คนโดนตัดสิทธิ"บัตรคนจน"ดิ้นรนสู้ชีวิตต่อ หนุน อปท.รับช่วงแก้จนอย่างมีระบบ那些“扶贫卡”福利被取消的人们正在努力维持生计,支持地方行政机构有条不紊地接管扶贫工作。
ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์สวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 เตรียมหารายได้มาชดเชยเงินที่หายไปเดือนละ 300 บาท นักวิชาการมองกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์บัตรคนจนอาจมีมิติความยากจนที่มากกว่าตัวเงิน พร้อมเสนอ อปท.มาช่วยดูแล โดยจัดระบบสวัสดิการชุมชนและปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อคนจน

การเลี้ยงกบในบ่อกลายเป็นอาชีพสร้างรายได้ของกสิกาญจน์ ใจขาว ชาวบ้านช่างเพี้ยน ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ หลังได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 22 ครอบครัวเข้าร่วม "โครงการขับเคลื่อนการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และเงินออม สร้างเสริมสุขภาพ เครือข่ายตำบลสุขภาวะ" ของเทศบาลตำบลบวกค้าง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเป็นทุนอาชีพ ครอบครัวละ 1 หมื่นบาท
กสิกาญจน์ บอกว่าพ่อแม่ของเธอมีอายุมากแล้วแต่ยังต้องทำสวนลำไยเป็นอาชีพ จึงอยากหารายได้เสริมให้ตัวเองและเลี้ยงดูพ่อแม่ จนเมื่อได้รับการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมความรู้ จึงได้รับทุนอาชีพ 1 หมื่นบาทนำมาซื้อพ่อแม่พันธุ์กบ และ เป็นทุนหมุนเวียน จนเพิ่มจำนวนกบในบ่อมากขึ้น จึงสามารถขายกบ และ นำกบมาแปรรูปเป็นอาหารหลายเมนู เช่น น้ำพริกข่ากบ แอ๊บกบ และ กบทอดกระเทียม ทำให้เธอมีรายได้ต่อเนื่อง
หนูต้องขอบคุณ คือ เงินทุนที่ได้มา เงินทุนก้อนนั้น ทำให้เราหมุนเวียนเงิน ทำให้เราเกิดรายได้ เพราะว่าลำพังรายจ่ายในบ้านก็เยอะอยู่แล้ว
หนูอยากจะพัฒนารากฐานของชุมชน หนูมองระยะยาวว่าชุมชนของหนูจะเป็นชุมชนเลี้ยงกบเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพราะมีเพื่อนบ้านมาถามเราอยากให้เราช่วย ถ้ามีเงินทุน หนูก็อยากจะช่วยให้ชาวบ้านเลี้ยงกบ เพื่อจะได้กระจายรายได้ให้กับคนที่เขาไม่มีงานทำ
แม้จะมีรายได้จากการเลี้ยงกบ แต่กสิกาญจน์ และ สมาชิกในครอบครัว รวมทั้งเครือญาติ ยังถือเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และ ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน มาแล้วหลายปี แต่ในการลงทะเบียนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 กลับพบว่าสมาชิกครอบครัวที่เคยได้รับสิทธิ 7 คน ถูกตัดสิทธิไปถึง 5 คน เพราะไม่ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่ เนื่องจากมีชื่อครอบครองรถยนต์ที่ขายไปนานแล้ว และ มีสินเชื่อเกินเงื่อนไข
พงษ์ศักดิ์ ภีระคำ อายุ 66 ปี ลุงของกสิกาญจน์บอกว่า เขาและภรรยาเคยได้รับเงินจากบัตรคนจน 2 คน รวมกันเดือนละ 600 บาท นำมาใช้จ่ายในครอบครัว แม้เหตุผลที่รัฐใช้อ้างในการตัดสิทธิดูจะไม่เป็นธรรม เพราะติดเงื่อนไขการมีชื่อครอบครองรถยนต์ ทั้งที่เป็นรถเก่าซึ่งขายไปนานแล้ว แต่จะไม่ยื่นอุทธรณ์ เพราะเห็นว่าสร้างความยุ่งยากลำบาก เมื่อรัฐไม่ให้ ก็ไม่เอา และ คงต้องหารายได้อื่นๆ มาชดเชย
ถามว่าลำบากไหม มันก็ลำบาก เมื่อไม่ได้เงินส่วนนี้ ก็มีภาระเพิ่มอีก ต้องนำเงินส่วนตัวออกมาใช้ รายได้ทุกวันนี้มาจากการรับจ้างก่อสร้าง และ ทำนา ข้าวปีนี้ ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เพราะราคาข้าวมันถูก
จริงๆ แล้วทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้ทำงานเพิ่ม หางานเสริม มันก็อยู่ไม่ได้ ต้องเลี้ยงครอบครัว ถามว่าพอไหม มันไม่พอหรอก ทุกวันนี้ ยิ่งเป็นหนี้ไปอีก
พงษ์ศักดิ์ ภีระคำ ชาวบ้านช่างเพี้ยน ต.บวกค้าง
เกศรินทร์ มูลรังษี นายกเทศมนตรีตำบลบวกค้าง ระบุว่าเทศบาลตำบลบวกค้างเป็นพื้นที่กึ่งเมือง กึ่งชนบท ประชาชนส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม ปัญหาหลักของครัวเรือนยากจน คือ หนี้สิน และ ปัญหาในภาคการเกษตร โดยโครงการแก้จนของเทศบาลจะมีการประสานงานกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน คัดกรองและส่งต่อข้อมูลครัวเรือนยากจน
มีการจัดตั้ง "อาสาสมัครแก้จน" เข้ามาดูแลกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน 220,000 บาท จาก สสส. ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ และมูลนิธิป๋วย อึ๊งภากรณ์ เข้ามาช่วยเหลือ 22 ครัวเรือน สามารถสร้างครัวเรือนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย
ส่วนกรณีประชาชนที่ถูกตัดสิทธิบัตรคนจนทางเทศบาลไม่มีงบประมาณ หรือ มีศักยภาพเพียงพอที่จะมอบเงินช่วยเหลือโดยตรงแก่ประชาชนกลุ่มนี้ แต่มีบทบาทหลักในการส่งเสริม สนับสนุน และให้คำแนะนำในการประสานงานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ (พมจ.)
เกศรินทร์ มูลรังษี นายกเทศมนตรีตำบลบวกค้า
ในส่วนของการคัดกรองคนจน เราต้องประสานกับผู้นำชุมชน ในการค้นหาผู้ที่ประสบปัญหา เพื่อจะนำมาบูรณาการร่วมกัน อปท.เองจะมีหน้าที่ในส่วนของการส่งเสริม สนับสนุน และ ส่งต่อ ในการหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน
นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ระบุว่า อปท.มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชนรองรับอยู่แล้ว แต่ต้องผ่านคณะกรรมการระดับท้องถิ่น และต้องทำตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
กรณีประชาชนที่ถูกตัดสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 หาก อปท.จะเข้าไปรับช่วงในการช่วยเหลือ ก็สามารถทำได้ แต่กระทรวงมหาดไทยต้องแก้ไขระเบียบ เพื่อเปิดช่องให้ใช้งบประมาณท้องถิ่นได้ โดยอาจให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเป็น อปท.ขนาดใหญ่ สนับสนุนงบประมาณ ขณะที่ อบต.และเทศบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน ทำหน้าที่สำรวจข้อมูลผู้ตกหล่น
ผู้ตกหล่น มีทั้งผู้ที่จนจริง และกลุ่มที่ยังก้ำกึ่ง เช่น ตัวเองไม่มีรายได้ แต่มีลูกหลานคอยดูแล ซึ่งรัฐบาลมองว่ามีผู้ดูแลแล้ว จึงตัดสิทธิ บทบาทของท้องถิ่นจึงสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการคัดกรอง และ ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงได้แม่นยำขึ้น
พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย
อาจารย์ ดร.สมคิด แก้วทิพย์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้ นักวิชาการที่ศึกษาปัญหาความยากจน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนและพัฒนาชนบท รวมถึงการศึกษาปัญหาความยากจนและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ให้ความเห็นว่า ประชาชนที่ได้รับบัตรคนจนจำนวนมากมายมหาศาล ในความเป็นจริงก็มีทั้งคนที่เรียกได้ว่า "จนมาก" ควรจะได้รับ"บัตรคนจน" แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ไม่น่าจะได้รับสิทธิปนๆ กันอยู่
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามิติของความยากจนมีความสลับซับซ้อน บางทีไม่ได้จนเงินทองอย่างเดียว แต่เป็นการจนสติปัญญา จนที่อยู่อาศัย จนด้านสุขภาพ จนภาระพึ่งพิง และ จนโอกาส เพราะฉะนั้นเมื่อมีการใช้มาตรการหลักเกณฑ์บางเรื่องไปตัดสิทธิ เช่น เอาเรื่องการครอบครองรถยนต์ หรือ เรื่องนั่น เรื่องนี้ โดยไม่ได้ดูบริบทโดยรอบมาใช้เป็นเกณฑ์มาตัดสิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดการมีส่วนร่วม เช่น การนำกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิดให้เป็นคนที่ช่วยมองหาคนจนตัวจริง ขณะที่การอุทธรณ์กลับสร้างภาระ ทำให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนเดินทางเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ด้วยตัวเอง
รัฐบาลใช้กลไกรัฐเป็นหลัก ใช้กระทรวงต่างๆ เป็นเครื่องมือกลไกในการคัดกรอง ซึ่งไม่เพียงพอ จริงๆแล้วการบริหารจัดการเรื่องความจน ที่มีความหลากหลายและสลับซับซ้อนอย่างนี้ ด้วยเวลาที่สั้น ก็จะมีข้อผิดพลาดแน่นอน หากควรจะวางระบบกลไกในระดับพื้นที่ มีกลุ่มคนที่หลากหลายมาร่วมกันเป็นองค์คณะบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ไล่เรียงมาตามลำดับ เพื่อวินิจฉัยร่วมกันว่าใครจน ใครไม่จน อย่างนี้จะช่วยได้มากกว่า
ดร.สมคิดให้ความเห็นอีกว่าการแก้ไขปัญหาความยากจน จะมองเฉพาะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และ มิติของการหวังผลทางการเมืองคงไม่เพียงพอ ซึ่งการเรียนรู้จากประเทศอื่นๆอย่างประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจน เพราะทำเป็นระบบ และมองในระยะยาว มีความเป็นเอกภาพ และ ความต่อเนื่องทางนโยบายชัดเจน มีการวางระบบที่เชื่อมโยงครบถ้วนไปจนระดับชีวิต ระดับบุคคล มีความแม่นยำ และออกแบบระบบด้วยข้อมูล Big Data ที่ครอบคลุมทุกๆระบบ และที่สำคัญก็คือต้องเสริมศักยภาพของบุคคล ครัวเรือน ชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะความเข้มแข็งทางด้านสติปัญญา
บ้านเราได้ทำเรื่องการสร้างความเข้มแข็งทางด้านสติปัญญา การฝึกทักษะอาชีพ และ การทำมาหากินมานานแล้ว หน่วยงานราชการต่างๆ ก็ทำ แต่คงต้องมีการทบทวนอย่างยิ่งยวดว่า แบบไหนทำสำเร็จ แบบไหนทำไม่สำเร็จ
แบบที่ทำกันมา มักเอาความคิด เอาความต้องการของหน่วยงานของผู้กำหนดนโยบายเป็นด้านหลัก ไปจัดอบรมชาวบ้านซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการ ไม่ได้วิเคราะห์พื้นที่ ไม่ได้มองทะลุไปจนถึงเรื่องปัจจัยการผลิต การตลาด ไม่ได้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ขณะที่ สิ่งที่สำคัญที่เป็นหัวใจคือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ประชาชนได้ร่วมกันใช้ชะตาชีวิตร่วมกัน วิเคราะห์ปลดล็อกและศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน
สำหรับประชาชนที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรคนจน ดร.สมคิด มองว่า อปท.ในฐานะของหน่วยงานรัฐที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ควรต้องให้ความสำคัญและควรยื่นมือเข้าไปผ่อนปรนความเดือดร้อน แต่รูปแบบของการดูแล การปกป้องคุ้มครอง และ การสงเคราะห์ อาจจะต้องมาทบทวนว่าควรจะใช้รูปแบบไหน แน่นอนว่าจะต้องมีมิติของการดูแล แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ต้องมีการประสานร่วมมือกับส่วนกลาง ที่สำคัญอย่าไปติดอยู่กับสวัสดิการที่เป็นการจ่ายเงินสงเคราะห์เป็นเดือนๆ อย่างเดียว เพราะการดูแลทำได้หลากหลาย
ดร.สมคิด แก้วทิพย์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้
อปท.ควรจะดูแลในด้านระบบสวัสดิการชุมชน อย่างนโยบายการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แล้วการขยายโอกาส เป็นนโยบายที่น่าจะนำมาทบทวนใหม่ โดยเฉพาะการขยายโอกาสให้กับประชาชน
การช่วยเหลือคนจน ไม่จำเป็นที่จะต้องจัดตั้งลำพังเฉพาะคนจน คนที่พอมีกิน คนฐานะปานกลาง ก็น่าจะเป็นปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อคนจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน การจัดสรรฐานทรัพยากรบางเรื่อง การเป็นผู้จ้าง เป็นผู้ซื้อสินค้าจากคนจน หรือ เป็นที่ปรึกษาที่ดี
หัวใจมันอยู่ที่การจัดระบบความสัมพันธ์ของคนจนกับคนไม่จน การจัดความสัมพันธ์ระหว่างรายเล็กรายน้อย วิสาหกิจชุมชนขนาดเล็ก กับองค์กรเชิงสถาบันของระบบ เช่น สหกรณ์ รวมทั้งการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรายเล็กรายย่อย กับธุรกิจใหญ่ และ ความสัมพันธ์ระหว่างชนบทกับเมืองให้มันเอื้อกัน
พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโส
โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
หลักเกณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
在池塘里养蛙已成为清迈府山甘烹县布阿康街道昌菲安村村民卡西卡恩·贾伊·考的收入来源。此前,她所在的村庄被布阿康街道政府选中,成为参与“减少开支、增加收入和储蓄、促进健康:健康社区网络项目”的22个家庭之一。每个家庭都获得了1万泰铢的创业启动资金。
卡西卡恩说,她的父母年事已高,仍然靠种植龙眼维持生计。她想找到一种方法来补贴家用,帮助父母。在被选中参加培训后,她获得了1万泰铢的补助金,用这笔钱购买了种蛙,也作为启动资金。随着池塘里青蛙数量的增加,她开始出售青蛙,并将它们加工成各种菜肴,例如辣椒蛙酱、清蒸蛙和蒜蓉炸蛙,从而获得了稳定的收入。
我必须感谢我们收到的启动资金。正是这笔资金让我们能够流通资金并创造收入,因为我们的家庭开支已经非常高了。
我想为社区发展打下坚实的基础。我的长远愿景是,让我的社区成为一个以养蛙为主要收入来源的社区。邻居们向我们寻求帮助,如果我有足够的资金,我愿意帮助他们养蛙,让那些失业的人也能获得收入。
尽管卡西卡恩一家靠养蛙维持生计,但包括亲戚在内的所有家庭成员仍然被认定为低收入人群,多年来一直领取国家福利金,也就是所谓的“穷人卡”。然而,在2026年国家福利金登记时,此前领取福利金的七名家庭成员中有五人因不符合新的登记标准而被取消资格。原因是他们拥有一辆早已售出的汽车,并且背负着超过了资格要求的贷款。
66岁的蓬萨克·皮拉坎(Pongsak Phirakham)是卡西科恩(Kasikorn)的叔叔,他说他和妻子以前每月能从福利卡领取600泰铢的津贴,用于家庭开支。虽然政府取消他们津贴资格的理由——拥有一辆车(尽管那是一辆他们很久以前就卖掉的旧车)——看似不合理,但他们不会上诉,因为他们觉得上诉只会徒增麻烦。既然政府不肯发放津贴,他们也不会接受,只能另寻其他收入来源来弥补。
当被问及是否困难时,我的回答是肯定的。没有这份收入,我的负担会更重,不得不动用自己的积蓄。我目前的收入来源是建筑工作和务农。由于大米价格低迷,我不确定今年的水稻收成如何。
说实话,现在如果我不接外快或者做点副业,根本就入不敷出。我得养家糊口。这点收入够吗?不够。现在我的债务比以前更多了。
Phongsak Phirakham,Buak Khang 分区 Chang Phian 村居民。
布阿克康区市长凯萨林·穆朗西表示,布阿克康是一个半城乡结合的地区,大多数居民从事农业。贫困家庭面临的主要问题是债务和农业部门内部的问题。该市的扶贫项目将与村长、社区领袖协调合作,并对贫困家庭进行筛查和信息发布。
为支持特定群体,泰国健康促进基金会(ThaiHPF)联合法政大学和普伊翁帕空基金会,设立了“扶贫志愿者”项目,并获得了22万泰铢的资助。该项目帮助了22户家庭,成功创建了增收减负的示范家庭。
对于低收入公民福利被取消的情况,市政府缺乏预算或能力向该群体提供直接的经济援助。然而,其主要职责是促进、支持并就与清迈府社会发展与人类安全办公室(SDHS)的协调工作提供建议。
Kesarin Mulrangsi,Buak Kha 分区市市长。
关于贫困人口的筛查,我们必须与社区领导人协调,识别出面临困境的人群,以便将这些信息纳入我们的工作中。地方行政机构将负责宣传、支持和转介相关人员,共同寻求解决方案。
泰国地方政府官员协会主席皮帕·沃拉西蒂达姆隆先生表示,地方行政机构已经从内政部获得了有关向公众提供援助的规定,但必须通过地方级委员会,并严格按照指导方针执行。
对于不符合2026年国家福利登记计划资格的公民,地方行政机构(LAO)可以介入提供援助。但是,内政部必须修改相关规定,允许使用地方预算。这可能包括由规模较大的省级行政机构(PAO)提供资金,而更贴近民众的街道行政机构(SAO)和市级行政机构则负责调查和收集遗漏人员的信息。
被排除在外的人群包括真正贫困的人以及处于贫困边缘的人,例如没有收入但需要照顾子女或孙子女的人。政府认为这些人已经有照护者,因此拒绝向他们发放福利。因此,地方当局可以参与筛选和核实详细信息,以确保援助能够更精准地送到真正需要帮助的人手中。
Pipat Worasittidamrong,泰国地方政府官员协会主席。
湄州大学管理科学学院副教授、贫困研究、农村规划与发展以及贫困与基层经济发展研究专家颂吉凯提博士评论说,领取扶贫卡的人数众多,其中确实包括那些“极其贫困”且应该领取扶贫卡的人,但与此同时,也有一些人不应该获得这种福利。
这是因为贫困的维度十分复杂。有时,贫困不仅指经济上的贫困,还包括智力上的贫困、住房上的贫困、健康上的贫困、依赖性以及机会上的贫困。因此,当某些标准被用来剥夺人们的权利,例如汽车拥有权或其他因素,而没有考虑到具体情况,尤其是在缺乏公众参与的情况下——例如,通过熟人来识别真正的贫困人口——再加上申诉程序本身就造成了负担,迫使村民们奔波劳碌去争取自己的权利,这就会导致各种问题。
政府主要依赖国家机制,利用各部委作为筛查工具,但这远远不够。事实上,在短时间内应对如此复杂多样的贫困问题必然会导致错误。更有效的做法是在地方层面建立一套体系,让村、乡、县等各级社区居民参与其中。这些群体将共同评估谁是贫困人口,谁不是。
颂吉博士进一步指出,仅仅关注短期解决方案和政治动机不足以解决贫困问题。他建议借鉴其他国家的经验,例如中国,中国通过系统性和长期性的方法成功消除了贫困。这包括统一一致的政策、将个人生活与社会生活紧密联系起来的综合体系、精准的评估以及大数据应用。至关重要的是,该体系必须赋能个人、家庭和社区,尤其要增强他们的知识能力。
我国长期以来致力于增强国民智力能力、提供职业技能培训和发展民生。各政府部门都参与其中,但需要认真评估哪些措施行之有效,哪些措施效果不佳。
传统方法在为村民开展培训时,往往优先考虑政策制定者和组织的想法和需求,而忽略了村民的实际需求。这种方法既不分析具体地区的情况,也不考虑生产和市场因素,更没有真正把人放在第一位。相反,关键在于公众参与,让公民能够共同承担责任,分析问题,挖掘潜力,并共同学习。
对于那些不符合低收入人群福利卡领取条件的人,颂吉博士认为,地方行政机构作为最贴近民众的政府机构,应该优先考虑并减轻他们的困境。然而,所需的关怀、保护和援助形式可能需要重新审视。当然,关怀必须采取多管齐下的方式,但必须避免重复工作,并与中央政府协调。重要的是,我们不应仅仅局限于每月发放福利金,因为提供关怀的方式多种多样。
湄州大学工商管理学院 Somkid Kaewthip 博士。
地方行政机构应重点关注社区福利体系,例如增加收入、减少支出和扩大机会的政策。这些政策需要重新审视,特别是那些涉及扩大公众机会的政策。
帮助穷人并不一定非要局限于他们。中等富裕和中产阶级也应该为营造一个支持性的环境贡献力量,例如分享资源、分配特定资源、雇用穷人或从穷人那里购买物品,或者提供宝贵的指导。
它的核心在于组织贫困人口与非贫困人口之间的关系;构建小型企业和小型社区组织与合作社等机构之间的关系;构建小型企业与大型企业之间的关系;以及在农村和城市地区之间建立互利共赢的关系。
Payungsak Srivichai,高级记者。
2026年国家福利卡项目
州福利卡资格标准