← 返回新闻首页
泰国权威

ประหารแล้วไม่ตาย! นักโทษหญิงสหรัฐฯ ฟื้น-พูดได้หลังถูกฉีดยาพิษ 2 เข็ม

"คริสตา ไพก์" นักโทษประหารหญิงในเทนเนสซี ฟื้นและพูดได้แล้ว หลังถูกฉีดยาพิษ 2 ครั้งแต่ไม่เสียชีวิต ผู้เชี่ยวชาญระบุอาจเป็นกรณีแรกที่นักโทษรอดหลังได้รับสารพิษจากการประหาร ขณะที่รัฐสั่งสอบสวนและยังตอบไม่ได้ว่าจะประหารเธออีกครั้งได้หรือไม่

Thai PBSThai PBS查看原文 ↗
被处决但没死!一名美国女囚犯在接受两针致命注射后恢复过来并能说话。

วันนี้ (7 ต.ค.2569) BBC รายงานว่า คริสตา ไพก์ นักโทษประหารหญิงวัย 50 ปีในรัฐเทนเนสซี สหรัฐฯ ฟื้นขึ้นมาและสามารถพูดได้แล้ว หลังรอดชีวิตจากการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในภาวะวิกฤต และยังต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ทนายความระบุว่า แม้เธอจะรู้สึกตัวแล้ว แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีความเสียหายต่อสุขภาพในระยะยาวหรือไม่ และอย่างน้อยต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นตัว

เกิดอะไรขึ้นในห้องประหาร ?

ไพก์ ถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรม คอลีน สเลมเมอร์ วัย 19 ปี เมื่อปี 2538 และมีกำหนดถูกประหารในรัฐเทนเนสซีในวันที่ 30 ก.ย.2569 หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้ประหาร เธอถูกฉีดยาในกลุ่มกดประสาทในปริมาณสูงเพื่อการประหารชีวิต แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ฉีดยาให้เธอถึง 2 ครั้ง หัวใจของไพก์ก็ยังคงเต้นอยู่

ทนายความของไพก์ระบุว่า ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่เรือนจำพยายามเปิดเส้นเลือดดำเพื่อเดินยาเข้าสู่ร่างกายอย่างน้อย 7 ครั้ง ระหว่างการดำเนินการ ไพก์ถูกระบุว่า ร้องไห้ คราง และหายใจเสียงดัง แต่ทีมประหารไม่ตระหนักว่าเส้นเลือดอาจแตกหรือตีบตัน จนทำให้ยาพิษเข้าสู่ร่างกายเพียงบางส่วนหรือไม่ได้เข้าสู่กระแสเลือดตามที่ควรจะเป็น

หลังได้รับยาพิษทั้ง 2 ครั้ง ไพก์ถูกนำส่งโรงพยาบาลและหมดสติอยู่หลายวัน เธอต้องใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะที่แพทย์พยายามรักษาอาการและกำจัดยาพิษออกจากร่างกาย ทนายความของเธอยังยื่นคำร้องฉุกเฉินเพื่อขอรักษาหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการประหารที่ผิดพลาดครั้งนี้

ทำไมยาพิษ 2 โดสจึงไม่ทำให้เธอเสียชีวิต ?

ข้อผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน เพราะทีมกฎหมายของไพก์เคยยื่นคัดค้านกระบวนการฉีดยาพิษของรัฐตั้งแต่เดือน ม.ค. โดยระบุว่านักโทษมีภาวะเกล็ดเลือดสูง หรือ Thrombocytosis และมีเส้นเลือดขนาดเล็ก ทำให้การแทงเข็มทำได้ยากกว่าปกติ ทนายสตีเฟน เฟอร์เรลล์ ระบุภายหลังว่า การเปิดเส้นเลือดสำหรับการประหารมีความยากมากกว่าการเจาะเลือดทั่วไป และทีมกฎหมายเคยเตือนรัฐแล้วว่าอาจเกิดปัญหาลักษณะนี้

แรนดี สไปวีย์ ทนายอีกคนของไพก์ กล่าวว่า ระหว่างที่การประหารดำเนินอยู่ เขาสังเกตเห็นว่าแขนขวาของนักโทษเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง และหลังจากฉีดยาพบอาการแสบร้อน พุพอง บริเวณจุดที่ฉีด ทนายเฟอร์เรลล์กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ แพทย์ยังคงพยายามกำจัดยาพิษทั้ง 2 โดสออกจากร่างกายของเธอ

หนึ่งในคำอธิบายทางการแพทย์ที่ทีมกฎหมายเสนอคือ ยาอาจไม่ได้เข้าสู่กระแสเลือดในระดับที่เพียงพอจะทำให้เสียชีวิต ดร.โจเอล ซิออต วิสัญญีแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาแก่ฝ่ายจำเลย กล่าวว่า หากยาพิษทั้ง 2 โดสเข้าสู่กระแสเลือดและไหลเวียนตามปกติ ปริมาณดังกล่าวน่าจะทำให้ไพก์เสียชีวิตได้

แต่การที่เธอรอดชีวิต อาจหมายความว่าระดับยาในเลือดไม่สูงพอ โดยตุ่มพองที่แขนหลังการประหาร อาจเป็นสัญญาณของเส้นเลือดที่แตก ทำให้ยาพิษแพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังแทน

ซิออตยังระบุว่า ภาวะ Thrombocytosis ของไพก์ อาจมีส่วนทำให้เกิดลิ่มเลือดบริเวณจุดฉีด ซึ่งอาจขัดขวางไม่ให้ยาพิษเข้าสู่เส้นเลือดได้ตามปกติ ขณะเดียวกันยังมีข้อสงสัยว่ายาที่ใช้ในการประหารอาจเสื่อมสภาพหรือไม่ อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์เทนเนสซียังไม่ได้ตอบข้อกล่าวหาของฝ่ายไพก์เรื่องยาที่อาจเสื่อมสภาพ และยืนยันว่ายาพิษที่ใช้ในการประหารที่ผ่านมาให้ผลอย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด

ผู้เชี่ยวชาญชี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย

สิ่งที่ทำให้กรณีของไพก์แตกต่างจากการประหารที่ผิดพลาดอื่น ๆ คือ เธอไม่ได้เพียงรอดจากขั้นตอนการประหาร แต่ยังได้รับสารที่ใช้ในการประหารเข้าสู่ร่างกายและสามารถกลับมารู้สึกตัวได้ เดโบราห์ เดนโน นักอาชญาวิทยาและศาสตราจารย์จาก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ระบุว่า เธอรู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับการฟื้นตัวของไพก์

ข้อมูลในอดีต มีนักโทษ 7 คนที่รอดจากการประหารชีวิต แต่ในกรณีเหล่านั้น เจ้าหน้าที่ไม่สามารถฉีดสารเข้าสู่เส้นเลือดของนักโทษได้สำเร็จ ขณะที่ไพก์เป็นกรณีที่เชื่อว่าเป็นรายเดียวที่มีสารพิษถูกฉีดเข้าสู่ร่างกายแล้วยังรอดชีวิต

การประหารชีวิตที่ผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหม่ในสหรัฐฯ และปัญหาเรื่องการหาเส้นเลือดก็เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง บางกรณีเจ้าหน้าที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะหาเส้นเลือดที่เหมาะสมได้ ขณะที่บางกรณีต้องยุติการประหารเพราะไม่สามารถเปิดเส้นเลือดหรือทำให้น้ำยาเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จ โดยศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิต ระบุว่า ในปี 2565 มากกว่า 1 ใน 3 ของการประหารชีวิตในสหรัฐฯ ที่เกิดความผิดพลาดหรือมีปัญหาร้ายแรง

รัฐเทนเนสซียังเคยพบปัญหาในปี 2569 ก่อนกรณีของไพก์ โดยการประหารโทนี คาร์รัทเธอร์ส ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักพาตัวและฆาตกรรม 3 คนในปี 2537 ถูกเลื่อนออกไปในเดือน พ.ค. หลังเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาเส้นเลือดสำหรับฉีดยาพิษได้ และผู้ว่าการรัฐได้ให้เวลาพักโทษประหารแก่เขาอีก 1 ปี

รัฐเทนเนสซีทำอะไรหลังการประหารผิดพลาด ?

หลังการประหารไพก์ล้มเหลว ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซี บิล ลี สั่งให้มีการสอบสวนโดยบุคคลภายนอก และประกาศระงับการประหารชีวิตในรัฐที่เหลือของปีนี้ พร้อมประกาศว่า แฟรงก์ สตราดา กรรมาธิการกรมราชทัณฑ์จะก้าวลงจากตำแหน่ง โดยลีระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของรัฐ และการสอบสวนเป็นเรื่องที่เหมาะสมและจำเป็น

ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบจากทางการว่า รัฐจะพยายามประหารชีวิตไพก์อีกครั้งหรือไม่ เพราะระเบียบของรัฐก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร หากนักโทษยังมีชีวิตอยู่หลังได้รับยาครั้งที่ 2 กรมราชทัณฑ์เทนเนสซีระบุเพียงว่า ระเบียบการประหารไม่ได้เปิดทางให้ดำเนินขั้นตอนเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ดำเนินไปแล้ว

ฝ่ายกฎหมายของไพก์ได้ยื่นขอให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตของเธอ ขณะที่ทนายความมีกำหนดขึ้นศาลและแถลงข่าวเกี่ยวกับอาการของเธอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำร้องจะนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร

ในอดีต ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ไม่ได้มีแนวทางที่จะห้ามการประหารชีวิตครั้งที่ 2 โดยอัตโนมัติ หากการประหารครั้งแรกไม่สำเร็จ โดยในปี 2567 ศาลอนุญาตให้รัฐแอละแบมาดำเนินการประหารเคนเนธ ยูจีน สมิธเป็นครั้งที่ 2 หลังความพยายามประหารด้วยการฉีดยาพิษในปี 2565 ล้มเหลว และครั้งที่ 2 ใช้วิธีทำให้ขาดออกซิเจนแทน

สำหรับอาการของไพก์ แม้ล่าสุดเธอจะรู้สึกตัวและพูดได้ แต่แพทย์ยังไม่สามารถระบุผลกระทบระยะยาวได้อย่างชัดเจน ซิออตเคยประเมินว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้ระดับยาพิษในร่างกายลดลงมากพอที่จะสามารถตรวจระบบประสาทได้อย่างเหมาะสม

และในช่วงเวลาดังกล่าว ยังเป็นเรื่องยากสำหรับบุคคลภายนอกที่จะประเมินความเสียหายที่แท้จริง เขาระบุว่าความเสี่ยงสำคัญยังไม่หมดไป และหากไพก์รอดชีวิต เธออาจมีภาวะทางการแพทย์ร้ายแรงที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว

รัฐบาลกลางห้ามใช้ยาพิษประหารชีวิต

สำหรับยาพิษที่ใช้ในการประหารชีวิต เป็นยากดประสาทที่ทำให้การทำงานของร่างกายและระบบประสาทช้าลง แต่หากใช้ในปริมาณสูงสามารถนำมาใช้ในการประหารชีวิตได้

การใช้ยาชนิดนี้ถูกจับตามองมากขึ้นหลังการทบทวนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ยาอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น รัฐบาลกลางจึงห้ามใช้ยาพิษชนิดกดประสาทในการประหารชีวิตของรัฐบาลกลาง แต่คำสั่งดังกล่าวไม่ได้บังคับใช้กับรัฐอย่างเทนเนสซี ซึ่งสามารถกำหนดวิธีการประหารของตนเองได้

เบื้องหลังคดีที่นำไพก์มาสู่แดนประหารเกิดขึ้นเมื่อปี 2538 เมื่อเธอฆ่าคอลีน สเลมเมอร์ วัย 19 ปี ที่ค่ายสำหรับเยาวชนที่มีปัญหา โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นร่วมกับทาดาริล ชิปป์ แฟนหนุ่มของเธอ ไพก์กล่าวหาว่าสเลมเมอร์ดูหมิ่นเธอและพยายามแย่งชิปป์ไปจากเธอ

ไพก์ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 2539 ส่วนชิปป์ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตและมีสิทธิขอทัณฑ์บน โดยเขาไม่ถูกลงโทษประหารชีวิต เนื่องจากขณะก่อเหตุยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ผู้ใหญ่ตามกฎหมาย

กรณีของไพก์จึงไม่ได้จบลงเพียงคำถามว่า "การประหารผิดพลาดได้อย่างไร" แต่กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงทั้งด้านกระบวนการประหาร ความปลอดภัยทางการแพทย์ ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ และสิทธิของนักโทษประหาร

ขณะที่รัฐเทนเนสซีต้องตอบคำถามสำคัญว่าเหตุใดการฉีดยาพิษ 2 ครั้งจึงไม่ทำให้เธอเสียชีวิต และหากเธอฟื้นตัวต่อไป รัฐจะดำเนินการอย่างไรกับโทษประหารชีวิตที่ยังคงอยู่

"เจเศรษฐ์" ยืนยัน "แฟลตคลองจั่น" เข้าเกณฑ์น้ำล้อม 7 วัน ได้เงินเยียวยา

ชู 4 วาระ ดันเศรษฐกิจโลกยั่งยืน ไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026

เวที IMF-World Bank 2026 เปิดประตูการค้า-ลงทุน ชู Soft Power สู่สายตาโลก

手机左右滑动,电脑按 ← → 键,也能切换新闻