เช็กอาการป่วย "โรคมือ เท้า ปาก" เฝ้าระวังการระบาดในเด็กเล็ก ช่วงหน้าฝน雨季期间,检查幼儿手足口病的症状并监测疫情爆发情况。
"กรมควบคุมโรค" ย้ำเฝ้าระวัง "โรคมือ เท้า ปาก" พบบ่อยในเด็กเล็กช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แนะสถานศึกษาเฝ้าระวังการระบาด เพิ่มความเข้มงวดการคัดกรอง

"กรมควบคุมโรค" ย้ำเฝ้าระวัง "โรคมือ เท้า ปาก" พบบ่อยในเด็กเล็กช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แนะสถานศึกษาเฝ้าระวังการระบาด เพิ่มความเข้มงวดการคัดกรอง แนะผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการป่วย
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคมือ เท้า ปาก ยังเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังในกลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งในช่วงฤดูฝนมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และมักพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหลายพื้นที่ เนื่องจากเด็กมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิด และมีการใช้สิ่งของสัมผัสร่วมกัน จึงเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรคเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้สถานศึกษาและผู้ปกครองร่วมกันเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด
สำหรับสถานการณ์โรคมือ เท้า ปาก ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 53,362 ราย เสียชีวิต 1 ราย อัตราตาย 0.002 ต่อประชากรแสนคน กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 0 – 4 ปี รองลงมาเป็น กลุ่มอายุ 5 – 9 ปี และกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้ เป็นผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จำนวน 5,408 ราย โดยภาพรวมสถานการณ์โรคมือ เท้า ปาก ในปี 2569 พบว่าจำนวนผู้ป่วยยังคงต่ำกว่าปีที่ผ่านมา
นายแพทย์มณเฑียร กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการสำคัญของโรคมือ เท้า ปาก ได้แก่ มีไข้ร่วมกับมีแผล หรือตุ่มแดงในปาก เช่น บริเวณลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น สำหรับเด็กเล็กอาจมีอาการงอแง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหลหรือบ่นเจ็บปาก ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของบุตรหลาน โดยเฉพาะก่อนพาไปโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก
หากพบอาการดังกล่าว ให้สงสัยว่าเด็กอาจป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก และพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา ควรให้เด็กพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และไม่ควรพาเด็กไปโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีเด็กรวมกัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หากเด็กมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก ซึมลง ชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ให้คำแนะนำสำหรับสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดังนี้
1. คัดกรองเด็กก่อนเข้าเรียนทุกวัน โดยสังเกตอาการไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใส และแผลหรือตุ่มแดงในปาก
2. หากพบว่ามีเด็กป่วย ให้รีบแจ้งผู้ปกครองมารับเด็กกลับบ้านเพื่อพาไปพบแพทย์และแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่รับผิดชอบทราบ และหากพบเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ภายในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วย อย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์
3. ทำความสะอาดห้องเรียน ห้องน้ำ ของเล่น อุปกรณ์การเรียน สิ่งของหรือบริเวณที่เด็กใช้หรือสัมผัสร่วมกันเป็นประจำ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (น้ำยาฟอกขาว) ที่เจือจางตามความเข้มข้นและอัตราส่วนที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
4. จัดให้มีอ่างล้างมือ และสบู่ล้างมือให้เพียงพอ รวมทั้งส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสมแก่เด็กและผู้ดูแล เน้นการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
5. ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ หรือผ้าเช็ดตัว
6. เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากพบเด็กป่วยหลายรายหรือพบการป่วยเป็นกลุ่มก้อนภายในสถานศึกษา ควรประสานหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ สอบสวนโรค และดำเนินมาตรการควบคุมโรคที่เหมาะสมโดยเร็ว สำหรับผู้ปกครอง ขอให้หมั่นสังเกตอาการของบุตรหลาน
หากพบว่ามีไข้ร่วมกับเจ็บปาก มีแผลหรือตุ่มแดงในปาก รับประทานอาหารหรือน้ำได้น้อย หรือมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสที่มือ เท้า รอบก้น หรือบริเวณอื่นของร่างกาย ควรให้เด็กพักอยู่ที่บ้านและพาไปพบแพทย์ เด็กที่มีอาการป่วย ควรหยุดเรียน 5 วันทำการ หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ไม่ควรพาไปโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีเด็กรวมกัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอความร่วมมือสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก ร่วมกันเฝ้าระวังและป้องกันโรคมือ เท้า ปาก อย่างต่อเนื่อง โดยหมั่นคัดกรองและสังเกตอาการเด็กเป็นประจำ ส่งเสริมการมีสุขอนามัยที่ดี โดยเฉพาะการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างสม่ำเสมอ ทำความสะอาดสิ่งของและพื้นที่ที่เด็กใช้ร่วมกันเป็นประจำ
เมื่อพบเด็กป่วยควรแยกเด็กออกจากกลุ่มและให้หยุดเรียนจนกว่าอาการจะดีขึ้น หากเด็กมีอาการรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ลดโอกาสการแพร่เชื้อ และป้องกันการระบาดในสถานศึกษา หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
疾病控制部门强调,必须密切监测手足口病(HFMD)。该病在雨季和新学年开始时,婴幼儿中较为常见,且病例数呈上升趋势。建议各教育机构保持警惕,防范疫情暴发,并加强筛查力度。同时,也敦促家长密切观察子女的健康状况,留意是否有疾病症状。
2026年9月4日,疾病控制厅厅长蒙蒂恩·卡纳萨瓦斯迪博士指出,手足口病仍然是需要密切监测的儿童疾病。雨季期间病例数往往增加,许多地区的学校和托儿中心经常出现聚集性疫情。这是因为儿童在活动中密切接触并共用物品,增加了疾病传播的可能性。因此,他呼吁教育机构和家长密切配合,密切监测疫情,并严格遵守疾病预防和控制措施。
关于手足口病(HFMD)疫情,流行病学部门数字疾病监测系统(DDS)数据显示,2026年1月1日至9月1日累计报告53,362例病例,1例死亡,死亡率为每10万人0.002例。病例数最多的三个年龄组分别为0-4岁、5-9岁和10-14岁。共有5,408名患者需要住院治疗。总体而言,2026年手足口病病例数仍低于上年。
蒙蒂恩医生补充说,手足口病的主要症状包括发烧,口腔内(如舌头、上颚或脸颊)出现溃疡或红色水疱;以及手掌、脚底、身体或臀部出现皮疹或透明水疱。幼儿可能会烦躁不安、拒食拒水、流口水过多或抱怨口腔疼痛。家长应密切观察孩子的症状,尤其是在送孩子上学或去托儿所之前。
如果您发现孩子出现这些症状,请怀疑孩子可能患有手足口病,并带孩子去看医生进行诊断和治疗。孩子应该待在家中休养,不要去学校或其他人群密集的地方,以防止感染扩散。如果孩子出现高烧、食欲不振、嗜睡、抽搐、剧烈呕吐或呼吸困难等严重症状,请立即就医。这些症状可能是脑炎或心肌炎等严重并发症的预警信号,这些并发症可能危及生命。
疾病控制厅副厅长迪雷克·坎潘博士向教育机构和儿童发展中心提出了以下建议:
1. 每天在孩子上学前进行筛查,观察是否有发烧、皮疹、水疱、口腔溃疡或红肿等症状。
2. 如发现儿童生病,应立即通知家长接走孩子并带其就医。同时,应通知当地公共卫生部门。如一周内同一班级出现两名或两名以上儿童患有手足口病,则该班级必须至少关闭一天进行清洁消毒,并加强对其他患病儿童的筛查,持续一周。
3. 定期清洁教室、洗手间、玩具、学习用品以及儿童使用或共享的任何物品或区域,使用适当的清洁剂,如洗涤剂、洗洁精、肥皂或消毒剂,如次氯酸钠(漂白剂),并按照产品标签上规定的浓度和比例稀释,并严格遵守安全说明。
4. 提供充足的洗手设施和肥皂,并向儿童和照护者宣传适当的卫生习惯,强调用肥皂和水正确洗手,尤其是在吃饭前和上厕所后。
5. 不要共用杯子、勺子、手帕、毛巾或浴巾等个人物品。
6. 持续监测和追踪疫情。如发现多名儿童患病或教育机构内出现聚集性病例,应立即与当地公共卫生机构协调,评估疫情、调查疫情起因,并尽快采取相应的疾病防控措施。家长应密切观察子女的健康状况,留意任何症状。
如果孩子发烧并伴有口腔溃疡、口腔溃疡或水疱,进食或饮水困难,或手、脚、臀部或其他部位出现皮疹或水疱,应让孩子待在家中并就医。生病的孩子应在家休息5天或直至康复。为防止传染他人,不应带他们去学校或其他有其他孩子的地方。
疾病控制部门呼吁各教育机构、家长、教师和监护人通力合作,持续监测和预防手足口病。这包括定期筛查和观察儿童的症状,提倡良好的卫生习惯,特别是经常用肥皂和水洗手,以及定期清洁儿童共用的物品和区域。
如果发现孩子生病,应将其与同组同学隔离,并留在家中,直至症状好转。如果孩子症状严重,应立即就医,以降低出现严重并发症的风险,最大限度地减少传播的可能性,并防止学校内疫情爆发。如需更多信息,请拨打疾病管制署热线1422。