เปิดจักรวาล “โบราณดาราศาสตร์” ภูมิปัญญาคนโบราณสร้างศาสนสถาน揭开“古代天文学”的神秘面纱:古代智慧被用于建造宗教场所。
โบราณดาราศาสตร์ คือ ศาสตร์สหวิชาการ อธิบายถึงท้องฟ้าและดวงดาว กับ ศาสนสถาน หรือสิ่งปลูกสร้างที่คนโบราณสร้างขึ้น การศึกษาฯได้เปิดโลกสู่องค์ความรู้ใหม่ๆ รอผู้สนใจและตั้งคำถาม และภาคภูมิใจกับภูมิปัญญาของบรรพชน

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวนิทรรศการโซนใหม่ “โบราณดาราศาสตร์” ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา ให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
งานโบราณดาราศาสตร์ เป็นสหวิชาการ หากมาดูนิทรรศการจะได้ไอเดีย ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย หากไปวัดจะเข้าใจว่า คนโบราณทำไมจึงวางผังวัดกับดวงดาวลักษณะนี้ จะนำไปสู่คำถามและต่อยอดดาราศาสตร์ กับประวัติศาสตร์ต่อไป
อ.อรพิน ริยาพร้าว หัวหน้ากลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวถึงแนวทางการศึกษา “โบราณดาราศาสตร์" (Archaeoastronomy) ในประเทศไทยเริ่มต้นไม่กี่ปี ก่อนหน้านั้นประเทศไทยมีองค์ความรู้เรื่องเกี่ยวข้องมนุษย์กับท้องฟ้ามาอย่างยาวนาน แต่กระจายในศาสตร์สาขาต่างๆ ซึ่งการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว เชื่อมโยงฤดูกาลในสังคมเกษตรกรรม
ประเทศไทยแม้จะมีองค์ความรู้ท้องฟ้ามาอย่างยาวนาน การศึกษาอย่างเป็นระบบร่วมกัน เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา หรือเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา รศ.สมัย ยอดอินทร์ ผู้ริเริ่มการศึกษาองค์รวม เปรียบเทียบศาสนสถานเปรียบเทียบกับประเพณีท้องถิ่น เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทย
อรพิน ริยาพร้าว หัวหน้ากลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หนึ่งผู้ริเริ่มรวบรวมการศึกษาโบราณดาราศาสตร์
อ.อรพิน กล่าวต่อว่า การศึกษาโบราณดาราศาสตร์ได้นำองค์ความรู้ศึกษาและวิจัยร่วมกัน ประสานองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์สมัยใหม่ เข้ามาช่วยจนเกิดเป็นงานวิจัยด้านโบราณดาราศาสตร์อย่างเป็นระบบและเกิดขึ้นครั้งแรกของประเทศไทย
โบราณดาราศาสตร์ เป็นตัวเสริมการศึกษาด้านดาราศาสตร์ และโบราณคดี กำหนดทิศและอายุของศาสนสถาน หรือโบราณสถาน ปัจจุบันเน้นหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการขุดทางโบราณคดีใต้ดิน แต่การศึกษาดาราศาสตร์ สามารถใช้ตำแหน่งดวงดาวกำหนดค่าอายุโบราณสถานได้
ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ งานเปิดตัวนิทรรศการโซนใหม่ “โบราณดาราศาสตร์” ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่( 2 ต.ค.69)
ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ กล่าวว่า สดร.ได้ศึกษาวิจัยทางโบราณดาราศาสตร์ เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว การพบคัมภีร์อินเดียโบราณ เชื่อมโยงระหว่างการวางทิศของโบราณสถานและศาสนสถาน โดยเฉพาะวัฒนธรรม พราหมณ์-ฮินดู พุทธ ในกลุ่มดาวนักษัตรฤกษ์ที่เป็นกลุ่มดาวด้านดาราศาสตร์ เชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรม การวางทิศของโบราณสถาน
ที่มาของวัฒนธรรมไทยในอดีตได้รับวัฒนธรรมจากอินเดียเยอะ ใช้ภูมิปัญญาวางทิศตามดาวนักขัตฤกษ์ (คือกลุ่มดาว 27 กลุ่มบนท้องฟ้าที่ใช้ในทางโหราศาสตร์ไทยและอินเดีย เพื่อกำหนดฤกษ์ยามและทำนายชะตาชีวิต) ไม่เหมือนเรียกปีแบบจีน ในอดีตพราหมณ์จะเป็นผู้กำหนดทิศและถ่ายทอดองค์ความรู้
การค้นพบสำคัญมาก นักโบราณคดีปัจจุบัน จะไม่ค่อยเข้าใจด้านดาราศาสตร์ แต่ในความเป็นจริง การสร้างศาสนสถาน โบราณสถาน อาคาร สิ่งปลูกสร้างในอดีตจะมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับความดี หรือ ความไม่ดี รวมถึงวัตถุประสงค์การใช้งาน
อ.อรพิน ระบุว่าการศึกษาในช่วงแรกเมื่อ 10 ก่อนเกิดข้อสงสัยการวางผังศาสนสถาน แต่ละแห่งมีการวางทิศทางเข้าแตกต่างกัน แต่เมื่อศึกษาลงลึกรายละเอียด ถ้าเป็นนิกายเดียวกันและสร้างยุคเดียวกัน จนเป็นที่มาของการศึกษาว่าจะต้องมีคัมภีร์ในการออกแบบศาสนสถานเหล่านี้
การศึกษาออกแบบสร้างศาสนสถาน พบว่าในอดีต มีคัมภีร์ วาสดุศาสตร์ พบว่าศาสนสถานที่สำคัญของประเทศไทยมีการวางผังสอดคล้อง วาสดุศาสตร์เกือบทุกที่
การวางผังศาสนสถานมีความเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ดวงดาวจะสามารถบอกได้ว่า ถ้าวางกับทิศดวงดาวดวงนี้ ก่อสร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมอะไร ช่วงไหน และยังบอกสถานะข้างในบรรจุอะไร
ดังนั้นศาสนสถานในอดีตไม่ใช่แต่เพียงอาคาร หรือสถานที่ประกอบศาสนกิจเท่านั้น แต่ศาสนสถานในอดีต คือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์ และจักรวาล โดยเฉพาะดวงอาทิตย์ ดวงดาว
ภาพจำลอง : วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ การวางแนวก่อสร้างไม่ได้หันไปทางทิศตะวันออก เหมือนต้นแบบมหาสูปสาญจี แต่ถูกออกแบบให้เอียงไปทางทิศเหนือมุม 59.74 องศา ให้ตรงกับการขึ้นของกลุ่มดาวมงกุฎเหนือ หรือดาวขอบด้ง ซึ่งชาวล้านนาใช้กำหนดวันวิสาขบูชา
ดร.ศรัณย์ กล่าวสรุปว่า การศึกษาโบราณดาราศาสตร์ คือ ฮวงจุ้ยแบบอินเดีย มีคัมภีร์มากมาย เช่น วัสดุศาสตรา การวางทิศให้เหมาะสม ดังนั้นโบราณสถานในประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดีย จะวางทิศสัมพันธ์กับฤกษ์ หรือ ความเชื่ออะไร เช่น วิสาขะ ฤกษ์ที่สำคัญนิกายเถรวาท โบราณสถานจะวางทิศให้เกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวฤกษ์วิสาขะ
ทิศที่เป็นมงคล ตามความเข้าใจคือทิศตะวันออก แต่ในความเป็นจริง หากดูภาพถ่ายดาวเทียม จะพบว่าจะวางผังเมืองไม่เหมือนกัน เช่น ทำไมวัดพระธาตุดอยสุเทพจึงหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงขึ้นไปทางทิศเหนือ 30 องศา หรือ ปราสาทพนมรุ้งไม่ได้วางแกนหลักเป็นทิศตะวันออก โบราณสถานเฉียงไปในทิศต่างๆ
การวางทิศศาสนสถานไม่ได้เกิดจากความคาดเคลื่อนแต่เกิดจากความจงใจ มองความสำคัญวัตถุประสงค์การสร้างศาสนสถานให้เข้ากับความเชื่อ ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันจะส่งผลในแง่ความดี หรือ ไม่ดีอย่างไร
“ปราสาทพนมรุ้ง” การศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเดือนเมษายน การขึ้นดวงอาทิตย์ตรงกับ 15 ช่องประตูเป็นเรื่องมหัศจรรย์? ดร.ศรัณย์ กล่าวว่า คณะวิจัยฯค้นพบ คือ การวางทิศของปราสาทพนมรุ้ง ที่เฉียงไปทางเหนือเล็กน้อย สอดคล้องกับฤกษ์เถลิงศก แบบขึ้นปีใหม่อินเดีย ทิศกลุ่มดาวย้ายไปราศีเมษ คนในอดีตการสังเกตกลุ่มดาวราศีเมษ ทำไม่ได้เนื่องจากดวงอาทิตย์สว่างมาก คนโบราณจึงสังเกตจากการตกของดาว “สไปกา” หรือ “ดาวจิตราฤกษ์” จะตกลับขอบฟ้าพร้อมกับดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก
“ปราสาทพนมรุ้ง” ความอัศจรรย์ คือ การวางทิศให้ตรงกับการตกของดาวสไปกาผ่าน 15 ช่องประตูก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น เป็นสิ่งสามารถคำนวนย้อนกลับทางโบราณดาราศาสตร์ เมื่อกำหนดทิศทางแกนหลักของปราสาทพนมรุ้งเกิดขึ้นเมื่อไหร่?
ภาพจำลอง : ปราสาทหินพนมรุ้ง ศาสนสถานฮินดู สมัยพุทธศตวรรษที่ 14 มีสถาปัตยกรรมเชื่อมโยงกับโบราณดาราศาสตร์ ปรากฎหการณ์ดวงอาทิตย์ส่องลอดช่อง 15 ช่องประตูเกิดจากการคำนวณทิศโดยใช้ดาวสไปกา(ดาวรวงข้าว) อ้างอิงฤกษ์จิตรา เพื่อให้สอดรับกับประเพณี “วันเถลิงศก” หรือวันขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์
พระมหาธาตุนครศรีธรรมราช ดร.ศรัณย์ ระบุว่า การวางทิศสัมพันธ์กับวันขึ้นปีใหม่ของอินเดีย การเถลิงศก หรือการวางทิศในอดีต จะเป็นวันเดียวกับวันพระธาตุไม่มีเงาตอนเที่ยงวัน หรือวันพระอาทิตย์ตั้งฉากเหนือพระธาตุ ซึ่งทีมวิจัยฯค้นพบในปี 2568 เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความตั้งใจของผู้สร้างในการวางตำแหน่ง หรือวางทิศ
ส่วน อ.อรพิน กล่าวถึงการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ในประเทศไทย ได้เริ่มศึกษาที่ จ.เชียงใหม่ เมืองหลวงอาณาจักรล้านนา เช่น ผังเมือง ผังวัดสำคัญ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ วัดเจ็ดยอดฯ วัดเจดีย์หลวงฯ
เมื่อได้องค์ความรู้ในเมืองเชียงใหม่ได้เริ่มขยายไป จ.ลำพูน ศึกษาวัดพระธาตุหริภุณชัย หรือ จ.ลำปาง ศึกษาวัดพระเเก้วดอนเต้า วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.เชียงราย วัดพระธาตุดอยตุง และ จ.พะเยา วัดศรีโคมคำ วัดพระธาตุจอมทอง
ส่วน จ.สุโขทัย ศึกษาวัดสำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา และศึกษาวัดสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น วัดอรุณฯ วัดพระเชตุพนฯ วัดสระเกษฯ และวัดสุทัศน์ฯ ภาคใต้ เช่น พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช
นอกจากนี้ยังศึกษาศาสนสถานในศาสนาอื่น เช่น กลุ่มปราสาทหินในประเทศไทย เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมวัน
ภาพจำลอง : ปราสาทหินพิมาย ศาสนสถานในศาสนาพุทธ สร้างช่วง พ.ศ. 1550-1700 แกนหลักปราสาทไม่ได้หันไปหาเมืองพระนครตามที่เคยเข้าใจ แต่หันไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุม 69.5 องศา เพื่อรองรับกับการขึ้นของดาวลูกไก่ สัมพันธ์กับทิศทางของพระอัคนี(เทพแห่งไฟ) และเทศกาลเฉลิมฉลองด้วยไฟในวันปีใหม่ตามจันทรคติ (คล้ายประเพณีลอยกระทง)
ความเชื่อทางด้านศาสนาที่แตกต่างกัน รูปแบบของศาสนสถาน ที่น่าสนใจที่ซ่อนอยู่ คือการวางผังศาสนสถาน ล้วนเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ดาวแต่ละดวงเชื่อมโยงกับเทพเจ้า พิธีกรรมทางศาสนา
อ.อรพิน ยกตัวอย่างกรณีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ การวางทิศดวงดาวจะต้องเป็นดาวอ้างอิงฤกษ์วิสาขะเท่านั้น ถ้าไม่ใช่พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันต์องค์อื่นจะวางทิศกับดาวดวงแก้ว ซึ่งผลกระทบจากจุดวิษุวัต(จุดตัดบนทรงกลมท้องฟ้า)
แกนโลกส่ายทำให้การดูตำแหน่งดาวปัจจุบัน ย้อนกลับไปปีแกนทิศ จะทำให้ทราบปีที่วางผังสร้าง ซึ่งเป็นประโยชน์ดวงดาวสามารถไขอายุโบราณสถานได้ นอกจากนั้นดวงดาว ยังเชื่อมโยงกับเทพเจ้า ฤกษ์แต่ละฤกษ์จะมีดาวอ้างอิงจะมีเทพเจ้าประจำฤกษ์ การวางทิศกับเทพเจ้าใดๆก็ตามจะมีพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าองค์นั้น
อ.อรพิน กล่าวว่าการค้นพบสำคัญแต่ละท้องที่หากวางทิศเป็นศาสนสถานนิกายเดียวกัน จะวางทิศกับดวงดาวเดียวกัน เช่น พุทธศาสนานิกายใดวางทิศกับนิกายมหาวิหาร ศูนย์กลางเมืองอนราชปุระ ศรีลังกา จะวางศาสนสถานกับดาวรวงข้าว เมื่อดวงอาทิตย์ตกขอบฟ้า จะสื่อถึงวันเถลิงศกสงกรานต์ตามปฏิทินสุริยคติ ในประเทศไทยพบ เช่น พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช วัดมหาธาตุสุโขทัย วัดป่าแดงหลวงเชียงใหม่
กรณีวางทิศนิกายอภัยคีรีวิหาร ต้นแบบของนิกายมหายาน หรือวัชรยานปัจจุบัน ศาสนสถานทุกที่จะวางทิศกับดาวไถ หรือดาวเข็มขัดนายพราน ดังนั้นการออกแบบ หรือวางทิศไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามทางสถาปัตยกรรม แต่เป็นการส่งต่อคติความเชื่ออัตลักษณ์ของนิกายที่ฝากไว้ในแผ่นดิน
ดร.ศรัณย์ กล่าวว่าโบราณดาราศาสตร์ มีความสำคัญต่อสังคมไทย สิ่งแรกคือทำให้ทราบถึงภูมิปัญญาของบรรพชน เรื่องของอำนาจละมุน (Soft power) เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าถึงความเป็นมา ที่มาของโบราณสถาน ทำให้คนสนใจงานด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์มากขึ้น รวมถึงความสนใจภูมิปัญญาที่ซ่อนอยู่ในแต่ละชุมชนที่รอการค้นพบ และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย
การศึกษาโบราณดาราศาสตร์ในอนาคต ? สดร.ได้การขยายการศึกษาไปต่างประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ศึกษาประเทศต้นตำรับภูมิปัญญา ความเชื่อ สิ่งที่คนโบราณนำมาใช้กำหนดทิศทาง รูปแบบศาสนสถานในสมัยโบราณ ซึ่งทางศาสนาพราหมณ์การกำหนดเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมาก ในประเทศไทยความรู้เหล่านี้ขาดช่วงตอนเสียกรุงครั้งที่ 2
การจำลองแผนผังศาสนสถานสำคัญในประเทศไทย สัมพันธ์กับดวงดาว ผ่านการจัดแสดงที่เข้าใจง่ายและเน้นมีส่วนร่วมเรียนรู้ด้วยตัวเองและผ่านวิดีทัศน์
โบราณดาราศาสตร์ คือ การศึกษาวิจัย มีส่วนทำให้เข้าใจภูมิปัญญาของบรรพชนในไทยและภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ดาราศาสตร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญให้ย้อนเวลาเข้าใจบรรพชนคิดอย่างไร ในองค์ความรู้ต่างๆ
ด้าน อ.อรพิน กล่าวว่าหลังจากทำงานมา 10 กว่าปี เริ่มมีมัคคุเทศก์ จัดทริปการท่องเที่ยวโบราณดาราศาสตร์หลายแห่ง การศึกษาด้านโบราณดาราศาสตร์ได้เปิดมิติใหม่การท่องเที่ยว สามารถท่องเที่ยวตอนกลางคืนเชื่อมโยงทางดาราศาสตร์ ตำแหน่งดาว พิธีกรรมและประเพณี นอกจากนี้ดวงดาว ยังบ่งบอกสิ่งก่อสร้างเพื่อพิธีกรรมใด เพื่ออะไร ประตูทางทิศเหนือ ทำไมเชื่อมโยงทางทิศนี้ เชื่อมโยงเทพเจ้าองค์ไหน และทำไมจึงมีพิธีกรรมแบบนี้
เรื่องราวและความรู้ทางโบราณดาราศาสตร์ ทำให้คนได้รับฟังการวางผังศาสนสถานของไทย ไม่ได้มีแค่ความสวยงามภายนอก แต่คือองค์ความรู้มหาศาลที่ซ่อนอยู่ เช่น ทางคณิตศาสตร์ ระบบปฏิทิน ภูมิปัญญาด้านดาราศาสตร์ ไม่ได้น้อยหน้าชาติใดในโลก
รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
泰国国家天文研究所(NARIT,隶属于高等教育、科学、研究与创新部)在清迈府湄林县诗琳通天文公园和宋卡府查伦帕吉亚特七世诞辰纪念天文台开设了名为“古代天文科学”的新展览区。自2026年10月3日起免费入场。
古代天文学是一门交叉学科。参观展览将帮助您轻松理解相关概念。参观神庙将有助于您理解古代人为何要根据星象来设计神庙的布局。这或许会引发您对天文学和历史的进一步思考和研究。
泰国国家天文研究所天文历史与遗产研究组组长奥拉平·里亚普拉奥副教授解释说,泰国的“考古天文学”研究起步仅数年。在此之前,泰国虽然拥有悠久的人类与天体关系知识史,但这些知识分散在各个学科中。在农业社会,人们将太阳、月亮和星星的运行轨道与季节联系起来。
尽管泰国拥有悠久的天文知识传统,但系统性、合作性的天文研究直到近几十年,也就是大约50年前才出现。萨迈·约丁特副教授开创了将宗教场所与当地传统进行比较的整体性研究,为泰国此类研究奠定了基础。
泰国国家天文研究所天文历史与遗产研究组组长奥拉平·里亚普拉奥是古代天文学研究的先驱之一。
奥拉平教授进一步指出,古代天文学的研究汇集了知识和研究成果,融合了现代天文学知识,创建了一个系统性的古代天文学研究项目,这是泰国首个此类项目。
考古天文学是对天文学和考古学研究的补充,用于确定宗教遗址或历史古迹的方向和年代。目前,研究重点在于科学测年,主要通过地下考古发掘进行。然而,天文研究也可以利用星体的位置来确定古代遗址的年代。
泰国国家天文研究所所长 Sarun Poshyachinda 博士在清迈府湄林县诗琳通天文公园新展览区“古代天文学”开幕式上致辞(2026 年 10 月 2 日)。
泰国国家天文研究所(NARIT)所长萨伦·波什亚钦达博士表示,NARIT在过去七八年中一直致力于古代天文学的研究。古代印度经文的发现将古代遗址和宗教场所(尤其是在婆罗门教-印度教和佛教文化中)的方位与星座(星宿)联系起来,而星座本身就是天文单位。这项研究将这些与文化遗产以及古代遗址的方位联系起来。
泰国文化的起源在过去深受印度影响。他们运用根据月相星座(泰国和印度占星术中用于确定吉时和预测命运的27个星座)来确定方位的智慧,这与中国以年份命名的制度不同。过去,婆罗门负责确定方位并传承这些知识。
这是一项非常重要的发现。现代考古学家对天文学的了解并不深入,但实际上,过去宗教场所、历史古迹、建筑物和构筑物的建造往往与善恶信仰及其预期用途有关。
奥拉平教授指出,十年前的早期研究对宗教场所的布局提出了疑问,注意到每个场所的入口方向都不同。然而,经过更深入的研究,人们发现,如果这些场所属于同一教派且建于同一时期,那么研究的重点就在于探究设计这些宗教场所是否需要经文的指导。
对宗教场所设计和建造的研究表明,古代文献,如《瓦斯杜沙斯特拉》,表明泰国的大多数重要宗教场所都是按照其原则设计的。
宗教场所的布局与天文现象密切相关。星辰可以指示建筑物与特定恒星的方位,指示当时举行的特定仪式,甚至指示建筑物内部的供奉物品。
因此,过去的宗教场所不仅仅是建筑物或礼拜场所,而是连接人类世界和宇宙,特别是太阳和星星的神圣空间。
重建:素贴寺的建筑朝向不像最初的玛哈素帕桑奇寺那样朝东,而是向北倾斜 59.74 度,与月冠星座的升起方向一致,兰纳人以此来确定卫塞节的日期。
萨伦博士总结道,古代天文学的研究与印度风水有相似之处,两者都有许多关于材料、武器以及方位摆放的经典。因此,泰国的古代遗址受到了印度的影响,它们的朝向通常与吉时或信仰相关,例如南传佛教中的重要吉时——卫塞节。古代遗址的朝向正是根据卫塞节星宿而确定的。
人们通常认为东方是吉祥方位。然而,卫星图像显示,城市布局实际上千差万别。例如,素贴寺为何朝向东北30度?帕侬隆城堡为何并非正东?许多古代遗址的朝向也各不相同。
宗教场所的朝向并非错误,而是经过深思熟虑的选择,这考虑到了建造宗教场所的重要性和目的,即与信仰相符,以及星辰、太阳和月亮与日常生活的关系,以及它们将如何影响事物,无论是积极的还是消极的。
“帕侬隆寺”:每年四月,太阳会从寺庙的15个门洞直射而出,这究竟是奇迹还是阴谋?萨伦博士表示,研究团队发现,帕侬隆寺略微向北倾斜的朝向,恰好与印度新年吉时相吻合。此时,星座将移至白羊座。过去,由于阳光过于强烈,人们无法观测到白羊座。因此,古人会观测“角宿一”(或称“室宿一”)的落日,它会在太阳从东方升起的同时落入地平线以下。
帕侬隆寺的奇妙之处在于,日出前,寺内15扇门洞与角宿一的落日方向完全吻合。这种角度可以通过古代天文原理计算得出。那么,帕侬隆寺的主轴线是什么时候确定的呢?
重建:帕侬隆寺是一座始建于14世纪的印度教寺庙,其建筑风格与古代天文学密切相关。据说,阳光透过寺庙的15个门洞照射进来,是利用角宿一和室女座计算方位的结果,这与婆罗门新年“塔林索克”的传统习俗不谋而合。
关于那空是贪玛叻佛塔,萨伦博士指出,其朝向与印度新年、新年伊始或历史朝向有关。它与佛塔正午无影之日,即太阳直射头顶之日相吻合。该研究团队于2025年发现,佛塔的方位反映了建造者在选址或朝向上的意图。
至于奥拉平教授,她提到泰国古代天文学的研究始于兰纳王国的首都清迈,包括城市规划和重要寺庙的布局,如素贴寺、契多寺和契迪龙寺。
在清迈获得的知识一旦得到掌握,便开始扩展到南奔府,学习了帕塔哈里蓬猜寺;扩展到南邦府,学习了帕凯奥东陶寺和帕塔兰邦銮寺;扩展到清莱府,学习了帕塔多伊通寺;扩展到帕尧府,学习了西孔康寺和帕塔乔姆通寺。
在素可泰府,研究对象包括素可泰-西萨查那莱历史公园内的重要寺庙;在阿瑜陀耶府,研究对象包括拉达那哥欣时期的重要寺庙,如郑王庙、切图蓬寺、萨格寺和素泰寺;在南部,研究对象包括帕博罗玛塔寺和那空是贪玛叻寺。
它还研究其他宗教的宗教场所,例如泰国的石砌城堡群,包括帕侬隆城堡、芒潭城堡、披迈城堡和帕侬旺城堡。
重建:披迈石堡,一座建于公元 1550 年至 1700 年间的佛教宗教场所。该城堡的主轴线并非如先前认为的那样面向吴哥窟,而是朝向东北,角度为 69.5 度,以适应昴星团的升起,昴星团与火神阿耆尼的方向以及以火为主题的新年庆祝活动(类似于水灯节)有关。
不同的宗教信仰和宗教场所的形式揭示了许多引人入胜的隐秘层面,尤其是这些场所的布局,它们往往与自然现象息息相关。每一颗星都与一位神祇相关联,并据此举行相应的宗教仪式。
奥拉平教授举了供奉佛陀舍利的例子。星辰的排列必须完全基于卫塞节的星座。如果不是佛陀舍利,其他阿罗汉就会根据天球的运行规律来排列星辰,而这又会受到春分点(天球上的交点)的影响。
地球自转轴的摆动导致星辰的当前位置向方位轴偏移,从而揭示出遗址规划或建造的年份。这一源自占星术的信息可用于确定古代遗迹的年代。此外,星辰与神灵息息相关;每个吉时(或农历)都有其对应的参考星和守护神。特定方位或神灵的安放都伴随着特定的祭祀仪式。
奥拉平教授指出,每个地点的重要发现,如果与同一佛教宗派相关,其朝向也会与相同的星座相符。例如,与斯里兰卡阿瑙拉德普勒中心的摩诃毗诃罗宗相关的佛教宗派,其宗教场所的朝向会与大熊座相对应。日落之时,根据太阳历,标志着泼水节的开始。在泰国,例如那空是贪玛叻府的帕博罗玛塔寺、素可泰府的玛哈泰寺以及清迈的帕登銮寺,都与泼水节相关。
以阿拜吉里寺为例,作为当今大乘佛教或金刚乘佛教的原型,所有宗教场所都面向北斗七星,即猎户座腰带。因此,其设计或朝向不仅是为了建筑之美,更是为了传承留在这片土地上的宗派的信仰和身份认同。
萨伦博士指出,古代天文学对泰国社会意义重大,原因有以下几点。首先,它揭示了先祖的智慧,并阐释了软实力的概念。它讲述了古代遗址的起源和历史,激发了人们对考古和历史的浓厚兴趣。此外,它还能激发人们对每个社区中蕴藏的、等待发掘的智慧的兴趣,并促进社区旅游的发展。
古代天文学研究的未来?泰国国家天文研究所(NARIT)已将研究拓展至印度和印度尼西亚等国,以探究古代智慧、信仰的起源,以及古代人们用于确定方位和规划古代宗教场所的方法。在婆罗门教中,这些考量至关重要。在泰国,这些知识在第二次阿瑜陀耶王朝覆灭后失传。
展览根据星象重新构建了泰国重要宗教场所的布局,以易于理解的形式呈现,强调互动学习,并包含视频。
古代天文学是一门研究领域,有助于我们了解泰国和东南亚先民的智慧。天文学是穿越时空、了解先民思维方式以及他们如何运用各种知识的重要工具。
奥拉平教授指出,经过十多年的工作,导游们开始组织前往各个古代天文遗址的旅行。对古代天文学的研究为旅游业开辟了新的维度,使得夜间游览成为可能,并将天文学、星象、仪式和传统联系起来。此外,星象也揭示了某些建筑和仪式的用途;例如,为什么北门与那个方向相连?它与哪些神灵相关?以及为什么要举行某些特定的仪式?
这些故事和古代天文知识使人们能够理解泰国宗教场所的规划,这些场所不仅美观,而且还蕴含着大量的隐藏知识,例如数学、历法系统和天文智慧,其水平与世界上任何其他国家都相媲美。
报道人:Kowit Boontham,泰国公共电视台记者,北部地区新闻中心。
文化旅游