เปิดผลวิจัย "ปลาแม่น้ำกก" พบปลาหายาก 55 ชนิด 4 ชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์ จากสารพิษข้ามพรมแดน对“郭氏河鱼类”的研究发现,其中有55种珍稀鱼类,4种因跨境毒性而面临灭绝的风险。
"สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต" เปิดผลงานวิจัยไทบ้านพบ "ปลาแม่น้ำกก" เหลือเพียง 92 ชนิด หายาก 55 ชนิด และ 4 ชนิดสูญพันธุ์ เสนอรัฐบาลเร่งแก้ต้นเหตุเหมืองแร่ในเมียนมาก่อสารพิษ-น้ำขุ่นทั้งปี

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2569 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย จัดเวทีเสวนาเปิดงานวิจัยไทบ้าน “พันธุ์ปลาแม่น้ำกก ท่ามกลางวิกฤติสารพิษปนเปื้อน” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า งานวิจัยไทบ้านลุ่มแม่น้ำกก ถือเป็นงานวิจัยสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยอธิบายผ่านปลาในพื้นที่แม่น้ำกก ภายใต้สถานการณ์ระบบนิเวศโดยรวม และแหล่งที่อยู่อาศัยของปลา ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง การพัฒนา รวมถึงสภาพอากาศ ที่สำคัญผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้เกี่ยวข้องกับมลพิษข้ามพรมแดน สิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะปลาในอนาคตจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร
สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
นายสมเกียรติ ระบุว่า งานวิจัยไทบ้านโดยเฉพาะเรื่องพันธุ์ปลาในแม่น้ำกก เป็นงานที่สะท้อนให้เห็นว่า มีชนิดพันธุ์ที่เหลืออยู่กี่ชนิด ปลาต่างถิ่นเข้ามาขยายพันธุ์ในพื้นที่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ และแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาในพื้นที่ลุ่มน้ำกกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ในอนาคตถ้าหากแม่น้ำเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ ชนิดพันธุ์ปลาที่อยู่ในแม่น้ำกก ระบบนิเวศโดยรวม หรือความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นองค์ประกอบของระบบนิเวศอื่น ๆ จะฟื้นฟูและรักษาตัวเองอย่างไร
งานวิจัยจะเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาและการวางแผนพัฒนาลุ่มน้ำในอนาคต และเป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากการพัฒนาไม่ได้กระทบแค่เรื่องปลาหรือระบบนิเวศ แต่ส่งผลนำไปสู่ผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมลุ่มน้ำกก
แม่น้ำกกตอนบน ช่วงไหลผ่าน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
นายเกรียงไกร แจ้งสว่าง ทีมวิจัยไทบ้าน สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ร่วมเก็บข้อมูลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาในลุ่มน้ำกกท่ามกลางวิกฤตสารพิษ การวิจัยเป็นการลงไปหาปลาโดยใช้เครื่องมือท้องถิ่น มีพื้นที่ศึกษา 6 ชุมชนในลุ่มน้ำกก จาก 65 หมู่บ้านที่อยู่ตลอดริมแม่น้ำกก ทั้งตอนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สิ่งค้นพบสำคัญคือ พบพันธุ์ปลาในแม่น้ำกกอย่างน้อย 92 ชนิด เป็นปลาท้องถิ่น 78 ชนิด และปลาต่างถิ่น 14 ชนิด
ปลา 92 ชนิดนี้ เป็นปลาที่พบเห็นได้ทั่วไป 37 ชนิด แต่ปลาอีกจำนวน 55 ชนิด เป็นปลาหายาก บางชนิดในปีหนึ่งพบแค่ครั้งเดียว และเริ่มพบว่าปลาที่หายไปจากแม่น้ำกกมีจำนวน 4 ชนิด คือ ปลาเค้าดำ ปลาบึก ปลาหว้าหน้านอ และปลาหว้า
นอกจากนี้ ยังพบปลาอีก 4 ชนิดที่นาน ๆ จับได้ครั้ง คือ ปลายี่สกไทย ปลากระเบนโขง ปลาเวียนแดง และปลาแค้ติดหิน
เกรียงไกร แจ้งสว่าง ทีมวิจัยไทบ้าน สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปลาหายาก 55 ชนิดส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในแม่น้ำกก บริเวณใกล้ปากแม่น้ำโขงประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งเป็นปลาอพยพ หากดูการกระจายตัวของปลาในแม่น้ำกกซึ่งแบ่งเป็น 3 ตอน พบว่า น้ำกกตอนบน จะพบชนิดของปลาได้น้อย นับตั้งแต่มีการสร้างฝายเชียงราย ทำให้ปลาอพยพต่าง ๆ จับได้น้อยลง
ส่วนแม่น้ำกกตอนกลางก็พบปลาน้อยเช่นเดียวกัน โดยพบเพียง 37 ชนิด ขณะที่แม่น้ำกกตอนปลายมีความหลากหลายของพันธุ์ปลาสูง โดยเฉพาะในรัศมีจากปากแม่น้ำเข้ามาประมาณ 15 กิโลเมตร จะพบปลาเกือบครบทั้ง 92 ชนิด
แม่น้ำกกพบปลาและสัตว์น้ำที่อยู่ในบัญชีแดงของ IUCN จำนวน 15 ชนิด คือ ปลากระโห้ ปลายี่สกทอง ปลาบึก ปลากระเบนแม่น้ำโขง ปลาแดง ปลานวลจันทร์ ปลาไน ปลาหว้าหน้านอ ตะพาบน้ำ ปลาจีน ปลากดเหลือง ปลาเค้าขาว ปลาเค้าดำ ปลาดุกอุย และปลาแค้เหลือง
ปลาและสัตว์น้ำ แม่น้ำกกที่อยู่ในบัญชีแดงของ IUCN จำนวน 15 ชนิด
ส่วนปลาเศรษฐกิจที่สำคัญพบประมาณ 21 ชนิด เช่น ปลากระเบน ราคา กิโลกรัมละ 400 บาท ปลาแดง ราคาประมาณ 350-400 บาท ปลากดคัง ราคา กิโลกรัมละ 250-300 บาท
ระบบนิเวศย่อยในแม่น้ำกกแบ่งตามองค์ความรู้ท้องถิ่นได้ 11 ระบบนิเวศ ได้แก่ หนอง โหลง ดอน แคว แก่ง ออบ หาด วัง ผา ปง และลำห้วย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับฤดูกาลและเครื่องมือหาปลา
นายเกรียงไกร กล่าวถึงสาเหตุที่ปลาแม่น้ำกกหายไป จากงานวิจัยไทบ้านพบว่า มีสาเหตุหนักที่สุดคือ แม่น้ำปนเปื้อนสารพิษจากการทำเหมืองแร่ และผลกระทบจากการพัฒนา เช่น การสร้างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ทำลายระบบนิเวศที่เรียกว่า “ปง” ซึ่งเป็นที่ราบน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนที่เป็นแหล่งวางไข่ของปลา รวมถึงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงและแม่น้ำกก ส่งผลโดยตรงต่อการขึ้นลงของน้ำไม่มีความสัมพันธ์กัน ส่งผลกระทบต่อการอพยพของปลา
ฝายเชียงราย กั้นแม่น้ำกก อ.เมือง-เวียงชัย จ.เชียงราย
ด้าน นายวิทยา มะสะ นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังติดตามมาตลอดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้เก็บตัวอย่างประมาณ 600 กว่าตัวอย่าง สถานการณ์ปลาในแม่น้ำกกและปลาแม่น้ำโขง เนื้อปลายังกินได้ ส่วนปลาแม่น้ำสาย-รวก เนื่องจากค่าความขุ่นสูงมากและมีสารพิษสูงบางตัวมากกว่า 28 เท่า ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการเก็บตัวอย่างให้ได้มากที่สุดเพื่อแจ้งเตือนประชาชน
สิ่งที่น่ากังวลคือความมั่นคงทางอาหาร พยากรณ์ไว้ว่าไม่เกิน 5 ปี ความมั่นคงทางด้านอาหารหายไปแน่นอน เพราะทรัพยากรปลาเปลี่ยนไป แหล่งวางไข่และแหล่งอาหารของปลาไม่มี ปริมาณจะลดลงไปเรื่อย ๆ
นายวิทยา เล่าย้อนการเก็บตัวอย่างอย่างน้อย 25 ปี เมื่อก่อนเคยลงไปจับปลาในแม่น้ำกก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน พบว่า จะเป็นช่วงน้ำใส จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แม่น้ำมีตะกอนขุ่นจับปลาไม่ได้เพราะน้ำไม่มีความใส และระบบนิเวศเปลี่ยนไป
วิทยา มะสะ นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย
นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย เสนอแนวทางแก้ไขว่า ถ้าหากหยุดเหมืองแร่ไม่ได้ วันนี้ปลาอาจยังมีความปลอดภัยทางอาหารอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่วันข้างหน้าเมื่อตะกอนสะสมไปเรื่อย ๆ ปริมาณสารพิษโลหะหนักก็ต้องสะสมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่เกิน 5 ปี ความมั่นคงทางอาหารจะเปลี่ยนไป ชาวบ้านอาจจับปลาไม่ได้และต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น
"ปลาแค้" ปลานักล่าเหนือห่วงโซ่อาหารยังจับได้ในแม่น้ำกก
รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า เคยเก็บตัวอย่างปลาในลุ่มน้ำกกและแม่น้ำโขงเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ทำให้มีข้อมูลเปรียบเทียบกับปัจจุบัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผลกระทบจากสารพิษโลหะหนักและความขุ่นตะกอนในแม่น้ำกก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณและชนิดปลา ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปลาได้รับสารพิษโลหะหนัก เช่น “ปลาแค้” มีตุ่มขึ้นข้างนอก สะท้อนว่า อวัยวะภายในหมดสภาพไปแล้ว ซึ่งมาจากภูมิคุ้มกันของปลาที่ลดลง ซึ่งปลาแค้ที่เป็นตุ่มส่วนใหญ่พบในปลาขนาดเล็กเนื่องจากมีอายุเพียง 1 ปี แต่ปลาอายุ 2 ปีขึ้นไปจะมีภูมิคุ้มกันและความอดทนมากกว่า
เปิดผลวิจัยปลาแม่น้ำกก 55 ชนิด หายาก 4 ชนิดสูญพันธุ์ จากปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน
รศ.ดร.อภินันท์ ยังกล่าวถึงผลการศึกษาตัดเนื้อเยื่ออวัยวะของปลา คือ ตับและไต ปรากฏว่ามีบางอย่างที่น่าสนใจ หากพบปริมาณการสะสมของโลหะหนักจำนวนมากในตัวปลา จากสภาวะอวัยวะปกติของตับและไตที่จะมีโครงสร้างสวยงาม กลับพบว่ารูปร่างผิดเพี้ยนไปจากเดิม เหมือนมีไขมันสะสมอยู่ในตับ
ส่วนปลาขนาดเล็กจะเริ่มหายไป เพราะเป็นปลากินพืชที่มีลำตัวยาวไม่เกินหนึ่งคืบ ปลาเหล่านี้มีอายุสั้นเพียงปีเดียว เมื่อถึงรอบปีต้องสืบพันธุ์และวางไข่ แต่เมื่อพบสารพิษโลหะหนัก ระบบสืบพันธุ์ก็ไม่ปกติ ทำให้ปริมาณลูกและไข่ลดลง ส่งผลต่อจำนวนลูกปลา เมื่อลูกปลาลดลงในรอบปี นั่นหมายความว่าในปีถัดไปพ่อแม่พันธุ์ปลาก็จะลดลงตามไปด้วย
ปริมาณและพันธุ์ปลาใน 3-4 ปีข้างหน้า แม่น้ำกำลังจะสูญสภาพสิ่งมีชีวิต สิ่งที่มีน้อยอยู่แล้วหรือหายากอยู่แล้ว จะยิ่งลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ
สำหรับตะกอนดินและความขุ่นของแม่น้ำกกตลอดทั้งปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปลาบางชนิดที่วางไข่ในแม่น้ำกก เช่น บริเวณพื้นทรายหรือก้อนหิน เมื่อความขุ่นของแม่น้ำเกิดขึ้นตลอดปี แสงส่องลงไม่ถึงพื้น น้ำไหลซึ่งเป็นแหล่งสร้างอาหารของปลา เช่น แพลงก์ตอนและแมลงที่อยู่ตามก้อนหินจึงไม่มี เมื่อแสงส่องไม่ถึง ลูกปลาจึงไม่มีอาหารกินเพื่อเจริญเติบโต และส่งผลต่อปลาในห่วงโซ่อาหาร
โดยเฉพาะปลากินเนื้อที่ไม่มีอาหารกิน จนทำให้ปลากินเนื้อต้องมากินกันเอง หากพบแต่ปลาตัวใหญ่แล้วปลาตัวเล็กหายไป นั่นหมายความว่าใกล้ถึงจุดที่ระบบนิเวศแม่น้ำกกสะท้อนว่า ปลาและสัตว์น้ำจะไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกเพราะไม่มีแหล่งอาหาร
รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ส่วนข้อเสนองานวิจัยไทบ้าน สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เสนอแนวทางแก้ปัญหาประมงลุ่มน้ำกก มี 6 ข้อ ได้แก่
1.อยากให้รัฐบาลเจรจาหยุด/ปิดเหมืองแร่ที่ต้นทางในประเทศเมียนมา
2.อยากให้ฟื้นฟูระบบนิเวศ เมื่อแม่น้ำกกไม่สามารถหาปลาได้ แต่ระบบนิเวศย่อย เช่น ลำห้วย หนอง ยังมีความปลอดภัย จึงอยากให้ฟื้นฟูเป็นแหล่งอาหารสำรองของชุมชน
3.อยากให้จัดทำเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้
4.อยากให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการศึกษา เช่น งานวิจัย หรือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกก
5.อยากให้มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือตลอดลุ่มน้ำกก
6.อยากให้รณรงค์สร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้กับชาวประมง
สำหรับงานวิจัยไทบ้านเริ่มครั้งแรกตั้งแต่ปี 2542 เข้าสู่ปีที่ 26 โดยงานวิจัยไทบ้านครั้งแรกเกิดขึ้นที่แม่น้ำมูลในภาคอีสาน หลังจากนั้นได้ทยอยศึกษาในหลายพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ส่วนแม่น้ำกกถือว่าเป็นงานวิจัยล่าสุดที่จัดทำขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นว่า ในอดีตที่ผ่านมา ปลาในลุ่มแม่น้ำโขงในประเทศไทยมีมากเกือบ 500 ชนิดในภาคอีสาน และในภาคเหนือมีประมาณ 200 ชนิด ซึ่งปัจจุบันเหลือชนิดพันธุ์ปลาท้องถิ่นในแม่น้ำโขงไม่ถึง 100 ชนิด ทั้งในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ส่วนการศึกษาปลาต่อไปจะเน้นศึกษาในลำห้วย และหากมีโอกาสอยากศึกษาปลาในพื้นที่ต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา
รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
สภาพอากาศวันนี้ ภาคใต้ฝนหนัก 70% เสี่ยงน้ำท่วมขัง-น้ำป่าไหลหลาก
"เมย์ รัชนก" พ่ายเดนมาร์ก คว้ารองแชมป์แบดมินตัน อาร์กติก โอเพน
เซเลนสกีชี้อนาคตผู้นำให้ ปชช.ตัดสิน พร้อมเลือกตั้งหากปูตินหยุดยิง 60 วัน
งานวิจัยเรื่องปลาแม่น้ำกก
2026 年 10 月 10 日,生命之河协会与清莱当代艺术博物馆合作,在清莱府清莱府县清莱当代艺术博物馆举办了一场研讨会,启动了以社区为基础的研究项目“有毒污染危机下的科克河鱼类物种”。
“生命之河协会”主席颂吉·库安钦萨先生表示,对科克河流域的研究反映了当地人民的生活方式、文化和生物多样性,他以科克河流域的鱼类为例对此进行了阐释。该研究考察了受环境、发展和气候变化影响的整体生态系统和鱼类栖息地。尤其值得注意的是,目前的影响涉及跨境污染。未来,生物,特别是鱼类,将如何生存?
Somkiat Khueanchingsa,生命河流协会主席。
颂吉先生指出,以社区为基础的研究,特别是针对科克河鱼类物种的研究,反映了该区域现存物种的数量、入侵鱼类的入侵和繁殖情况,以及科克河流域鱼类栖息地的变化。他质疑,如果科克河未来进一步发生变化,该河的鱼类物种、整个生态系统以及构成其他生态系统的生物多样性将如何恢复和维持自身。
这项研究将有助于研究和规划未来的流域发展,也是一项旨在强调发展的影响不仅波及鱼类或生态系统,还波及生活在郭河流域的人们的努力的一部分。
上科克河,流经清迈府湄爱县塔通街道。
来自生命之河协会泰班研究团队的克里恩克莱·昌萨旺先生表示,在过去一年里,该研究团队在科克河流域收集数据,以应对有毒污染危机。研究内容包括使用当地工具捕鱼,并对科克河流域沿岸65个村庄中的6个村庄进行了调查,这些村庄分布在从源头到下游的河岸上。一项重要发现是,他们在科克河中发现了至少92种鱼类,其中包括78种本地鱼类和14种外来鱼类。
在这92种鱼类中,37种较为常见,55种较为罕见,有些甚至一年只出现一次。据观察,有四种鱼类已从科克河消失:黑鲶、湄公河巨鲶、梭鱼和梭子鱼。
此外,还发现了四种很少被捕获的鱼类:泰国鲤鱼、湄公河魟鱼、红鲤鱼和石鳅。
Kriengkrai Chaengsawang,泰班研究团队,生命之河协会。
克里恩克莱先生指出,55种珍稀鱼类大多栖息在湄公河口附近约15公里处的科克河,且均为洄游鱼类。科克河分为三段,从其鱼类分布情况来看,上游科克河的鱼类种类较少。自清莱大坝建成以来,洄游鱼类的捕捞量也随之减少。
同样,郭溪中游水域鱼类物种多样性较低,仅发现37种。相比之下,郭溪下游水域鱼类物种多样性较高,尤其是在距河口约15公里半径范围内,几乎可以找到全部92种鱼类。
科克河是 15 种被列入 IUCN 红色名录的鱼类和水生动物的家园:大暹罗鲤鱼、金鲤鱼、湄公河巨鲶、湄公河魟鱼、红鲷鱼、鲢鱼、鲤鱼、条纹鲶鱼、鳖、中华鲤鱼、黄鲶、白鲶、黑鲶、步行鲶和黄鲶。
科克河中有 15 种鱼类和水生动物被列入 IUCN 红色名录。
这里大约有 21 种具有经济价值的鱼类,包括魟鱼(每公斤售价 400 泰铢)、红鲷鱼(每公斤售价约 350-400 泰铢)和湄公河鲶鱼(每公斤售价 250-300 泰铢)。
根据当地知识,科克河的子生态系统可以分为 11 个生态系统:沼泽、池塘、沙洲、支流、急流、河口、海滩、水潭、悬崖、山脊和溪流,这些生态系统与季节和捕鱼工具有关。
克里恩克莱先生解释了科克河鱼类消失的原因。当地社区的研究发现,最主要的原因是采矿活动造成的河流污染,以及开发建设的影响,例如清盛商业港的建设破坏了被称为“蓬”(pong)的生态系统——雨季期间的泛滥平原是鱼类的产卵地。此外,湄公河和科克河上修建的水坝直接影响水位波动,扰乱了鱼类的洄游模式。
清莱堰在清莱省 Mueang 区和 Wiang Chai 区的 Kok 河上筑坝。
清莱府渔业办公室的渔业专家维塔亚·马萨先生表示,过去两年来,他们持续监测并采集了约600个水样。湄公河和湄公河中的鱼类目前仍可食用。然而,赛鲁阿克河中的鱼类浊度极高,毒素含量更是超过正常水平28倍以上。目前,相关部门正在努力采集更多水样,以便向公众发出警告。
令人担忧的是粮食安全问题。据预测,五年内粮食安全必将丧失,因为鱼类资源正在发生变化;鱼类的产卵地和食物来源已经消失,而且数量还将持续下降。
维塔亚先生讲述了他至少25年来采集样本的经历。他说,过去每年二月到四月,河水清澈的时候,他都会去科克河捕鱼。然而,大约两年前,河水因沉积物而变得浑浊,水质不再清澈,生态系统也发生了变化,导致无法捕鱼。
Wittaya Masa,清莱府渔业办公室渔业专家。
清莱府渔业办公室的一位渔业专家提出了一种解决方案:如果采矿活动无法停止,虽然目前鱼类安全状况可能良好,但随着泥沙淤积,重金属毒素的含量未来将会增加。五年内,粮食安全将受到影响,村民可能将无法捕鱼,被迫转行。
鲶鱼是食物链顶端的掠食性鱼类,目前在郭氏河仍然有人捕捞到这种鱼。
湄州大学渔业技术与水产资源学院院长阿皮南特·苏瓦纳拉克副教授表示,他大约十年前曾采集过湄公河和湄公河的鱼类样本,并提供了可用于与当前情况对比的数据。他观察到,湄公河中重金属毒素和沉积物浊度的影响直接作用于鱼类的数量和种类。过去两年,鱼类一直暴露于重金属毒素中;例如,暹罗鲶(Pangasius gigas)出现了体外结节,这反映出其免疫系统减弱导致内脏器官受损。这些结节大多出现在体型较小的鱼身上,例如一岁左右的鱼,而两岁及以上的鱼则具有更强的免疫力和耐受力。
研究显示,郭氏溪的 55 种鱼类受到影响,其中 4 种珍稀鱼类因跨境有毒污染而灭绝。
阿菲南副教授还提到了一项关于鱼类器官组织解剖的研究结果,特别是肝脏和肾脏的解剖结果。研究揭示了一个有趣的现象:如果鱼体内重金属大量积累,原本结构完好的肝脏和肾脏就会出现变形,就像肝脏中积聚了脂肪一样。
体型较小的鱼类会逐渐消失,因为它们是草食性鱼类,体长不超过一掌。这些鱼的寿命很短,只有一年。当它们繁殖产卵时,接触重金属毒素会破坏它们的生殖系统,导致后代和卵的数量减少。这会影响幼鱼的总数。幼鱼数量的逐年减少意味着来年亲鱼的数量也会减少。
未来三到四年内,随着河流水量减少,河中鱼类的数量和种类将进一步下降。原本就稀少的鱼类数量将持续减少。
郭溪常年淤泥和浑浊度直接影响着一些在河中产卵的鱼类,尤其是在沙质或岩石河底产卵的鱼类。当河水常年浑浊时,阳光无法照射到河底,导致鱼类赖以生存的流动水体(例如岩石缝隙中的浮游生物和昆虫)无法获得充足的阳光。幼鱼缺乏食物生长,进而影响整个食物链。
尤其是那些食物匮乏的肉食性鱼类,被迫采取同类相食的现象。如果只剩下大型鱼类,而小型鱼类消失殆尽,那就意味着郭溪生态系统正接近一个临界点,届时鱼类和水生动物将因缺乏食物来源而无法生存。
副教授。 Apinnant Suwanarak 教授、博士,梅州大学渔业技术与水产资源学院院长。
针对当地社区提出的研究建议,活河协会针对郭溪流域渔业面临的问题提出了六项解决方案,具体如下:
1. 我们希望政府通过谈判,从源头上停止/关闭缅甸的采矿作业。
2. 我们希望恢复生态系统。虽然郭溪已不再适合捕鱼,但溪流、池塘等较小的生态系统仍然安全。因此,我们希望恢复这些区域,使其成为社区的储备食物来源。
3. 我们希望建立一个由社区管理的鱼类保护区。
4. 我们希望当地居民参与研究,例如研究或委员会,以解决与郭河有关的问题。
5. 我们希望看到在整个科克河流域建立合作网络。
6. 我们希望发起一项运动,提高渔民的意识并对他们进行教育。
这项以社区为基础的鱼类研究项目始于1999年,至今已开展26年。首个研究项目在泰国东北部的蒙河(Mun River)进行。此后,研究工作在湄公河流域的多个区域展开。科克河(Kok River)的研究是该项目最新的成果,旨在揭示湄公河流域过去曾有近500种鱼类,北部地区约有200种。而目前,湄公河流域(包括东北部和北部地区)的本土鱼类物种不足100种。未来的鱼类研究将重点关注溪流,如果条件允许,还将在缅甸掸邦的源头地区开展研究。
报道人:Kowit Boontham,泰国公共电视台记者,北部地区新闻中心。
今日天气:南部地区有大雨(概率70%),有发生洪水和山洪的风险。
“May Ratchanok”队在北极公开赛羽毛球比赛中负于丹麦队,获得亚军。
泽连斯基表示,领导人的未来由人民决定,如果普京遵守60天的停火协议,选举是有可能举行的。
对科克河鱼类的研究。