แสลงใจ! "สว.กอบ" ซัดอดีตตุลาการใช้คำ "รัฐประหารเงียบ" เตือนอย่าชี้นำสังคม令人愤慨!科布参议员抨击前法官使用“无声政变”一词,并警告不要操纵舆论。
"สว.กอบ" ร้อง ป.ป.ช. สอบการทำงาน กกต. และ DSI ปมไต่สวนการได้มาซึ่ง สว. ชี้ส่อปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ฉะแหลกอดีตตุลาการพูด "รัฐประหารเงียบ" มันแสลงใจ เตือน สส.ฝ่ายค้าน กลุ่ม iLaw พฤติกรรมชี้นำสังคม-ก้าวก่ายการทำงาน ระวังเจอคดีอาญา ม.116

วันนี้ (6 ต.ค.2569) พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ต้องการให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ไม่ใช่วินิจฉัยล่วงหน้าว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิด พร้อมย้ำหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์ และขอให้คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการ
พ.ต.อ.กอบ ระบุว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. แล้ว เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย โดยตนไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดว่าร้องเรียนบุคคลใดหรือร้องในประเด็นใด รวมถึงไม่ยืนยันว่าเป็น กกต.เสียงข้างน้อย 2 คนหรือไม่ เนื่องจาก กกต. เป็นองค์กรอิสระ และการตรวจสอบต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย
พร้อมตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่และการให้สัมภาษณ์ของ กกต. โดยระบุว่า กกต. ในฐานะองค์กรอิสระต้องทำหน้าที่โดยอิสระและปราศจากอคติในการใช้ดุลพินิจ ขณะเดียวกันเสียงข้างน้อยต้องยอมรับมติของเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องให้เกียรติเสียงข้างน้อย โดยอ้างหลักรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การลงมติถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้การแสดงความคิดเห็นเพื่อชี้นำสังคม
กรณีการจัดเวทีของราชบัณฑิตและการแสดงความเห็นของอดีตตุลาการ ซึ่งมีการใช้คำว่า "รัฐประหารเงียบ" พ.ต.อ.กอบ ระบุว่า คำดังกล่าวทำให้ตนรู้สึกแสลงใจ เพราะไม่ใช่หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พร้อมเตือนผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหรือเคยทำงานในกระบวนการยุติธรรมว่า เมื่อออกจากตำแหน่งแล้วก็ควรยึดหลักจริยธรรมของนักกฎหมาย และไม่ควรออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ชี้นำว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก
พ.ต.อ.กอบ ยังวิจารณ์ สส.บางส่วนเกี่ยวกับการตรวจสอบประเด็นการได้มาซึ่ง สว. โดยกล่าวหาว่าบางคนไม่มีวุฒิภาวะ และไม่ควรนำกฎหมายของต่างประเทศมาใช้กับบริบทของประเทศไทย พร้อมย้ำว่าเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่ควรถูกนำเสนอว่าเสร็จสิ้นแล้ว โดยระบุว่า ขณะนี้ กกต.มีเพียง "มติ" และไม่ได้มีคำวินิจฉัยที่ถึงที่สุดตามที่บางฝ่ายนำไปอธิบายต่อสังคม
เขายังกล่าวถึงบทบาทของ สส. ในการตรวจสอบ สว. ว่า รัฐสภาประกอบด้วย สส. 500 คน และ สว. 200 คน รวม 700 คน ทุกคนมีสิทธิและเสียงตามบทบาทของตน และการตรวจสอบหน่วยงานหรือบุคคลอื่นควรอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย พร้อมวิจารณ์การใช้อำนาจของกรรมาธิการบางกรณีที่เรียกหน่วยงานหรือบุคคลเข้าชี้แจง
เห็นว่าบางเรื่องอาจไม่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประชาชน แต่ถูกนำไปขยายเป็นประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ปัญหาปากท้อง น้ำท่วม และไฟไหม้ของประชาชนยังต้องได้รับการแก้ไข
สำหรับบทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ในการตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. พ.ต.อ.กอบ ระบุว่า ตนตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ช่วงแรกว่า DSI ไม่มีอำนาจสอบสวนเรื่องดังกล่าวโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ กกต.จะเชิญเข้ามาช่วยดำเนินการ เห็นว่ารัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจของ กกต.เกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ขณะที่ DSI มีอำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และการใช้อำนาจพิเศษต้องดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมการคดีพิเศษ
พ.ต.อ.กอบ ตั้งคำถามเพิ่มเติมถึงการนำเรื่องการได้มาซึ่ง สว. ไปเป็นคดีพิเศษ รวมถึงการที่ กกต.ดึง DSI เข้ามาร่วมดำเนินการว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบหรือไม่ โดยกล่าวถึง "คณะที่ 26" ซึ่งประกอบด้วย DSI 3 คน กกต. 4 คน และมีนักวิชาการประจำวุฒิสภาเป็นประธาน พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและความเสี่ยงเรื่องอคติในการทำงานของคณะดังกล่าว
ส่วนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. พ.ต.อ.กอบ ยืนยันว่า การเลือกตั้ง สว. เป็นไปตามกฎหมาย และการแนะนำตัวของผู้สมัครสามารถดำเนินการได้ตามกรอบกฎหมาย โดยเปรียบเทียบกับการเลือกตั้ง สส.ที่ต้องมีการแสดงรายจ่ายในการเลือกตั้ง ขณะที่การเลือก สว.มีค่าสมัคร 2,500 บาท
พร้อมตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินจำนวนมากว่า หากมีการใช้เงินเกิน 300 ล้านบาทและเข้าหลักเกณฑ์คดีพิเศษ ก็ต้องพิจารณาตามอำนาจของ DSI ไม่ใช่นำกฎหมายของ กกต.มาเชื่อมโยงกับอำนาจคดีพิเศษแล้วนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการไต่สวน สว. โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบเช่นกัน
เมื่อถามถึงแนวทางอื่นในการตรวจสอบ เช่น การรวบรวมรายชื่อส่งประธานวุฒิสภาเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พันตำรวจเอก กอบ ไม่แสดงความเห็นในรายละเอียด โดยระบุว่าไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการให้ความเห็นทางกฎหมาย แต่ย้ำหลักกฎหมายมหาชนว่า การใช้อำนาจต้องมีกฎหมายรองรับ และเมื่อกฎหมายกำหนดให้ กกต.มีอำนาจตรวจสอบเรื่องสิทธิและกระบวนการเลือกตั้ง ก็ต้องดำเนินการตามกรอบดังกล่าว
ส่วนกรณี iLaw ที่ยังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพยานหลักฐานในประเด็นการได้มาซึ่ง สว.กอบ ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและวัตถุประสงค์ของการดำเนินการดังกล่าว โดยเห็นว่าองค์กรที่ทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านกฎหมายไม่ควรใช้ข้อมูลเพื่อชักจูงหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พร้อมตั้งคำถามว่า iLaw มีฐานอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการลักษณะดังกล่าวหรือไม่
พ.ต.อ.กอบ ยังกล่าวว่า กกต. สว. และ สส. ต่างมีฐานกฎหมายรองรับการทำหน้าที่ แต่ iLaw เป็นองค์กรภาคประชาสังคม จึงควรพิจารณาว่าการกล่าวหาบุคคลหรือเปิดเผยข้อมูลในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความปั่นป่วนในสังคมมีขอบเขตอย่างไร พร้อมระบุว่า หากมีการกระทำที่เข้าข่ายสร้างความปั่นป่วนหรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ก็อาจมีประเด็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โดยย้ำว่าการดำเนินคดีเป็นสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบ
พ.ต.อ.กอบ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภายอมรับการตรวจสอบและไม่ได้ออกมาโต้แย้งหรือกล่าวหาใครนอกสภา แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา กลับมีการนำข้อมูลบางส่วนมาอธิบายเสมือนว่ากระบวนการเสร็จสิ้นแล้ว จึงเห็นว่าทุกฝ่ายควรเคารพกฎหมาย เคารพกระบวนการตรวจสอบ และใช้สิทธิของตนภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด
นายกฯ สั่ง "ภาคใต้" ตั้งการ์ดสูงรับมือฝนตกหนัก 4-14 ต.ค.
ข้อมูลใหม่ ผู้ช่วยนักบินจี้ Flydubai อาจมุ่งโจมตีสนามบินอิสราเอล
เปิด 9 ข้อสังเกต “โครงการจัดหาเรือฟริเกต” งบกองทัพเรือ 1.7 หมื่นล้านบาท
今天(2026年10月6日),参议员科布·阿查纳基蒂上校就提交给国家反腐败委员会(NACC)的请愿书发表评论。该请愿书要求对选举委员会(EC)的运作情况进行调查。他表示,希望国家反腐败委员会依法调查事实,而不是预先认定被告有罪。他强调了无罪推定原则,并要求通过正当程序保护被告、证人和相关方的权利。
科布上校表示,一旦案件移交至国家反腐败委员会(NACC),NACC就有责任依法处理。他无法透露被告的具体身份或案件详情,也无法确认被告是否为选举委员会的两名少数族裔成员,因为选举委员会是一个独立机构,其调查必须在其法定权限范围内进行。
他们还质疑选举委员会的表现及其面试工作,指出选举委员会作为独立机构,在行使自由裁量权时必须独立公正。同时,少数派必须接受多数派的决定,多数派也必须尊重少数派的意见,并援引宪法中关于投票应遵循多数原则的规定。他们还呼吁各方避免发表影响社会舆论的言论。
针对皇家学院举办的论坛以及一位前法官使用“无声政变”一词的言论,科布上校表示,他对此感到冒犯,因为这不符合民主治理的原则。他还警告那些曾在独立组织任职或在司法系统工作过的人士,离职后应恪守法律专业人士的职业道德,避免发表任何暗示哪一方正确或错误的言论。
科布上校还批评了一些议员在参议员遴选调查中的做法,指责他们缺乏成熟度,并认为不应将外国法律应用于泰国。他强调,正在审议的事项不应被视为已得出结论,并指出选举委员会目前只有一项“决议”,尚未发布最终裁决,这与某些政党向公众的解释相悖。
他还谈到了议员在监督参议员方面的作用,指出议会由500名议员和200名参议员组成,共计700名成员。每个人都根据其角色享有发言权,对其他机构或个人的监督应当在法律框架内进行。他还批评了一些议会委员会滥用权力,传唤机构或个人进行澄清。
社交媒体上似乎放大了一些可能与公众利益无关的问题,而民众的经济困境、洪水和火灾等问题仍然需要解决。
关于特别调查局(DSI)在参议员遴选过程中的角色,科布警上校指出,他从一开始就注意到,除非选举委员会(EC)邀请,否则特别调查局并不自动拥有调查此类事项的权力。他强调,宪法规定了选举委员会在选举和政党方面的权力,而特别调查局的权力则源于法律层面,行使特别权力必须通过特别案件委员会的机制进行。
科布上校进一步质疑将参议院选举程序指定为特殊情况的做法,以及选举委员会介入特别调查局是否属于其职责范围内的适当行为。他特别提到由三名特别调查局成员、四名选举委员会成员组成、并由一名参议院学者担任主席的“第26委员会”,质疑其中立性及其工作中可能存在的偏见风险。
关于参议员遴选的指控,科布上校警官申明,参议院选举完全依法进行,候选人提名也符合法律规定。他将此与众议院选举进行了比较,众议院选举必须公开选举开支,而参议院选举的报名费仅为2500泰铢。
他们还对超支指控提出质疑,指出如果金额超过3亿泰铢,且符合特殊案件的标准,则应由特别调查局(DSI)负责审理,而不是将选举委员会的法律与特殊案件权限挂钩,并将其作为调查参议员的证据。他们认为这个问题也应该进行调查。
当被问及其他调查方法,例如编制一份名单提交给参议院议长,以便向宪法法院提起诉讼时,科布警官拒绝详细置评,称他并不直接负责提供法律意见。但他强调了公共法律原则,即权力的行使必须依法进行,并且既然法律规定选举委员会有权调查选举权利和程序相关事宜,那么它就必须在法律框架内行事。
针对iLaw持续披露有关参议员遴选过程的证据信息,科布质疑此举的恰当性和目的。他认为,一个致力于提供法律知识的组织不应利用信息误导或欺骗公众,并质疑iLaw是否拥有开展此类活动的法律授权。
科布上校还指出,选举委员会、参议院和众议院履行职责均有法律依据,但iLaw作为一个民间社会组织,应考虑指控个人或披露信息的方式是否可能引发社会动荡。他补充说,如果存在构成制造动乱或影响公共秩序的行为,则可能触犯《刑法》第116条,并强调采取法律行动是受影响者的权利。
科布上校总结道,过去两年里,参议员们接受了审查,没有在议会外公开质疑或指责任何人。然而,当此事进入审议程序时,一些信息却被呈现得好像程序已经结束。因此,他认为各方都应尊重法律,尊重调查程序,并在法律规定的权限范围内行使自身权利。
总理已下令泰国南部地区进入高度戒备状态,以应对10月4日至14日的强降雨。
最新消息:劫持迪拜航空的副驾驶可能原本打算袭击以色列机场。
关于泰国皇家海军价值 170 亿泰铢的护卫舰采购项目的九点看法。