ศธ. ผนึก เกษตรฯ เร่งแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมดูข้อกฎหมาย教育部和农业部正携手加快解决教师储蓄合作社的债务问题,并请求国务委员会审查法律方面的问题。
ศธ. ผนึก เกษตรฯ เร่งแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หลังพบหนี้รวมกว่า 1.14 ล้านล้านบาท สมาชิก 8.6 แสนราย ตั้งคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมดูข้อกฎหมาย

ศธ. ผนึก เกษตรฯ เร่งแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หลังพบหนี้รวมกว่า 1.14 ล้านล้านบาท สมาชิก 8.6 แสนราย ตั้งคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมดูข้อกฎหมาย
วันที่ 6 ก.ย.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยขยับจากการช่วยลดภาระดอกเบี้ย ไปสู่การแก้ปัญหา “ทั้งระบบ” โดยเฉพาะหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นภาระสำคัญของครูจำนวนมาก พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางแนวทางแก้หนี้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งเงินทุนของสหกรณ์ ไปจนถึงภาระหนี้ของสมาชิก
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิก 862,539 ราย และมีเงินให้กู้รวม 1,141,545 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีค่าเฉลี่ย 5.60% และสูงสุดถึง 9% โดยมีสหกรณ์ 15 แห่ง หรือ 13% ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 7%
“แก้หนี้ครูจะมองแค่การลดดอกเบี้ยไม่ได้ เพราะหากต้นทุนในการหาเงินมาปล่อยกู้ของสหกรณ์ยังสูง ภาระหนี้และระยะเวลาชำระยังไม่เหมาะสม และสมาชิกยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ ปัญหาก็อาจกลับมาอีก รัฐบาลจึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางของเงินทุน ไปจนถึงการบริหารหนี้ของครูแต่ละคน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการหารือเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ระหว่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเลขาธิการ สกสค. และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานกรรมการฝ่ายละหน่วย พร้อมเชิญผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้จริง
สำหรับแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา จะครอบคลุมตั้งแต่การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนในการนำเงินมาปล่อยกู้และช่วยให้สหกรณ์มีเงินเพียงพอในการบริหารจัดการ ไปจนถึงการช่วยสมาชิก เปลี่ยนไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนต่ำลง การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว การปรับแผนชำระหนี้ และการยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้ยอดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนสอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกมากขึ้น โดยแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์เสนอให้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำมาช่วยลดภาระทางการเงินของสมาชิกและสหกรณ์
ขณะเดียวกัน การแก้หนี้ต้องไม่จบแค่การช่วยชำระหนี้เดิม แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางนำเครื่องมือ Credit Lock มาใช้ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อป้องกันสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการไม่ให้ไปก่อหนี้เพิ่มกับสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อรายอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัจจุบันมีสหกรณ์ 14 แห่งนำเครื่องมือนี้ไปใช้กับสมาชิก 914 รายแล้ว ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แห่ง สมาชิก 864 ราย
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางกำหนดอัตราเงินปันผลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับผลการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้การบริหารสหกรณ์มีความสมดุลและไม่เพิ่มแรงกดดันให้ต้องหารายได้จากการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยง รวมถึงปรับหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ให้เป็นไปตามแนวคิด “การปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) โดยพิจารณาความสามารถของสมาชิกในการชำระหนี้ในระยะยาว รวมถึงภาระทางการเงินที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณ
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่แค่ทำให้ครูจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง แต่ต้องทำให้ครูมีหนี้ที่บริหารจัดการได้ มีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ต้องเร่งแก้คือกรณีครูบางส่วนมีภาระหนี้จนถูกหักเงินเดือนในสัดส่วนสูง เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ถึง 30% ของเงินเดือน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น การแก้หนี้ครูจึงต้องทำควบคู่กันทั้ง “ลดต้นทุน – ลดภาระผ่อนต่อเดือน – ปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ – ป้องกันหนี้ใหม่”
ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วม 2 กระทรวงจะเร่งศึกษารายละเอียดทั้งด้านมาตรการ แหล่งเงินทุน แนวทางปรับหนี้ และข้อกฎหมาย ก่อนรายงานผลภายใน 30 วัน เพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป
“จากลดดอกเบี้ย ต้องไปให้ถึงลดต้นทุน จากลดต้นทุน ต้องไปถึงการปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ และจากนั้นต้องสร้างระบบที่ช่วยให้ครูไม่กลับไปเป็นหนี้ซ้ำ เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้ครูมีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินเหลือสำหรับดำรงชีวิต และสามารถกลับไปทุ่มเทกับการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
教育部和农业部正携手合作,紧急解决教师储蓄合作社的债务问题。此前,两部委发现这些合作社的债务总额超过1.14万亿泰铢,涉及86万名成员。两部委已成立联合委员会,国务委员会也参与其中,负责审查相关法律问题。
2026年9月6日,总理府副发言人帕塔达拉斯米·通萨卢伊孔中校透露,政府正着手解决教师和教育工作者的债务问题。此次改革的重点不再是简单地降低利息支出,而是采取系统性的方法,尤其关注教师储蓄合作社的债务问题,这给许多教师带来了沉重的负担。政府还整合了教育部和农业与合作社部的工作,制定一项债务解决方案,涵盖合作社的资金来源以及成员的债务负担等各个方面。
合作社促进厅的数据显示,目前泰国共有116家教师储蓄合作社,成员862,539人,贷款总额达1141545百万泰铢。这些合作社的贷款平均利率为5.60%,最高利率为9%。其中15家合作社(占总数的13%)的贷款利率高于7%。
帕塔拉斯米上尉表示:“解决教师债务问题不能仅仅依靠降低利率。如果贷款融资成本居高不下,债务负担和还款期限不合理,教师们又继续背负更多债务,那么问题就可能反复出现。因此,政府必须从资金来源到每位教师债务的管理层面来解决这个问题。”
总理府副发言人表示,2026年9月2日,教育部长普拉瑟·占塔拉翁通先生与农业与合作社部副部长皮亚拉·提亚派拉女士举行会谈,双方同意成立教育部与农业与合作社部联合委员会。该委员会将分别由泰国教师理事会秘书长和合作社促进厅厅长担任主席。此外,还将邀请国务委员会代表审查相关法律问题,以确保问题能够迅速得到解决并切实落实。
目前正在研究的方案将涵盖方方面面,包括为合作社争取低息贷款,以降低贷款成本并确保充足的管理资金;协助成员转向成本更低的贷款来源;整合债务;调整还款计划;以及延长还款期限,使每月还款额更好地与成员的收入和偿还能力相匹配。合作社促进部提议与政府机构合作,争取低息贷款,以减轻成员和合作社的财务负担。
同时,债务解决不应止步于帮助偿还现有债务,还必须防止产生新的债务。合作社促进部计划与国家信用局 (NCB) 合作,利用信用锁定工具,在特定条件下,防止参与该计划的成员向其他金融机构或贷款机构增加债务。目前,已有 14 家合作社(共 914 名成员)使用了该工具,其中 9 家为教师储蓄合作社(共 864 名成员)。
此外,还制定了将股息率设定在与合作社业绩相适应的水平的指导方针,以确保管理平衡,避免因高风险贷款而被迫追求收益。这还包括调整贷款标准,使其符合“负责任贷款”的理念,考虑成员的长期偿债能力和退休后的财务负担。
总理副发言人表示:“政府的目标不仅是减少教师的利息支出,还要确保他们拥有可控的债务、足够的生计资金,以及防止他们陷入进一步债务的制度。”
帕塔达拉斯米上尉进一步指出,亟待解决的问题是部分教师负债累累,导致工资被大幅扣除,日常开销仅剩不到工资的30%。这直接影响了他们的生活质量。因此,解决教师债务问题需要采取多管齐下的策略,包括“降低成本——减轻每月还款负担——调整现有债务以适应收入——以及防止新增债务”。
这两个部门的联合委员会将加快研究有关措施、资金来源、债务重组方法和法律方面的细节,并在 30 天内提交研究结果,以便制定具体的实施计划。
“在降低利率的基础上,我们必须着手降低成本。在降低成本的基础上,我们必须调整债务与收入相匹配。然后,我们必须建立一套体系,帮助教师避免再次负债。最终目标是确保教师拥有经济稳定,有足够的钱维持生活,从而能够全身心投入到教学和关爱学生的工作中,”总理办公室副发言人表示。