"ทรัมป์" ปูพรมแดงต้อนรับ "สี จิ้นผิง" สุดยิ่งใหญ่ แต่เหตุใดยังไร้ข้อตกลงร่วม特朗普为习近平举行了盛大的欢迎仪式,铺设了红地毯,但为什么至今仍未达成协议?
ทรัมป์จัดพิธีรับ "สี จิ้นผิง" อย่างยิ่งใหญ่ แต่บทวิเคราะห์ชี้ภาพพรมแดงอาจไปไกลกว่าผลลัพธ์จริง เมื่อสหรัฐฯ-จีนยังขัดแย้งตั้งแต่การค้า AI ไต้หวันถึงอิหร่าน และต่างฝ่ายยังไม่พร้อมจำกัดการแข่งขันเทคโนโลยี

วันนี้ (24 ก.ย.2569) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จัดการต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนอย่างยิ่งใหญ่ ในการเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23-25 ก.ย.2569 โดยทรัมป์เดินทางไปยังฐานทัพอากาศร่วมแอนดรูวส์ เพื่อรอรับสีถึงบริเวณเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นการต้อนรับที่มีความเป็นทางการและแสดงถึงความสำคัญของการเยือนครั้งนี้อย่างชัดเจน
ทรัมป์และสี รวมถึงภริยาของทั้ง 2 ฝ่าย พูดคุยกันก่อนเดินเคียงข้างกันบนพรมแดง ขณะที่พิธีการต้อนรับถูกจัดเต็มทั้งพิธีสวนสนามและการบินผ่านของเครื่องบินทหาร อย่างไรก็ตาม ระหว่างเพลงชาติ มีเครื่องบินบินผ่านพร้อมเสียงดังจนทรัมป์ถึงกับสะดุ้งและแสดงสีหน้าออกมา กลายเป็นจังหวะเล็ก ๆ ที่แทรกอยู่ท่ามกลางพิธีการอันยิ่งใหญ่
ภาพรวมของการต้อนรับทำให้การพบกันครั้งนี้ดูเหมือนเป็นช่วงเวลาสำคัญของ 2 มหาอำนาจที่กำลังจะร่วมกันกำหนดทิศทางโลก โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันในเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึง AI
แต่ สตีเฟน คอลลินสัน ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายการเมืองของ CNN วิเคราะห์ว่า ภาพพิธีการอาจไม่ได้หมายความว่าจะเกิดข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนของสหรัฐฯ กับมิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งนำไปสู่การลดความตึงเครียดของสงครามเย็นและข้อตกลงด้านอาวุธนิวเคลียร์
สำหรับการพบกันของทรัมป์กับสี ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีข้อตกลงในระดับเดียวกัน เช่น การจำกัดการพัฒนา AI หรือการเปิดให้ทั้ง 2 ฝ่ายตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีของกันและกันเพื่อสร้างความไว้วางใจ
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจึงอาจอยู่ในระดับที่จำกัดกว่า เช่น การขยายพักรบทางการค้า การสร้างช่องทางลดความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง และมาตรการเล็ก ๆ ในประเด็น AI การค้ายาเฟนทานิล การค้า และการป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะทางทหาร
AI คือสนามแข่งที่ 2 ฝ่ายไม่ยอมชะลอ
ประเด็นที่สะท้อนความแตกต่างระหว่างสหรัฐฯ กับจีนได้ชัดที่สุดคือ AI เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างมองว่าเทคโนโลยีนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ
ทรัมป์เคยกล่าวในช่วงก่อนการประชุมว่า "ใครชนะ AI คนนั้นก็ชนะ" ขณะที่สหรัฐฯ และจีนต่างเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีฝ่ายใดแสดงท่าทีพร้อมยอมรับข้อจำกัดที่จะทำให้ตัวเองเสียเปรียบในสนามแข่งขันนี้
คอลลินสันระบุว่า นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าจีนยังตามหลังสหรัฐฯ ในการแข่งขัน AI ดังนั้นจีนอาจไม่ต้องการข้อตกลงที่มีผลทำให้ต้องชะลอการพัฒนา เพราะปักกิ่งมักมองความพยายามจำกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนว่า เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ตะวันตกที่ต้องการสกัดการก้าวขึ้นมามีบทบาทของจีน
ด้านทรัมป์เองก็แสดงจุดยืนว่าการเติบโตของ AI มีความสำคัญ และไม่ต้องการให้กฎระเบียบมาขัดขวางการแข่งขันของสหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ย. เขายังเรียก AI ใหม่ว่า "Super intelligence" และระบุว่าไม่เห็นด้วยกับความพยายามสร้างกรอบระดับโลกเพื่อควบคุมเทคโนโลยีดังกล่าว
จุดยืนนี้ทำให้ความเป็นไปได้ของข้อตกลงใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเกี่ยวกับการจำกัด AI ยิ่งแคบลง เพราะฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการชะลอการพัฒนา ขณะที่อีกฝ่ายก็ไม่ต้องการให้กติกาจากภายนอกกลายเป็นเครื่องมือจำกัดการเติบโตของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่สำหรับความร่วมมือเกิดขึ้นอยู่บ้าง โดยสหรัฐฯ และจีนได้หารือเรื่องการสร้างช่องทางสื่อสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของ AI เพื่อช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศแจ้งเตือนกันเมื่อเกิดเหตุสำคัญ และช่วยระบุว่าความเสี่ยงจาก AI ประเภทใดกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่
"ทรัมป์" ปูพรมแดงต้อนรับ "สี จิ้นผิง" สุดยิ่งใหญ่ แต่เหตุใดยังไร้ข้อตกลงร่วม
ต่างฝ่ายต่างต้องการลดปัญหา แต่ไม่มีใครยอมถอย
อีกเหตุผลที่ทำให้การประชุมครั้งนี้อาจไม่สร้างผลลัพธ์ใหญ่ คือความแตกต่างระหว่างผู้นำทั้งสองและระบบการเมืองของ 2 ประเทศ บทวิเคราะห์ของ คอลลินสัน มองว่า ทรัมป์เป็นผู้นำที่ตัดสินใจแบบฉับไวและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนตัว ขณะที่สีมีรูปแบบการทูตที่ระมัดระวังและอาศัยการเตรียมการล่วงหน้าอย่างละเอียด การตัดสินใจครั้งใหญ่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้นำเพียงอย่างเดียว
แม้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรง แต่ต่างฝ่ายต่างมีข้อจำกัดในการบีบให้อีกฝ่ายยอมทำตามข้อเสนอของตัวเอง
ทรัมป์เองกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามอิหร่านและปัญหาการเมืองภายในประเทศ ขณะที่จีนมีปัญหาเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้สีจะไม่ต้องรับแรงกดดันจากการเลือกตั้งแบบเดียวกับผู้นำสหรัฐฯ ก็ตาม
ประเด็นทรัพยากรสำคัญอย่างแร่หายากก็เป็นอีกข้อจำกัดของสหรัฐฯ เพราะจีนมีอำนาจสูงในห่วงโซ่อุปทาน และเคยใช้ความสามารถในการควบคุมการส่งออกเป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้า ทำให้วอชิงตันต้องคำนึงถึงผลกระทบหากกดดันจีนมากเกินไป
ในด้านความสัมพันธ์ส่วนตัว ทรัมป์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสีอย่างมาก และมักพูดถึง "ความสัมพันธ์อันดี" ของทั้งคู่ ขณะที่สีไม่ได้แสดงความใกล้ชิดส่วนตัวต่อทรัมป์ในระดับเดียวกัน และยังคงดำเนินการตามกรอบการทูตและพิธีการของจีน
คอลลินสันยังยกตัวอย่างว่า ทรัมป์เคยปกป้องหรือผ่อนน้ำหนักข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับจีนในบางกรณี รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2563 และรายงานว่าจีนอาจส่งภาพถ่ายดาวเทียมฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนให้อิหร่านก่อนการโจมตี ซึ่งจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ด้านวุฒิสมาชิก โรเจอร์ วิกเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการกองทัพวุฒิสภาสหรัฐฯ วิจารณ์การพบกัน โดยกล่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ ควรตระหนักถึงสถานะของสีในฐานะผู้นำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และมองว่าจีนเป็นประเทศที่พยายามขยายอิทธิพลเหนือประเทศเพื่อนบ้านและมีกองทัพขนาดใหญ่ที่มุ่งเป้ามายังสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ไลล์ โกลด์สไตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ทหาร และนโยบายต่างประเทศ มองอีกด้านว่า การพบกันระหว่างทรัมป์กับสีเป็นเรื่องที่ดี เพราะการทูตระดับผู้นำช่วยสร้างเสถียรภาพให้ความสัมพันธ์และลดความเสี่ยงด้านการทหาร รวมถึงประเด็นไต้หวัน
ท้ายที่สุด การประชุมครั้งนี้จึงอาจไม่ได้ถูกวัดจากการสร้าง "ดีลประวัติศาสตร์" แต่จากความสามารถของทั้ง 2 ฝ่ายในการรักษาความสัมพันธ์ไม่ให้ถอยกลับไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วคือสหรัฐฯ และจีนตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน เพื่อเปิดทางให้มีเวลาหารือข้อตกลงที่กว้างขึ้น
ส่วน AI ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่โลกจับตามองมากที่สุดนั้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในระยะนี้ยังอยู่ในระดับการสร้างช่องทางสื่อสารและแจ้งเหตุ มากกว่าการตกลงจำกัดการแข่งขัน
ดังนั้น ภาพพรมแดง การต้อนรับอย่างสมเกียรติ และคำพูดเรื่องมิตรภาพ อาจช่วยลดอุณหภูมิทางการทูตได้ แต่โจทย์ใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตั้งแต่การค้า เทคโนโลยี AI ไต้หวัน ไปจนถึงอิทธิพลทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่บนโต๊ะเจรจา
"เปี๊ยก โปสเตอร์" ผู้กำกับภาพยนตร์-ศิลปินแห่งชาติ เสียชีวิต อายุ 93 ปี
สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์หนุนแก้ไขกฎหมายคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ให้ทันสมัยมากขึ้น
หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs
今天(2026年9月24日),美国总统唐纳德·特朗普在习近平主席于2026年9月23日至25日访问美国期间,给予了他隆重的欢迎。特朗普前往安德鲁斯联合空军基地,在飞机旁迎接习近平主席,这一正式的欢迎仪式清楚地表明了此次访问的重要性。
特朗普和习近平携夫人交谈片刻后,并肩走上红毯。欢迎仪式盛大隆重,包括阅兵式和飞行表演。然而,在奏国歌时,一架飞机突然从头顶飞过,发出巨响,吓得特朗普一哆嗦,脸上露出惊讶的表情——这在原本隆重的仪式中算是一个小小的意外插曲。
各方反响使这次会晤成为两个超级大国携手塑造世界格局的关键时刻,尤其是在中美两国在人工智能等先进技术领域展开竞争的当下。
然而,CNN 高级政治记者斯蒂芬·科林森分析说,仪式性的一面未必意味着一项历史性的协议,因为目前的情况与 20 世纪 80 年代美国总统罗纳德·里根和苏联领导人米哈伊尔·戈尔巴乔夫的会晤不同,那次会晤导致了冷战紧张局势的缓解和核武器协议的达成。
关于特朗普和习近平的会晤,目前没有任何迹象表明双方达成了同等级别的协议,例如限制人工智能发展或允许双方检查对方的技术进步以建立信任。
因此,具体成果可能较为有限,例如延长贸易休战期、建立渠道以缓和华盛顿和北京之间的紧张关系,以及在人工智能、芬太尼贸易和防止军事对抗等问题上采取小规模措施。
人工智能就像一条赛道,双方都不愿减速。
美国和中国之间最显著的区别在于人工智能,因为双方都将这项技术视为其经济、安全以及超级大国竞争的关键所在。
特朗普在峰会前曾表示,“谁能战胜人工智能,谁就赢了。”与此同时,美中两国都在快速发展科技,双方都不愿接受任何可能使自己在竞争中处于劣势的限制。
科林森指出,许多分析人士认为中国在人工智能竞赛中仍然落后于美国,因此中国可能不希望达成一项会减缓其发展的协议。这是因为北京通常将限制其技术进步的努力视为西方遏制中国崛起战略的一部分。
特朗普则强调了人工智能发展的重要性,不希望监管阻碍美国的竞争。9月23日,他甚至将新型人工智能称为“超级智能”,并表示反对建立全球框架来控制这项技术。
这一立场进一步缩小了中美两国在限制人工智能方面达成重大协议的可能性,因为一方不希望减缓人工智能的发展,而另一方则不希望外部监管成为限制自身发展的工具。
然而,双方仍存在一些合作空间。美国和中国已讨论建立人工智能安全事件沟通渠道,以便两国在发生重大事件时能够相互预警,并共同识别哪些类型的人工智能风险正在成为重大问题。
特朗普为习近平举行了盛大的欢迎仪式,铺设了红地毯,但为什么至今仍未达成协议?
双方都希望减少这个问题,但谁也不愿意让步。
此次会晤可能无法取得显著成果的另一个原因是两位领导人及其两国政治体制的差异。科林森的分析表明,特朗普是一位果断的领导人,重视私人关系,而习近平则奉行谨慎的外交策略,注重周密的准备。因此,重大决策并非完全取决于领导人的私人关系。
虽然双方都想避免暴力冲突,但双方在迫使对方接受自己的提议方面都存在局限性。
特朗普面临着来自伊朗战争和国内政治问题的压力,而中国则面临着经济和房地产问题,尽管习近平没有面临像美国领导人那样的选举压力。
稀土等关键资源的问题是美国面临的另一大制约因素,因为中国在供应链中拥有举足轻重的地位,并且此前曾利用其出口管制能力作为贸易谈判的筹码。这迫使华盛顿不得不考虑对中国施加过大压力的后果。
在人际关系方面,特朗普非常重视与习近平的关系,经常提到他们之间的“良好关系”,而习近平对特朗普则没有表现出同样的私人亲密程度,并继续在中国的外交和正式框架内行事。
科林森还列举了特朗普过去为某些针对中国的指控辩护或淡化这些指控的例子,包括有关中国干预 2020 年美国大选的指控,以及有关中国可能在袭击发生前向伊朗发送了美国在约旦基地的卫星图像的报道,中国否认了这些指控。
参议院军事委员会主席罗杰·威克参议员批评了这次会晤,称美国领导人应该意识到习近平是一位未经选举产生的领导人,并将中国视为一个试图扩大其对邻国影响力并拥有针对美国的庞大军队的国家。
然而,国家安全、军事战略和外交政策专家莱尔·戈德斯坦认为,特朗普与习近平的会晤是积极的,他认为高层外交有助于稳定关系并降低军事风险,包括与台湾相关的风险。
最终,衡量此次会晤成效的标准或许并非达成“历史性协议”,而是双方能否维持关系并防止再次爆发严重冲突。最终结果是,美中两国同意将贸易休战期再延长两个月,以便就潜在的协议进行更广泛的磋商。
人工智能是全球最受关注的问题之一,目前各方的合作更多地侧重于建立沟通和报告渠道,而不是同意限制竞争。
因此,红毯亮相、盛大欢迎和友好言辞或许有助于缓解外交紧张局势,但中美之间的重大问题,从贸易和人工智能技术到台湾、军事影响力和地缘政治,仍然摆在谈判桌上。
电影导演兼国家艺术家“Piek Poster”逝世,享年93岁。
种子贸易协会支持种子保护法的现代化。
泰国工业联合会(FTI)表示支持“泰国互助+”计划,认为这将刺激购买力,并将资金引入中小企业。