงทอด และราดน้ำจิ้ม
นอกจากนี้ การจัดการวัตถุดิบประเภทร้อนและของชิลล์ ซึ่งมีอายุเก็บรักษาเพียง 20 วัน ยังต้องใช้ระบบหมุนเวียนคลังสินค้าแบบ First In, First Out โดยของจะถูกจัดส่งจากคลังกลางภายใน 2-3 วัน เพื่อให้ร้านสาขามีเวลาระบายสินค้าอีก 17 วัน พร้อมบริการส่งฟรีทุก 7 วัน ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล หรือเมื่อสั่งถึงยอดขั้นต่ำในต่างจังหวัด
ส่วน Key Success ของ กุยช่ายสวรรค์ เริ่มต้นจาก “โมเดลธุรกิจที่ต้องการให้คนไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” เน้นให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ใช้เงินลงทุนไม่สูง คืนทุนไว โดยทุกแพ็กเกจจะได้รับวัตถุดิบไปขาย ซึ่งหากขายหมดวัตถุดิบชุดแรกก็สามารถครอบคลุมค่าแพ็กเกจได้ทั้งหมดทันที
ข้อถัดมาคือ “การเป็นผู้ผลิตต้นน้ำ” โดยสั่งซื้อวัตถุดิบตรงจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนกุยช่ายในราคาที่เป็นธรรม ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้แบรนด์มีต้นทุนต่ำ และสามารถแบ่งปันส่วนต่างกำไรให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มีมาร์จิ้นสูงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย และข้อสุดท้ายคือ “การพัฒนาที่ไม่หยุดอยู่กับที่” ด้วยการคอยสำรวจความต้องการและแก้ปัญหา Pain Point ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
โดยเจ้าของแบรนด์ต้องยึดหลักการยอมถอยจากการเปิดสาขาเอง แล้วปล่อยให้แฟรนไชส์ซี (Franchisee) เป็นทัพหน้าในการขยายตลาด ส่วนแบรนด์แม่ต้องถอยมาอุดรอยรั่วและพัฒนาระบบหลังบ้าน โดยเฉพาะการนวัตกรรมอาหาร
ซึ่งกุยช่ายสวรรค์ได้ร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปลี่ยนกุยช่ายสดโบราณที่ต้องตื่นมาทำตอน 04:00 น. และเสียภายในวัน ให้กลายเป็นสินค้าแช่แข็ง (Frozen) ที่มีอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 1 ปี โดยยังรักษาความอร่อยดั้งเดิมไว้ได้เต็มร้อย
กลยุทธ์สินค้า การตั้งราคา และการรับฟังเสียงผู้บริโภค
ด้านการตลาดและการเลือกทำเล ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิดเลือกบุกปั๊มน้ำมันเป็นหลัก เนื่องจากตอบโจทย์พฤติกรรมผู้เดินทางที่ต้องการความรวดเร็ว ใช้เวลาอุ่นสินค้าเพียง 1 นาที ก็พร้อมเสิร์ฟ และเป็นของกินเล่นรองท้องระหว่างเดินทาง
ส่วนการตั้งราคานั้น ทั้งสองแบรนด์ใช้กลยุทธ์ราคาจับต้องได้แบบ Street Food โดยไจแอ้นตั้งราคาเริ่มต้นที่ไซส์ S ถ้วยละ 35 บาท, ไซส์ M 50 บาท ไปจนถึงไซส์ XL ซึ่งกลายเป็นไซส์ขายดีอันดับ 2 ในปัจจุบัน ส่วนกุยช่ายสวรรค์เริ่มที่ 40 บาท และมีทางเลือกจับคู่เมนูทอดในไซส์ M และ L เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อบิล (Ticket Size)
นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมสินค้าและการปรับตัวตามเทรนด์ถือเป็นสิ่งสำคัญ กุยช่ายสวรรค์ปรับรูปแบบสินค้าโบราณให้กลายเป็นสแน็กทันสมัยอย่างเฟรนช์ฟรายส์กุยช่าย หรือ ลูกชิ้นกุ้ยช่าย พร้อมออกสินค้าใหม่ทุกๆ 3 เดือน เช่น การคอลแลบส์ กับ เจ๊พงษ์ ลูกชิ้นยืนกิน บุรีรัมย์ โดยเพิ่มตัวเลือกน้ำจิ้มในราคาเพียง 5 บาท
ส่วนไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด ได้นำฟีดแบคเรื่องสุขภาพมาพัฒนาสูตรน้ำจิ้มหวานน้อยเผ็ดมากเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ปัจจุบันต้องการหวานน้อย รวมถึงแก้ปัญหาการโชว์สินค้าหน้าร้านโดยใช้โมเดลอาหารเข้ามาช่วย ซึ่งช่วยลดขยะอาหาร (Food Waste) และเพิ่มยอดขายได้อย่างน่าทึ่ง
สำหรับการแก้ไขปัญหาหน้าร้าน ทั้งสองแบรนด์ยอมรับว่าการควบคุมคุณภาพ 100% เป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะปัญหาพนักงานทอดไม่ได้มาตรฐาน หรือการทุจริตรายวันวันละ 200-400 บาท ซึ่งไจแอ้นได้แก้ปัญหาด้วยการพัฒนาระบบตรวจเช็กผ่านมือถือที่ใช้เวลาเพียง 5 นาทีต่อวัน เพื่อเปรียบเทียบยอดขายจริงกับเงินที่ส่ง พร้อมใช้การประชุมใหญ่สัญจรปีละ 1 ครั้ง เพื่อรับฟังความเห็นจากพาร์ตเนอร์แฟรนไชส์เพื่อร่วมกันยกระดับแบรนด์
ปักหมุดสตรีทฟู้ดไทยในตลาดโลก
ในการก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งสองแบรนด์มองเห็นโอกาสที่แตกต่างกัน ไจแอ้นเน้นการขยายสาขาและมาสเตอร์แฟรนไชส์ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา (ซึ่งเคยปรับสูตรให้รสชาติเข้มข้นเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น), กัมพูชา (ที่ตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากพฤติกรรมการกินที่ใกล้เคียงกัน) และลาว ซึ่งปรับกลยุทธ์ด้วยการลดขนาดพอร์ชันและราคาลงเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการหาพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นเพื่อจัดการเรื่องกฎหมายและการนำเข้า
ด้านกุยช่ายสวรรค์เลือกเจาะตลาดร้านอาหารไทยในต่างแดน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาผ่านดิสทริบิวเตอร์ เพื่อส่งออกกุยช่ายแช่แข็งแบบพร้อมเสิร์ฟที่ใช้เวลาอุ่นเพียง 30 วินาที ก็พร้อมขาย โดยมองว่าฟลอริดาก็มีขนาดตลาดใหญ่เทียบเท่ากับ 1 ประเทศ ไทยแล้ว และมีแผนขยายต่อในโซนเอเชีย เช่น เกาหลีใต้
อยากเริ่มขาย ซื้อแฟรนไชส์ราคาเท่าไหร่?
สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ ราคาแพ็กเกจแฟรนไชส์ของทั้งสองแบรนด์ถูกออกแบบมาให้จับต้องได้ง่าย โดย ไจแอ้น ลูกชิ้นปลาระเบิด เริ่มต้นตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น หากผู้ประกอบการมีเคาน์เตอร์อยู่แล้ว สามารถเริ่มต้นได้ด้วยชุดอุปกรณ์และป้ายราคาเพียง 6,990 บาท โดยทำเลทองของไจแอ้นจะเน้นปั๊มน้ำมัน (โดยเฉพาะปั๊ม ปตท. ฝั่งขาออกเมือง) ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย ซึ่งทำเลเหล่านี้สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 1-2 ช่วงเวลาต่อวัน (เน้นช่วงเที่ยงถึงเย็น)
ขณะที่ กุยช่ายสวรรค์ ชูแพ็กเกจเริ่มต้นเพียง 9,999 บาท โดยผู้ซื้อจะได้รับวัตถุดิบมูลค่าสูงถึงกว่า 13,000 บาทไปขายทันที ซึ่งครอบคลุมเงินลงทุนและเริ่มทำกำไรได้เลย เหมาะสำหรับพนักงานประจำ แล้วอยากเริ่มต้นทำอาชีพเสริมด้วยการขายผ่านช่องทางเดลิเวอรีจากที่บ้านก่อน โดยทำเลเป้าหมายของกุยช่ายสวรรค์จะเน้นไปที่ตลาดนัดชุมชนและพื้นที่หน้าห้างสรรพสินค้า เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนในท้องถิ่นได้ดีที่สุด
สุดท้าย ในเรื่องของการบริหารพื้นที่ขายเพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนไจแอ้นและ กุยช่ายสวรรค์ ใช้แนวคิดเดียวกันคือ “1 ตลาด ต่อ 1 แฟรนไชส์” โดยมีการตรวจสอบโลเคชันอย่างละเอียดก่อนอนุมัติเปิดร้านเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มาแย่งลูกค้ากันเอง
อย่างไรก็ตาม ทาง ไจแอ้นระบุว่าเนื่องจากลูกชิ้นเป็นสินค้าทานเล่น หากเป็นทำเลที่มีปริมาณผู้ใช้บริการสูงมาก เช่น ปั๊มน้ำมันติดกัน 3 ปั๊ม การเปิดทั้ง 3 ปั๊มก็ยังคงสร้างยอดขายที่ดีได้ทั้งหมด เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคจะแวะเข้าปั๊มใดปั๊มหนึ่งเป็นหลักอยู่แล้ว ถือเป็นการบริหารจัดการทำเลที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์บริบทธุรกิจสตรีทฟู้ดในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว
ช่วงท้ายของการเสวนา ผู้บริหารทั้งสองแบรนด์ได้ฝากข้อคิดถึงผู้ประกอบการว่า การส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงมองว่าแต่ละประเทศเหมือน 1 จังหวัด เช่น การส่งสินค้าไปลาวก็เหมือนการส่งไปจังหวัดหนองคายแล้วผ่านด่านศุลกากร หรือส่งไปอเมริกาเหมือนการส่งไปภาคเหนือที่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามข้อกำหนด
สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำ เรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อหาจุดชนะ (Winning Zone) และรักษามาตรฐานสินค้าให้สม่ำเสมอ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมสนับสนุนสตรีทฟู้ดไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก
ทั้งหมดนี้จึงกล่าวได้ว่า การทำธุรกิจแฟรนไชส์สตรีทฟู้ดให้ประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ “ความอร่อย” หรือ “กระแสนิยม” ชั่วคราว แต่หัวใจสำคัญคือการวางโครงสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง การบริหารจัดการซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการปรับตัวและสร้างนวัตกรรมสินค้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้แบรนด์สามารถขยายสาขาไปได้ทั่วประเทศ และก้าวข้ามขีดจำกัดสู่การปักหมุดสตรีทฟู้ดไทยในเวทีระดับโลกได้อย่างมั่นคง
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม) Senior Content Creator at Thairath Money
Chayanit Chueakasikarn(泡沫)
Thairath Money 高级内容创作人
# 2026年贸易指数节
#巨型鱼丸爆炸
如何最大限度地减少海外股票的税负以及如何将资金汇回泰国(TaxBugnoms x TISCO 联合出品)| 理财专题 第75期
泰国街头小吃连锁店走向全球的关键不仅在于分店数量,更在于强大的后台运营体系。我们将深入剖析“巨型鱼丸爆炸”和“天赐韭菜饺子”可持续发展的秘诀。
全球零食品牌品客为何选择泰国作为其全球出口的生产基地,并投资超过70亿泰铢兴建工厂?
虽然许多人对特许经营的第一印象是快速扩张和指数级销售增长,但实际上,“分店数量”只是冰山一角。
因为推动街头食品连锁店实现可持续发展并走向全球的真正核心在于奠定高效的后端系统、有效的供应链管理基础,保持易于理解和切实可行的标准,并不断开发产品。
在由国际贸易与发展研究所(公共组织)在商务部的监督下举办的以“快速、远距离、可持续增长”为主题的“2026年贸易指数节”展览上,举行了一场关于“街头美食全垒打:每一口都是全垒打,在全球范围内赢得美味积分”的小组讨论。
Giant Fishball Explosion 的首席营销官 (CMO) Sarach Wattanakul 和 Khumsub Muang Non Co., Ltd. 的创始人兼首席执行官 Kamolchanok Manakaew(该公司拥有热门特许经营品牌“Kuichai Sawan by Khumsub”)分享了他们的成功之路、他们面临的挑战以及他们关于指数级增长的想法,以激励和指导下一代企业家。
解读成功与后端管理
萨拉赫最初解释说,“巨型鱼丸爆炸”的起源可以追溯到几十年前,在他父亲那一代。他注意到市场上有很多摊贩在卖炸鱼丸,但没有人认真地打造品牌。于是,他建立了一套特许经营体系,以确保所有门店的标准统一,塑造独特的品牌形象,并提高品牌知名度。以前,消费者甚至不知道他们在市场上吃鱼丸的摊位叫什么名字。如今,该品牌已在泰国各地拥有超过2000家分店。
与此同时,Kui Chai Sawan的创始人Kamolchanok解释说,该品牌源于“做自己喜欢的事”的理念,以及她祖母在Talad Phlu的传统商业根基。在新冠疫情危机期间,她意识到餐饮业是唯一仍在蓬勃发展的行业,于是她以传统的韭菜饺子为基础,并在此基础上进行创新,融入了自己的创意和个性,打破了韭菜饺子的传统模式。由此诞生了Kui Chai Sawan品牌,该品牌提供丰富多样的菜品,并在短短两年内发展到200多家分店。如此快速的扩张使得两个品牌都高度重视其供应链和后端物流系统。
企业成功和持续增长的3个关键成功因素
从巨型鱼丸爆炸的角度来看,特许经营必须关注三个核心要素:首先,确保供应商能够为门店提供全程支持,因为即使缺少一个SKU也可能导致门店无法运营。其次,保证物流及时,因为哪怕一天的延误都会造成机会成本损失,包括租金、人工成本以及商场罚款,这些最终都由加盟商承担。最后,基于“只要会煎鸡蛋就能卖”的理念,制定尽可能简化的标准,旨在将前厅操作简化为三个步骤:拆开包装、倒入锅中煎炸、蘸酱。
此外,由于冷藏和热销原材料的保质期仅为20天,因此需要采用先进先出(FIFO)的仓库轮换系统。货物会在2-3天内从中央仓库发货,使各分店有额外17天的时间来清点库存。曼谷及其周边地区每7天可享受一次免费送货服务,其他府的订单金额超过一定限额也可享受免费送货服务。
Kui Chai Sawan(天赐韭菜饺子)成功的关键在于其“旨在为泰国人民实现可持续发展的商业模式”。该模式强调加盟商的低投资成本和快速回报。每个加盟包都包含待售的原材料,首批原材料的销售即可立即收回整个加盟包的成本。
下一点是“成为一级生产商”,即直接从韭菜种植户那里以合理的价格采购原材料,绕过中间商。这降低了品牌的成本,使其能够与加盟商分享利润,确保他们能够自给自足。最后一点是“持续发展”,包括不断研究客户需求并解决他们的痛点。
品牌所有者必须遵循不亲自开设分店、而是让加盟商主导市场扩张的原则。母品牌则必须专注于解决自身弱点,并发展后端系统,尤其是在食品创新方面。
Kui Chai Sawan 与泰国农业大学合作,将传统的鲜韭菜饺子(需要凌晨 4 点起床准备,而且容易在一天内变质)改造成保质期长达一年的冷冻产品,同时完全保留了其原有的美味。
产品策略、定价以及倾听消费者反馈。
在市场营销和选址方面,“巨型鱼丸爆炸”主要瞄准加油站,因为加油站迎合了旅行者对速度的需求,该产品只需加热一分钟即可食用,是旅途中人们的便捷零食。
在定价方面,这两个品牌都采用了亲民的街头小吃定价策略。Giant 的小份起价 35 泰铢,中份 50 泰铢,最大份是超大份,超大份已成为销量第二高的尺寸。Kui Chai Sawan 的起价为 40 泰铢,并提供中份和大份炸物组合搭配,以增加每张账单的性价比。
此外,产品创新和顺应潮流至关重要。Kui Chai Sawan 已将其传统产品改造为 Kui Chai 薯条或 Kui Chai 肉丸等现代小吃,并每三个月推出新品。例如,他们与武里南府街头小吃摊 Je Pong 合作,以 5 泰铢的价格提供额外的蘸酱选择。
与此同时,巨型鱼丸爆炸公司采纳了消费者对健康的反馈意见,研发出甜度降低、辣度增加的蘸酱配方,以满足消费者当前对低糖食品的需求。他们还利用食品展示模型解决了店内产品陈列难题,显著减少了食物浪费,并大幅提升了销量。
关于门店运营问题,两个品牌都承认,要保持100%的质量控制极具挑战性,尤其是一些炸物人员素质不高,或者每天有200-400泰铢的偷窃行为。为了解决这个问题,Giant开发了一套基于移动设备的监控系统,每天只需5分钟即可将实际销售额与上报的付款金额进行比对。此外,他们每年还会召开巡回加盟商大会,收集加盟伙伴的反馈意见,共同提升品牌形象。
在全球市场中精准定位泰国街头美食。
在拓展国际市场方面,这两个品牌看到了不同的机遇。Giant专注于在邻国(例如缅甸、柬埔寨和老挝)开设分店和特许经营店。在缅甸,他们调整了配方,使其口味更浓郁,以适应当地文化;在柬埔寨,由于饮食习惯相似,市场反响极佳;在老挝,他们调整了策略,减少了份量并降低了价格,以适应当地消费者的购买力,同时强调寻找当地合作伙伴来处理法律和进口事宜的重要性。
与此同时,Kui Chai Sawan(天赐韭菜饺子)正通过分销商瞄准海外泰国餐厅市场,尤其是在美国。他们的目标是出口即食冷冻韭菜饺子,只需加热30秒即可出售。他们认为佛罗里达州的市场规模相当于泰国这样一个国家,并计划进一步拓展到韩国等亚洲国家。
我想开始销售。加盟费是多少?
对于有意创业的人来说,这两个品牌的加盟套餐价格都非常实惠。Giant Fish Ball Explosion 的加盟费从几千到几万泰铢不等。如果创业者已经有店面,只需 6,990 泰铢即可获得一套设备和招牌。Giant 的主要选址是加油站(尤其是位于城市出城方向的 PTT 加油站)、购物中心、医院和大学。这些地点每天可以在 1-2 个时段(主要从中午到晚上)产生销售额。
与此同时,Kui Chai Sawan 推出仅需 9,999 泰铢的入门套餐,包含价值超过 13,000 泰铢的食材,让买家可以立即开始销售。该套餐涵盖初始投资,并让他们能够立即开始盈利,非常适合希望在家通过送货上门赚取额外收入的上班族。Kui Chai Sawan 的目标销售地点主要集中在社区市场和购物中心前的区域,以便更好地触达当地消费者。
最后,关于销售区域管理以防止重叠,Giant 和 Kui Chai Sawan 都采用了相同的理念:“一个加盟店一个市场”。在批准新店开业前,都会进行全面的选址调查,以防止加盟商之间争夺顾客。
然而,Giant公司指出,由于肉丸属于零食类产品,即使在客流量极高的地点,例如三家相邻的加油站,同时开设这三家门店也能带来不错的销量。这是因为消费者通常只会光顾其中一家加油站。这种灵活的选址管理策略非常契合当前街头食品行业的现状。
讨论结束时,两家品牌的负责人分享了一些给创业者的建议,强调出口到国外并没有想象中那么难。他们建议将每个国家视为一个省份;例如,向老挝发货就像向廊开府发货并办理海关手续一样,而向美国发货就像向泰国北部发货一样,都需要根据相关规定准备齐全的文件。
最重要的是采取行动,从错误中吸取教训,找到自己的制胜之道,保持一致的产品标准,并利用政府的支持,确保泰国街头食品在全球舞台上的可持续发展。
总而言之,街头美食加盟业务的可持续增长并非仅仅依赖于“美味”或短暂的“潮流”。关键在于建立强大的后端体系、高效的供应链和物流管理,以及持续的适应和产品创新。这才能使品牌拓展至全国,克服各种限制,从而在全球舞台上稳固确立泰国街头美食的地位。
阅读 ThairathMoney 的商业新闻、营销策略和独家专访,助您实现“更美好的财务生活”,网址:https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
请点击以下链接关注Thairath Money的Facebook主页:https://www.facebook.com/ThairathMoney
Chayanit Chueakasikarn (Foam),Thairath Money 高级内容创作者