ปลุก "ทวารวดี" ให้มีชีวิต ต่อยอดทุนวัฒนธรรม สร้างคุณค่า-รายได้สู่ชุมชน复兴堕罗钵底时期,积累文化资本,为社区创造价值和收入。
จ.นครปฐม ถือเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยอารยธรรมทวารวดีโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สะท้อนผ่านทุนวัฒนธรรมและหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก นครปฐมมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากเมืองทวารวดีร่วมสมัยแห่งอื่น โดยเป็น "เมืองทวารวดีข

จ.นครปฐม ถือเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยอารยธรรมทวารวดีโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สะท้อนผ่านทุนวัฒนธรรมและหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก
นครปฐมมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากเมืองทวารวดีร่วมสมัยแห่งอื่น โดยเป็น "เมืองทวารวดีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองร่วมสมัย" และมีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12
เมืองโบราณนครปฐมมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน ขนาดประมาณ 2 x 3.6 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบ และมีคลองพระประโทนเป็นแกนกลาง เชื่อมพื้นที่ทางทิศเหนือและทิศใต้ สะท้อนการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบและซับซ้อน
จุดเด่นสำคัญคือเมืองนครปฐมเป็นเมืองทวารวดีที่ "ไม่มีคันดินล้อมเมือง" ซึ่งแตกต่างจากเมืองทวารวดีหลายแห่ง สอดคล้องกับบทบาทของนครปฐมในฐานะเมืองท่าและประตูการค้าของสุวรรณภูมิ
พื้นที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีน อีกทั้งมีลำน้ำสำคัญ เช่น คลองบางแก้ว คลองบางแขม คลองพระประโทน คลองพญากง และคลองพญาพาน เชื่อมต่อออกสู่ทะเล ทำให้การเดินทางและการติดต่อค้าขายกับภายนอกเป็นไปอย่างสะดวก
ด้วยทำเลดังกล่าว นครปฐมจึงมีบทบาทเป็นเมืองท่าชายฝั่งและศูนย์กลางการค้าข้ามคาบสมุทร เชื่อมโยงเครือข่ายการค้าระหว่างอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมืองทวารวดีอื่น ๆ
นอกจากบทบาทด้านการค้าแล้ว นครปฐมยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของพระพุทธศาสนาและศิลปกรรมสมัยทวารวดี มีการค้นพบโบราณสถานขนาดใหญ่จำนวนมาก
หลักฐานสำคัญ ได้แก่ พระปฐมเจดีย์ พระประโทนเจดีย์ เจดีย์จุลประโทน เจดีย์ทุ่งพระเมรุ เนินวัดพระงาม และเนินยายหอม ซึ่งกระจายตัวอยู่โดยรอบเมืองโบราณนครปฐม
ขณะเดียวกันยังพบศิลปกรรมทางศาสนาที่สร้างสรรค์อย่างประณีต ทั้งศิลาธรรมจักรกว่า 30 วง เสาธรรมจักร กวางหมอบ พระพิมพ์ดินเผา พระพุทธรูปศิลาขาว พระพุทธรูปศิลาเขียว และพระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี
นอกจากนี้ยังพบศิลาจารึกหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีถึง 16 หลัก รวมถึงปูนปั้นดินเผารูปยักษ์และภาพปูนปั้นชาดกจากเจดีย์จุลประโทน ซึ่งเป็นหลักฐานสะท้อนความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาเถรวาทในยุคทวารวดี
นครปฐมยังปรากฏหลักฐานที่สะท้อนบทบาทด้านอำนาจและการปกครอง โดยพบเหรียญเงิน 3 เหรียญ จารึกด้วยอักษรปัลลวะและภาษาสันสกฤต มีข้อความว่า “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ”
ข้อความดังกล่าวตีความได้ว่า "บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี" สะท้อนถึงบทบาทของนครปฐมในฐานะศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์ทวารวดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง
แม้ต่อมาเมืองนครปฐมจะเสื่อมบทบาทลงจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ แต่พื้นที่ยังคงเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและชุมชนอย่างต่อเนื่องผ่านยุคสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์
โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ ยังคงเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวนครปฐม และเป็นหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงอดีตอันรุ่งเรืองของเมืองทวารวดีเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของนครปฐมในปัจจุบัน
ราชภัฏนครปฐมต่อยอดทุนวัฒนธรรมทวารวดี สร้างตลาดวัฒนธรรมมีชีวิต
ชุมชนรอบพระปฐมเจดีย์ อันเป็นที่ตั้งขององค์พระปฐมเจดีย์สันนิษฐานว่าพระปฐมเจดีย์องค์เดิมเป็นเจดีย์ในยุคสมัยทวารวดี ส่วนองค์ปัจจุบันสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 ) โดยทรงสร้างครอบทับองค์เดิมไว้ ขณะที่ภายในวัดมีหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญได้แก่ พระศิลาขาว และโบราณวัตถุสมัยทวารวดีจำนวนมากในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ อีกทั้งในเรื่องเล่ากรณีพระยากงพระยาพานที่มีการกล่าวถึงการสร้างองค์พระปฐมเจดีย์เพื่อไถ่บาปที่พระยาพานทำการปิตุฆาตพระยากง
โดยบริเวณใกล้เคียงพบโบราณสถานวัดพระงาม (เขาวัดพระงาม) ซึ่งขุดพบร่องรอยของชั้นอิฐโบราณในยุคสมัยทวารวดี มีการพบหลักฐานโบราณคดีเช่น ธรรมจักร กวางหมอบ พระพิมพ์ดินเผา ปูนปั้นดินเผารูปยักษ์ (ทวารบาล) พระพุทธรูปดินเผาสมัยทวารวดีที่มีพุทธลักษณะงดงามและเป็นที่มาของชื่อวัดแห่งนี้ว่า "วัดพระงาม" ต่อมาในปี พ.ศ.2562 มีการขุดพบหลักศิลาจารึกสมัยทวารวดี "จารึกวัดพระงาม" ที่เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตที่มีความงดงามที่สุดในประเทศไทย
โครงการพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจวัฒนธรรมบนฐานทุนวัฒนธรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนของตลาดวัฒนธรรม จ.นครปฐม ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์เพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่ สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน จากการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกระบวนการวิจัยอย่างแท้จริง
ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ปิ่นแก้ว คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ปิ่นแก้ว คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในฐานะรองหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการคือ การต่อยอด "ทุนวัฒนธรรมทวารวดี" ในพื้นที่ จ.นครปฐม เปลี่ยนองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เป็นผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยว กิจกรรมเรียนรู้ สู่ "ตลาดวัฒนธรรมมีชีวิต" ที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการมี ผศ.ดร.วิรัตน์ ปิ่นแก้ว อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย โดยบูรณาการองค์ความรู้จากนักวิจัยหลากหลายสาขา ทั้งสังคมศึกษา ออกแบบนิเทศศิลป์ พัฒนาชุมชน การท่องเที่ยวและการโรงแรม นาฏศิลป์และศิลปะการแสดง และการจัดการอาหาร ฯลฯ
การวิจัยครอบคลุม 4 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ ชุมชนดอนยายหอม ชุมชนธรรมศาลาและพระประโทนเจดีย์ ชุมชนรอบพระปฐมเจดีย์และวัดพระงาม และชุมชนพระประโทนเจดีย์และไร่เกาะต้นสำโรง ซึ่งล้วนมีหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณสถานที่สำคัญ
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างดำเนินงานระยะที่ 3 หลังจาก 2 ระยะแรกนำทุนศิลปะและวัฒนธรรมมาพัฒนาร่วมกับผู้ประกอบการและนักออกแบบ จนเกิดผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ทั้งอาหาร เครื่องแต่งกาย เบญจรงค์ งานจักสาน เซรามิก และงานสร้างสรรค์อื่น ๆ
ขณะที่ระยะที่ 2 ได้พัฒนาพื้นที่วัฒนธรรมชุมชนบ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา หน้าวัดพระงาม สู่ "ตลาดทวารวดีมีชีวิตที่นครปฐม" พร้อมสร้างเครือข่าย พัฒนาผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ เส้นทางท่องเที่ยว และการสื่อสารอัตลักษณ์ผ่านศิลปะร่วมสมัย
ทั้งนี้ ผลจากการวิจัยทั้ง 2 เฟสที่ผ่านมา ถือว่ามีส่วนสำคัญในการจุดประกายและกระตุ้นให้ คนจังหวัดนครปฐม ตลอดจนผู้ประกอบการ และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของการเป็นทวารวดีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า “ทุนวัฒนธรรมสร้างคุณค่าและมูลค่าได้จริง” มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับผู้ประกอบการ เกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัด เห็นได้จากผลลัพธ์ด้านมิติเศรษฐกิจจากการจัดตลาดวัฒนธรรมทวารวดีมีชีวิตที่นครปฐม ทั้ง 7 ครั้งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 79 ร้านค้า รายได้ก่อนดำเนินกิจกรรมจำนวน 697,706 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,218,647 บาท คิดเป็นร้อยละ 16.9
จักสานหวายเทียมถอดลายอัตลักษณ์นครปฐม
กลุ่มผู้สูงอายุและวัยเกษียณในพื้นที่ตำบลห้วยด้วน อ.ดอนตูม จ.นครปฐม รวมพลังขับเคลื่อนชุมชนทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ด้วยการรวมตัวจัดตั้ง "ชมรมประชาชนตำบลห้วยด้วนรักสุขภาพ" ควบคู่กับการยกระดับภูมิปัญญางานฝีมือท้องถิ่น จัดตั้ง "วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมลาวครั่งบ้านดอนรวก" นำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาผสมผสานกับงานวิจัยและการออกแบบร่วมสมัย พัฒนาผลิตภัณฑ์กระเป๋าและตะกร้าจักสานหวายเทียมที่มีลวดลายเป็นอัตลักษณ์ของ จ.นครปฐม จนได้รับการคัดสรรเป็นสินค้า OTOP ระดับ 4-5 ดาว และสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ปลุก"ทวารวดี" ให้มีชีวิต ต่อยอดทุนวัฒนธรรม สร้างคุณค่า-รายได้สู่ชุมชน
นางปราณี บรรเทาวงษ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมลาวครั่งบ้านดอนรวก เปิดเผยว่า กลุ่มได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐใน จ.นครปฐม ทั้งสำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด โดยเข้ามาช่วยพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมนำเอกลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมสำคัญของนครปฐมมาประยุกต์ใช้เป็นลวดลายบนผลิตภัณฑ์จักสานหวายเทียม
สำหรับลวดลายที่นำมาใช้ มีทั้ง ลายทวารวดี ลายก้านขด ลายพระราชวังสนามจันทร์ ลายองค์พระปฐมเจดีย์ ลายพุดตาน และ ลายธงชาติ นอกจากนี้ กลุ่มยังได้รับลายพระราชทาน ได้แก่ ลายขอ และ ลายหัวใจ ซึ่งนำมาประยุกต์ให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของชุมชน
นางบัวทอง สอาดเอี่ยม เลขานุการวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมลาวครั่งบ้านดอนรวก กล่าวว่า ในช่วงแรกผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีราคาประมาณ 500 บาท ก่อนที่จะได้รับการพัฒนารูปแบบและตกแต่งให้มีความสวยงามและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทตะกร้าที่มีราคาตามขนาด ตั้งแต่ 590-790 บาท ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ใส่แก้วน้ำจำหน่ายในราคา 180 บาท
ด้านรายได้จากการจำหน่ายสินค้า พบว่าในปี 2567 กลุ่มมีรายได้ประมาณ 160,000 บาท และในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 190,000 บาท โดยกลุ่มมีหลักเกณฑ์ในการแบ่งรายได้จากการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต 70% ส่วนอีก 30% เก็บไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับบริหารจัดการและพัฒนากิจกรรมของกลุ่มต่อไป
เปลี่ยนทุนทวารวดีเป็นงานศิลป์
ผู้ประกอบการทางด้านหัตถศิลป์และพุทธศิลป์ โดยตั้งอยู่ใน ต.บางกระเจา อ.นครชัยศรี จะมีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ผอบพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์จำลอง ฉัตร พานพุ่ม เครื่องทองน้อย ครอบพระ และงานพุทธศิลป์ตามสั่ง โดยผลงานจะเน้นความประณีตของงานช่างไทย การใช้ลวดลายและรูปแบบทางศาสนา ตลอดจนการสืบทอดคุณค่าของศิลปกรรมไทยสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย
โดยงานวิจัยเฟสที่ 1 เรื่อง "ทวารวดีนครปฐม สร้างคุณค่า สร้างมูลค่า สร้างจิตสำนึกรักท้องถิ่น" ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ทุนวัฒนธรรมทวารวดีในผลงาน “กระบะเครื่อง 5” ลงยาราชาวดี ซึ่งเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย ซึ่งประกอบด้วยกระบะ เชิงธูป เชิงเทียน และพานดอกไม้ ที่ใช้ในพระราชพิธี พิธีทางศาสนาหรือในงานพระราชพิธี ฯลฯ
จากวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับการตกงานและสภาพจิตใจที่ทรุดโทรม สู่การค้นพบหนทางใหม่ด้วยธรรมะและการฝึกฝนตัวเองอย่างต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ
"แม็ก" อภิชัย ทองบ้านกวย ช่างฝีมือผู้หลงใหลในงานพุทธบูชา ก่อนต่อยอดความสามารถสู่การสร้างแบรนด์และดำเนินธุรกิจงานหัตถศิลป์มาอย่างยาวนานถึง 9-10 ปี พร้อมนำภูมิปัญญางานช่างโบราณมาผสมผสานกับการออกแบบและเทคโนโลยีสมัยใหม่
จุดเริ่มต้นของเส้นทางสายงานช่างเกิดขึ้นหลังจากอภิชัยได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุจากครูบาอาจารย์ ด้วยความตั้งใจที่จะจัดทำผอบเพื่อถวายวัด แต่เมื่อพบว่าผอบที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีราคาค่อนข้างสูง จึงตัดสินใจศึกษาวิธีการทำด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ ควบคู่กับการเข้าไปศึกษากระบวนการทำงานตามโรงหล่อต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน
จากการเริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะทำชิ้นงานถวายวัด กลายเป็นการสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาทักษะอย่างจริงจัง จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานพุทธบูชาและงานศิลป์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะการนำศิลปะและลวดลายท้องถิ่นของ จ.นครปฐมมาประยุกต์ใช้กับงานช่าง
กระทั่งในปี 2566 อภิชัยมีโอกาสเข้าร่วมโครงการพัฒนาศิลปะลวดลายทวารวดี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยต่อยอดแนวคิดในการนำทุนทางวัฒนธรรมของ จ.นครปฐม มาสร้างสรรค์เป็นผลงานร่วมสมัย ทำให้งานช่างไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์รูปแบบดั้งเดิม แต่ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นผ่านชิ้นงานที่จับต้องได้
จากเดิมที่เน้นผลิต “เครื่องสูง” และ “กระบะเครื่องห้า” สำหรับถวายวัด ต่อมาได้ปรับรูปแบบธุรกิจให้เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายมากขึ้น ด้วยการเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กและมีราคาเข้าถึงง่าย ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยบาท อาทิ กิ๊บติดผม ต่างหู สร้อยข้อมือ และพวงกุญแจ เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงงานฝีมือและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
ปลุก "ทวารวดี" ให้มีชีวิต ต่อยอดทุนวัฒนธรรม สร้างคุณค่า-รายได้สู่ชุมชน
แม้จะอนุรักษ์งานฝีมือโบราณ แต่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครื่องเลเซอร์, งานดีไซน์คอมพิวเตอร์ 3D และ AI เข้ามาช่วยลดขั้นตอนการผลิต รวมถึงการผลิต "เชิงเทียนไฟฟ้า LED ลายทวารวดี" เพื่อช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
พลิกปูนธรรมดาสู่กระถางลายทวารวดี
งานกระถางแฮนด์เมดจากปูนซีเมนต์ Lady Farm เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นช่างฝีมือที่มีทักษะและประสบการณ์ด้านการปั้น การหล่อ การขึ้นรูปประติมากรรมจากปูนซีเมนต์ สามารถรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ของใช้และของตกแต่งบ้านในรูปแบบงานคราฟท์ได้หลากหลายประเภท โดยในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการนำศิลปะทวารวดีมาพัฒนาเป็นชิ้นงานร่วมสมัยประกอบด้วย สิงห์ ยักษ์ทวารบาล ยักษ์แบก ใบหน้าบุคคล และกวางหมอบ ถือเป็นการออกแบบที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเรื่องเล่า และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
ศุภฤกษ์ ชะโลมรักมย์ หรือ จ๊อด ผู้ประกอบการ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นว่า เดิมทีตนรับจ้างเขียนป้ายและเพ้นท์ผนังทั่วไป ในช่วงเวลาว่างจึงได้ทดลองนำปูนก่อสร้างและวัสดุเหลือใช้มาลองทำกระถางสำหรับปลูกต้นแคคตัสและบอนไซ ก่อนจะนำไปลองวางขายที่ถนนคนเดิน ซึ่งขายได้เพียง 7 ใบในครั้งแรกแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ โดยเหตุผลที่เลือกใช้ปูนแทนการทำเซรามิก เนื่องจากเป็นวัสดุที่ใช้ทุนน้อย จัดการได้ด้วยตนเอง และมีเสน่ห์ความดิบของเนื้อปูน
ต่อมา ได้เข้าร่วมโครงการวิจัยพัฒนาผู้ประกอบการวัฒนธรรม (เฟส 2) ชุมชนบ้านไม้ริมคลอง ซึ่งจัดขึ้นโดยทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเพื่อสำรวจและสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยได้รับทุนสนับสนุนและการพัฒนาทักษะการทำแม่พิมพ์ซิลิโคนเพิ่มเติม
ศุภฤกษ์ ชะโลมรักมย์ (ขวา)
พร้อมร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยในการนำทุนทางวัฒนธรรมเรื่อง "ศิลปะทวารวดี" จากโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครปฐม เช่น ลวดลายประติมากรรม ยักษ์แบก และคนแคระ มาลงบนกระถางปูนปั้น 3 มิติ สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักจะเน้นไปที่ กระถางขนาดเล็กสำหรับปลูกแคคตัสและไม้อวบน้ำ เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่อยู่อาศัยในหอพักหรือมีพื้นที่จำกัด
ด้านผลตอบรับและการเติบโต ผลิตภัณฑ์กระถางปูนปั้นลายทวารวดีสามารถเพิ่มมูลค่าจากกระถางปูนเปลือยแบบเดิมที่ขายเพียงชิ้นละ 40 บาท ขึ้นมาเป็นหลักร้อยบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว โดยยังคงตั้งราคาให้จับต้องง่ายเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อซ้ำได้สะดวก
การได้ทำชิ้นงานนี้ทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนที่ชัดเจนขึ้นในเส้นทางที่เลือก และภาคภูมิใจในฐานะคนนครปฐมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
สืบทอดรสชาติ-วัฒนธรรมจีนผ่าน "สี่สีมังกรถุงทอง"
โต๊ะจีนนครปฐมแคทเทอริ่ง โต๊ะจีนนครปฐม เป็นผู้ประกอบการอาหารที่มีชื่อเสียงในจังหวัด ขณะเดียวกันยังเป็นผู้ประกอบการในงานวิจัยเพื่อสืบทอดทุนวัฒนธรรมของชาวจีน โดยพัฒนาเมนูสี่สีมังกร ซึ่งแบบเดิมจะขึ้นรูปด้วยการห่อเป็นแท่งแล้วนำไปนึ่ง เมื่อต้องการรับประทานให้นำไปหั่นเป็นชิ้นก่อนทอด มีการประยุกต์ใหม่เป็น "สี่สีมังกรถุงทอง" เป็นการปรับภาพลักษณ์เพื่อให้ทานง่ายเป็นการห่อแบบสีสี่ถุงทองแต่ใช้แผ่นเต้าหู้ห่อตามลักษณะอาหารดั้งเดิม ออกแบบขนาดไส้ทั้ง 4 อย่างให้มีขนาดเล็กลง รับประทานได้ง่ายขึ้น เป็นประยุกต์อาหารออเดิร์ฟบนโต๊ะจีน
กว่า 4 ทศวรรษ "หมูแผ่นนครปฐม" มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น
ไซ่ฮุ้น แซ่อื๊อ อายุ 79 ปี เล่าว่า เดิมทำงานในโรงงานทำหมูแผ่นของเพื่อน ก่อนได้รับการหยิบยื่นโอกาสให้เป็นคนขาย หมูแผ่นที่ผ่านการอบจนแห้ง เรียกว่าหมูแผ่นดิบ ที่นำมาย่างบนไฟที่พอเหมาะ หมูแผ่นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง
จากรถเข็น และเตาถ่าน ที่ปักหลักย่างหมูขายแผ่นขายหน้าตลาดองค์พระปฐม โดยอาศัยทั้งประสบการณ์และการสัมผัสด้วยมือในการตรวจสอบว่าเนื้อหมูสุกพอดี สุกทั่วถึง และไม่ถูกความร้อนจนไหม้
กาลเวลาผ่านไป 45 ปี จากเตาถ่านจะเปลี่ยนเป็นเครื่องปิ้งไฟฟ้าที่ทันสมัย เพื่อความสะอาดและรวดเร็ว พร้อมพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ถุงซิปล็อกและเครื่องชั่งดิจิทัล ช่วยยกระดับความสะอาดและเก็บรักษาได้นานขึ้น ปัจจุบันปิ้งหมูแผ่นวันละ 20 กิโลกรัม
กิจการได้รับการสืบทอดสู่รุ่นหลาน โดยมีพี่มะเหมี่ยวเข้ามาช่วยดูแลร้านและกระจายสินค้าตามตลาด
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่ายแล้ว กิจการยังได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏในการทำงานวิจัยและจัดทำสื่อ Storytelling เพื่อบอกเล่าประวัติความเป็นมา จุดเริ่มต้น และภูมิปัญญา โดยมีการจัดทำบอร์ดและโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวได้ทำความรู้จักกับเรื่องราวของร้านมากยิ่งขึ้น
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังถูกจัดอยู่ในหมวดอนุรักษ์ เพื่อสะท้อนความตั้งใจในการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นและของฝากดั้งเดิมของนครปฐมให้คงอยู่ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้จากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่
ปัจจุบันร้านยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว นักเรียน และนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้และชมขั้นตอนการปิ้งหมู ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงกระบวนการปิ้งจริง ซึ่งนอกจากช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่อัตลักษณ์ของนครปฐม และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักมากขึ้น
หอการค้าดึงคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่ความยั่งยืน
ดร.สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ รองประธานหอการค้าจังหวัดนครปฐม ระบุว่า หอการค้าจังหวัดนครปฐมเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยรวมพลังทีมงานคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้ประกอบการในจังหวัดมาร่วมดำเนินโครงการเศรษฐกิจชุมชน
โดยเฉพาะการผลักดัน "ตลาดวัฒนธรรม" ซึ่งถือเป็นโมเดลการทำงานรูปแบบใหม่ที่ดึงภาควิชาการเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความแปลกใหม่และกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่
ที่ผ่านมาจังหวัดมีการจัดงานเทศกาลอย่างต่อเนื่อง เช่น งานผลไม้ประจำปี แต่เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รูปแบบตลาดแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป
การนำงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาปรับใช้ จึงเข้ามาช่วยปลุกกระตุ้นความสนใจของคนในพื้นที่และชุมชนรอบข้าง สร้างความตื่นเต้นและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
หอการค้าเตรียมแผนต่อยอดตลาดวัฒนธรรมให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งบทบาทอย่างชัดเจน โดยภาควิชาการจะสนับสนุนด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวคิดใหม่ ๆ ขณะที่หอการค้าและผู้ประกอบการจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติและขับเคลื่อนในพื้นที่จริง
บพท. ชูนวัตกรรม-ทุนวัฒนธรรม ผนึกกำลัง 4 ภาคส่วน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากมุ่งสู่ความยั่งยืน
รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า บพท. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาพื้นที่ด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกลไกของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจรวมถึงรายได้ไปสู่ประชาชน
การดำเนินงานของ บพท. ได้ตั้งโจทย์สำคัญในการพัฒนาสินทรัพย์ (Asset) ในพื้นที่ โดยเน้นให้เห็นทั้งการอนุรักษ์และการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจควบคู่กัน
ซึ่งมีฐานทุนวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญ โดยการพัฒนานักจัดการทุนวัฒนธรรมและนักจัดการเศรษฐกิจให้เข้ามาเป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยง จนเกิดเป็นตลาดวัฒนธรรมขึ้นในพื้นที่
รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)
รศ.ดร.อุเทน ระบุอีกว่า การสร้างความยั่งยืนในพื้นที่ต้องอาศัยการทำงานเชิงระบบ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ภาพใหญ่เพื่อค้นหาสินทรัพย์สำคัญและศักยภาพของคน
จากนั้นจึงสร้างการทำงานร่วมกันผ่านบันไดการพัฒนา เริ่มจากระดับการสร้างเครือข่าย (Networking) ไปสู่ระดับการสร้างการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ นายอำเภอ ปลัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมี "ผู้จัดการพื้นที่" (Area Manager) เป็นหัวใจสำคัญในการวางระบบและหมุนขับเคลื่อนกลไกการเปลี่ยนแปลง
สำหรับยุทธศาสตร์การขยายผลในอนาคต บพท. มุ่งเน้นการผนึกกำลังผู้เล่นสำคัญให้ครอบคลุมทั้ง 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสถาบันการศึกษา/นักวิจัย และภาคประชาสังคม จากเดิมที่เน้นการทำงานร่วมกับกลุ่มนักวิจัยเป็นหลัก เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณวิจัยในระยะยาว
ซึ่ง บพท. เชื่อมั่นว่า หากทั้ง 4 ภาคส่วนลุกขึ้นมาร่วมมือกันแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ในอนาคตจะช่วยให้พื้นที่สามารถจัดการปัญหาและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
พลิก "ภาระขยะ" การเกษตร สู่ "เครื่องประดับแก้ว" จากใบอ้อย ลด PM 2.5-สร้างมูลค่าให้ชุมชน
ดันงานวิจัยแก้จนยั่งยืน บรรจุแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 หวังอุดช่องว่างคนฐานราก
เปิดนิทรรศการ "โบราณดาราศาสตร์" ภูมิปัญญาคนโบราณสร้างศาสนสถาน
ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
佛统府被认为是一个具有重要历史意义的地区,拥有泰国最显著的堕罗钵底文明遗迹之一,这体现在其丰富的文化遗产和众多考古文物中。
那空巴吞府具有独特的特征,与其他同时期的堕罗钵底城市不同,它是“同时期最大的堕罗钵底城市”,并且自公元 12 世纪以来就发挥了重要作用。
古城那空佛统的城市规划呈圆角矩形,面积约为2×3.6公里。它被护城河环绕,以帕帕通运河为中心轴线,连接南北区域,体现了系统而复杂的城市规划。
一个关键特点是,与其他许多堕罗钵底城市不同,佛统府的独特之处在于它“没有环绕城市的土墙”,这反映了它作为通往素万那普的港口和贸易门户的作用。
该地区位于湄公河和塔钦河之间,并通过邦凯河、邦坎河、帕普拉通河、帕亚孔河和帕亚潘河等重要水道与大海相连,方便与外界进行旅行和贸易。
由于其战略位置,佛统府作为沿海港口和跨半岛贸易中心发挥了至关重要的作用,连接了印度、东南亚和其他堕罗钵底城市的贸易网络。
除了作为贸易中心之外,佛统府在堕罗钵底时期也是佛教和艺术的重要中心,在那里发现了许多大型考古遗址。
重要的证据包括Phra Pathom Chedi、Phra Prathone Chedi、Chedi Chulaprathone、Chedi Thung Phra Meru、Wat Phra Ngam Mound和Yai Hom Mound,它们散布在佛统古城周围。
与此同时,还发现了精美的宗教文物,包括 30 多个石制法轮符号、法轮柱、卧鹿、陶土供奉牌、白石佛像、绿石佛像和坐于迦楼罗上的佛像。
此外,还发现了十六块来自堕罗钵底时期的佛教铭文,以及朱拉普拉顿佛塔中的陶俑和描绘本生故事的灰泥浮雕。这些发现反映了堕罗钵底时期上座部佛教的繁荣发展。
那空巴吞府也展现了其在权力和治理中的作用的证据,发现了三枚刻有帕拉瓦文字和梵文的银币,上面刻有“Sri Dvaravati Svarapunya”字样。
碑文可解释为“室利陀罗钵底国王的功德”,反映了佛统府作为湄南河、他钦河和湄公河流域室利陀罗钵底国王权力中心的地位。
尽管由于地理变化,佛统府的地位后来有所下降,但在素可泰、阿瑜陀耶和拉达那哥欣时期,该地区仍然是宗教和社区中心。
特别是帕巴通佛塔,至今仍是佛统府人民的信仰中心,也是连接堕罗钵底城辉煌过去与今日佛统府生活方式和文化的重要证据。
那空佛统皇家大学以堕罗钵底文化遗产为基础,打造充满活力的文化市场。
佛塔所在的帕帕通佛塔周围的社区认为,最初的佛塔可以追溯到堕罗钵底时期。现在的佛塔是在拉玛四世国王统治时期建造的,覆盖了原有的佛塔。寺庙内保存着重要的考古证据,包括一尊白色石佛像和许多堕罗钵底时期的文物,这些文物现藏于帕帕通佛塔国家博物馆。此外,帕亚孔和帕亚潘的传说中提到,建造帕帕通佛塔是为了赎帕亚潘弑父帕亚孔的罪过。
附近发现了古老的帕岩寺(Wat Phra Ngam,又称Khao Wat Phra Ngam)。考古发掘揭示了堕罗钵底时期(Dvaravati period)的古砖层遗迹,以及诸多考古证据,例如法轮(Dharma Chakra)、卧鹿、陶土佛牌、陶土巨像(Dvarapala)和精美的堕罗钵底时期陶土佛像,这些佛像也因此得名“帕岩寺”(Wat Phra Ngam,意为“美丽的佛寺”)。2019年,一块用帕拉瓦文和梵文书写的堕罗钵底时期石刻——“帕岩寺铭文”(Wat Phra Ngam Inscription)——被发掘出来,被认为是泰国最精美的铭文之一。
“基于文化资本构建文化经济生态系统,打造佛统府可持续文化市场”项目由高等教育、科学、研究与创新部下属的区域发展基金管理处(ABDFMU)和加速竞争力与区域发展研究与创新办公室(公共机构)提供研究经费支持。该项目整合多学科知识,旨在将文化市场提升为学习中心、旅游目的地和社区可持续创收区。其实现途径包括:充分利用当地文化资本,促进利益相关者参与,并通过研究切实提升基层经济水平。
助理教授 Piyawan Pinkaew 博士,那空巴吞皇家大学人文社会科学学院院长。
佛统皇家大学人文社会科学学院院长、项目副负责人皮亚万·平卡尤副教授表示,该项目的目标是在佛统府的“堕罗钵底文化资本”基础上,将历史知识、艺术、生活方式和地方智慧转化为产品、旅游和学习活动,从而形成一个能够产生切实经济和社会效益的“鲜活文化市场”。
该项目由佛统皇家大学前校长维拉·平卡尤副教授领导,整合了来自社会研究、平面设计、社区发展、旅游和酒店管理、舞蹈和表演艺术、食品管理等各个领域研究人员的知识。
该研究涵盖四个主要区域:Don Yai Hom 社区、Thammasala 和 Phra Prathone Chedi 社区、Phra Pathom Chedi 和 Wat Phra Ngam 周围的社区,以及 Phra Prathone Chedi 和 Rai Ko Ton Samrong 社区,所有这些区域都包含重要的考古和历史证据。
该项目目前处于第三阶段,前两个阶段利用艺术和文化资源,与企业家和设计师合作,在食品、服装、班加隆陶瓷、编织手工艺品、陶瓷和其他创意作品等领域创造当代产品。
第二阶段将帕甘寺附近运河沿岸的木屋社区文化区发展成为“佛统府的活态堕罗钵底市场”,同时建立网络,发展企业家、产品、旅游路线,并通过当代艺术传播身份认同。
前两阶段的研究成果显著提升了佛统府民众、企业家及相关行业对堕罗钵底文化遗产价值和重要性的认识。这证明了“文化资本确实能够创造价值”,从而促进了产品销售和企业家收入的增长,并带动了府内经济活动。此前在佛统府举办的七届堕罗钵底文化市集便印证了这一点,共有79家商户参与,市集收入从之前的697,706泰铢增至1,218,647泰铢,增幅达16.9%。
采用独特的佛统府图案的人造藤编织品。
佛统府敦屯县怀端街道的一群老年人和退休人士携手合作,致力于推动社区在健康和经济方面的发展。他们成立了“怀端街道健康意识民众俱乐部”,同时通过建立“敦鲁阿老克朗手工艺社区企业”来提升当地的手工艺水平。该企业将传统技艺与科研和现代设计相结合,开发出独具佛统风格的藤编包袋和篮子。这些产品已被评选为四星级或五星级“一村一品”(OTOP)项目产品,为社区带来了持续的收入。
复兴堕罗钵底时期,积累文化资本,为社区创造价值和收入。
班东鲁阿克老克朗手工艺社区企业总裁普拉妮·班塔翁女士透露,该企业一直以来都得到皇家大学研究团队以及佛统府政府机构的持续支持,包括社区发展办公室、府商务办公室和府文化办公室。这些支持帮助他们根据当地智慧开发和改进产品,并将佛统府的历史和建筑地标融入到他们的人造藤编产品中。
所用图案包括陀罗钵底纹样、藤蔓纹样、沙南禅宫纹样、佛统佛塔纹样、莲花纹样以及国旗纹样。此外,该团体还获得了钩状纹样和心形纹样等皇家图案,并对其进行了调整,使其更适合社区产品。
班东鲁阿克老挝克朗手工艺社区企业秘书布阿通·萨阿迪亚姆女士表示,该组织的产品最初定价约为500泰铢。然而,在对设计进行改进和装饰,使其更加美观独特之后,产品的价值也随之提升。特别是篮子,根据尺寸定价,价格在590至790泰铢之间,而玻璃杯托架的售价为180泰铢。
就产品销售收入而言,该集团2024年的收入约为16万泰铢,预计2025年将增至约19万泰铢。该集团的收入分配政策是将70%分配给制造商,剩余的30%作为营运资金,用于集团的管理和进一步发展。
将堕罗钵底文化遗产转化为艺术作品。
位于泰国那空猜西县邦卡昭街道的手工艺和佛教艺术品企业家,专门制作佛舍利盒、微型佛塔、礼伞、花卉摆设、小型金饰、佛像罩以及定制佛教艺术品。他们的作品注重展现泰国工匠精湛的技艺,运用宗教图案和风格,并将泰国传统艺术融入现代产品之中。
该研究的第一阶段名为“堕罗钵底府佛统府:创造价值、提升地位、培育本土爱国主义”,旨在利用堕罗钵底府的文化资源开发产品。最终成果是一套镶嵌皇家珐琅的“五件式供品托盘”,是供奉三宝(佛、法、僧)的传统供品。这套供品包括托盘、香炉、烛台和插花,用于皇家仪式、宗教仪式及其他皇家活动。
从失业和精神状态恶化的第一天起,到通过佛法发现新的道路并持续自我训练一年多,这成为了一个重要的转折点。
“Max” Apichai Thongbankuay是一位技艺精湛的工匠,对佛教艺术充满热情。他不断拓展自己的技能,创立了自己的品牌,并经营手工艺品生意已有9-10年,将古老的工艺与现代设计和技术相结合。
阿披猜的工匠之路始于他从老师那里得到圣物之后。他原本打算制作一个舍利盒供奉给寺庙,但发现市面上出售的舍利盒价格昂贵,于是决定自己学习制作。他先从网上学习,同时走访多家铸造厂,从基础做起。
最初只是想为寺庙创作一些物件,后来逐渐积累了丰富的经验,技艺也日臻完善,最终创作出独具特色的佛教供品和艺术品。尤其值得一提的是,这位艺术家将佛统府的当地艺术和图案融入到他的作品中。
2023年,阿披猜有机会参与了堕罗钵底纹样艺术发展项目,这是他人生中的另一个重要转折点,帮助他进一步发展了运用佛统府文化遗产创作当代作品的理念。这使工艺创作从单纯地保存传统形式转变为通过实物作品传达当地的故事和身份认同。
最初,该公司专注于生产用于寺庙供奉的“高档供品”和“五层托盘”,但后来调整了商业模式,以覆盖更广泛的消费群体。具体做法是增加价格从几十泰铢到几百泰铢不等的小型、更实惠的产品线,例如发夹、耳环、手镯和钥匙扣,使当地手工艺品和文化产品更容易被大众所接受。
复兴堕罗钵底时期,积累文化资本,为社区创造价值和收入。
在传承古老工艺的同时,现代科技,例如激光、3D计算机设计和人工智能,正被融入生产流程,以优化生产方式。这其中包括研发“陀罗钵底风格的LED电子蜡烛”,旨在减少PM2.5排放,满足现代消费者的需求。
将普通水泥改造成陀罗钵底风格的花盆。
Lady Farm的手工水泥花盆由一群技艺精湛的工匠精心制作而成,他们擅长水泥雕塑的雕刻、浇铸和塑形。他们还创作各种各样的手工家居用品和装饰品。他们的产品设计融合了堕罗钵底艺术的元素,将其转化为现代作品,例如狮子、守护巨人、扛着东西的巨人、人脸和卧鹿。这种设计赋予作品叙事性,并塑造了独特的地域特色。
企业家苏帕鲁克·查洛姆拉克(Suparuk Chalomrak,昵称乔德)讲述了他的创业历程。他说,最初他是一名招牌画家和墙绘师。闲暇时,他尝试用建筑水泥和剩余材料制作花盆,用来种植仙人掌和盆景。之后,他开始在步行街市集上售卖这些花盆,起初只卖出了7个,但这却是一个至关重要的起点。他选择水泥而不是陶瓷,是因为水泥价格低廉,可以独立操作,而且具有一种原始而迷人的质感。
随后,他们参与了由那空佛统皇家大学教授团队组织的班迈林克隆社区文化创业发展研究项目(第二阶段),旨在调查和支持当地企业家。这包括获得资金支持和进一步提升硅胶模具制作技能。
苏法里特·查洛姆拉克(右)
我们正与大学合作,将与“堕罗钵底艺术”相关的文化遗产融入3D水泥花盆的设计中。这些花盆的设计灵感源自佛统府国家博物馆的藏品,例如巨人与矮人的雕塑图案。主要目标市场是小型仙人掌和多肉植物花盆,非常适合居住在宿舍或空间有限的人群。
从市场反馈和增长来看,德瓦拉瓦蒂风格的灰泥花盆价值已从最初每个仅售40泰铢的传统素面灰泥花盆,提升至每个数百泰铢,价格翻了一番还多。为了鼓励顾客重复购买,产品定价仍然亲民。
创建这个项目让我感觉自己对所选择的道路有了更清晰的认识,我为自己是佛统府人而感到自豪,佛统府是一个拥有悠久历史的地方。
通过“四色龙金袋”传承中国风味和文化。
佛统府餐饮公司是该府一家知名的餐饮服务供应商。同时,他们也致力于保护和推广中华文化遗产的研究。他们改良了传统的“四色龙”开胃菜。这道菜的传统做法是将食材包裹蒸熟,切片油炸后食用。改良后的版本名为“金袋四色龙”,食用起来更加方便。它保留了传统的包裹方式,用豆腐皮包裹馅料,但分量更小,更易于食用。这道菜是对传统中式宴席开胃菜的创新演绎。
四十多年来,“那空巴吞猪肉干”一直是当地的文化遗产。
79 岁的 Saihun Sae-Ue 回忆说,他最初在朋友的猪肉干工厂工作,后来有机会出售干猪肉干(也称为生猪肉干),然后将其放在合适的火上烤至金黄色。
在帕帕巴通佛塔市场前,小贩们推着小车,架起炭火烤架,烤制并出售猪肉片。他们凭借经验和双手,确保猪肉烤得恰到好处、彻底熟透,没有烤焦。
四十五年过去了,为了更加清洁快捷,炭火烤炉已被现代化的电烤炉所取代。可重复密封的包装袋和电子秤等创新包装也相继问世,以提高卫生水平并延长保质期。目前,他们每天烤制20公斤猪肉片。
这家企业已经传给了孙辈,Mameow 帮忙管理店铺并将产品分销到市场。
除了开发产品和拓展分销渠道外,该企业还与拉贾巴特大学合作开展研究,并制作故事素材,讲述其历史、起源和当地智慧。他们还制作了宣传板和海报,帮助顾客和游客更多地了解这家店铺的故事。
这些产品也被归类为保护物品,体现了保护佛统府当地智慧和传统纪念品的意图,同时将知识从老一辈传承给年轻一代。
目前,这家店铺还为游客、学生和大学生提供学习和观摩烤猪肉过程的机会,从食材准备到实际烧烤,全程展示。这不仅有助于增进对当地传统文化的了解,也是推广佛统府文化、提升产品品牌知名度的又一途径。
商会正积极动员年轻人推动当地经济走向可持续发展。
那空巴吞商会副会长萨维卡·林帕苏万博士表示,商会正在通过汇集该省的年轻专业人士和企业家团队来实施社区经济项目,从而加速当地经济发展。
尤其值得一提的是,“文化市场”的推广被视为一种新的工作模式,它让学术界参与创造创新产品,并刺激该地区的旅游业发展。
过去,该省一直持续举办各种节庆活动,例如一年一度的水果节。然而,由于新冠疫情后消费者行为发生了显著变化,传统的市场模式已不再有效。
新研究和创新技术的应用有助于激发该地区及周边社区居民的兴趣,创造兴奋感,并完美满足现代消费者的需求。
商会正在制定一项计划,旨在进一步发展文化市场,实现长期可持续发展。各方角色已明确界定:学术界将提供知识、创新和新理念方面的支持,而商会和企业家将负责该计划的实施和落地推进。
泰国研究基金(TRF)强调创新和文化资本,联合四个部门,以提升基层经济的可持续发展能力。
区域发展基金管理单位(ABDFMU)副主任、副教授乌滕·卡姆南博士透露,ABDFMU优先利用适当的知识、创新和技术推动区域发展工作,通过大学机制提升基层经济水平。大学在推动社区发展、向人民分配经济机会和收入方面发挥着至关重要的作用。
泰国研究基金会 (TRF) 的运营重点是开发该地区的资产,强调同时兼顾保护和经济增长。
这是以文化资本为基础,发展文化资本和经济管理者,作为连接和创建该地区文化市场的核心机制。
副教授。 Uten Khamnan 教授、博士,地区发展基金管理部门(ADF)副主任。
副教授乌滕博士进一步指出,在该领域实现可持续发展需要系统性的方法,首先要进行全局分析,以确定关键资产和人力潜力。
该流程通过循序渐进的发展模式构建协作体系,从建立人脉网络开始,逐步提升参与度和责任感,并与政府机构、区级官员、副区级官员和地方行政组织建立伙伴关系。“区域经理”在体系建设和变革机制推动中发挥着关键作用。
为了未来的发展战略,泰国研究基金会(TRF)致力于整合四大主要领域的关键参与者:政府、私营部门、学术机构/研究人员和民间社会,从而改变其以往主要与研究团队合作的模式,以减少对研究经费的长期依赖。
泰国研究基金会(TRF)认为,如果这四个部门真正合作解决该地区的问题,将有助于该地区管理自身问题,并在未来实现可持续的自力更生。
将甘蔗叶等农业废料转化为玻璃首饰,减少 PM2.5,为社区创造价值。
推动可持续减贫研究,并将其纳入第十四个国家发展计划,以弥合基层社区与发展之间的差距。
“古代天文学”展览开幕,展示了古代人在建造宗教场所方面的智慧。
文化旅游