เบื้องหลังเรือรบสหรัฐฯ "USS Abraham Lincoln" เทียบท่าไทย美国军舰“亚伯拉罕·林肯”号停靠泰国港口的幕后花絮。
การมาถึงของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่ท่าเรือไทย แม้ถูกระบุเป็นทางการว่าเป็นการแวะเพื่อพักฟื้นกำลังพลและการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ แต่หากมองในเชิงยุทธศาสตร์-เศรษฐกิจ การจอดเทียบท่าครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่เรือรบมาจอดพักที่พัทยา

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เดินทางถึงท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 หลังผ่านภารกิจในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน และใช้เวลาอยู่กลางทะเลมานานถึง 286 วัน ก่อนที่ลูกเรือกว่า 5,000 นายจะได้ขึ้นบกพักผ่อนที่พัทยา
ภาพเรือรบขนาดมหึมาจอดอยู่ที่แหลมฉบัง อาจดูเหมือนเป็นเพียงการแวะพักระหว่างการเดินทาง แต่คำถามที่น่าสนใจคือทำไมต้องเป็นประเทศไทย ?
แรกเริ่ม USS Abraham Lincoln ออกจากสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย.2568 เพื่อปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคเอเชีย ก่อนถูกปรับเปลี่ยนเส้นทางไปยังตะวันออกกลาง เพื่อสนับสนุนการสู้รบในภูมิภาคดังกล่าว และต้องอยู่ในภารกิจต่อเนื่องยาวนานกว่าที่คาด
การประจำการที่ยืดเยื้อทำให้มีรายงานเกี่ยวกับความเครียด ปัญหาสภาพความเป็นอยู่และสุขภาพจิตของกำลังพล จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสหรัฐฯ ดังนั้นการแวะประเทศไทยครั้งนี้ จึงอาจมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูความพร้อมของกองกำลัง ก่อนที่เรือจะเดินทางกลับสหรัฐฯ นอกเหนือไปจากการแวะเที่ยวเท่านั้น
เบื้องหลังเรือรบสหรัฐฯ "USS Abraham Lincoln" เทียบท่าไทย
เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ หากจะเรียกว่าเป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯ อาจไม่ผิดนัก เพราะเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนิมิตซ์ ตัวเรือยาว 332.8 เมตร มีระวางขับน้ำอยู่ที่ 88,000 ตัน บรรทุกอากาศยานได้เกือบ 100 ลำและมีลูกเรือมากถึง 5,680 คน ซึ่งหากเทียบขนาดให้เห็นแบบเข้าใจง่าย คือเทียบเคียงได้กับหอไอเฟลของฝรั่งเศส
ส่วนเหตุใดเรือรบที่เป็นหนึ่งในกำลังหลักของกองทัพสหรัฐฯ เลือก "พัทยา" เป็นจุดหมายในครั้งนี้ คำตอบส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปได้ถึงเมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว เพราะพัทยาเป็นพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กับกองทัพสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม ซึ่งในอดีตเมืองพัทยาเคยเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญสำหรับการพักผ่อนของทหารอเมริกัน
หากย้อนเวลากลับไปกว่า 60 ปี พัทยาในเวลานั้นยังไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก เป็นเพียงแค่หมู่บ้านชาวประมงอันเงียบสงบ แต่สงครามเวียดนามได้เปลี่ยนบทบาทของไทยและเปลี่ยนแปลงพัทยาไปตลอดกาล
สำหรับพัทยา เคยเป็นเมืองพักทหารอเมริกันมาก่อนที่จะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เพราะฉะนั้นการกลับมาของ USS Abraham Lincoln จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย และที่น่าสนใจคือหลังผ่านไปหลายสิบปี สหรัฐฯ ยังเลือกพื้นที่เดิมในประเทศไทยเป็นจุดพักกำลังพลขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังมีรากฐานที่แข็งแรง
ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ไทย เรือรบลำนี้แล่นผ่านช่องแคบสิงคโปร์มาแล้ว ซึ่งนี่เป็นคำตอบที่สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการรองรับเรือรบลำนี้ได้ เพราะสิงคโปร์เองก็ดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก แต่
เหตุผลที่ทำให้ไทยอาจเหมาะกว่าในกรณีนี้ คือขนาดของกำลังพลกว่าครึ่งหมื่น การหาพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมรองรับคนจำนวนมหาศาลในเวลาเดียว พัทยาอาจตอบโจทย์มากกว่าสิงคโปร์
ขณะเดียวกัน ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่มากได้ โดยท่าเทียบเรือที่ USS Abraham Lincoln ใช้มีความยาวประมาณ 500 เมตรและลึก 16 เมตร ซึ่งถือเป็นการสะท้อนศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลของไทย นอกจากนี้นัยสำคัญคือประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดพักของลูกเรือ แต่ไทยมีศักยภาพที่เป็นทั้งจุดสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และจุดเชื่อมต่อเส้นทางทะเลระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก
การมาถึงของเรือรบลำนี้ จุดประกายความหวังให้กับผู้ประกอบกิจการในพื้นที่อย่างมาก เพราะกำลังพลกว่า 5,000 นายคือนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เดินทางเข้ามาพร้อมกัน แม้จะพักเพียงไม่กี่วัน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที เม็ดเงินอาจไหลไปยังโรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า ร้านค้า สถานบันเทิงและธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาก่อนหน้านี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลางด้วย
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ธุรกิจในพื้นที่คาดหวังรายได้จากการใช้จ่ายของกำลังพล ซึ่งประเมินค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันอยู่ที่ประมาณ 30-91 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,000-3,000 บาทต่อวัน และหากมีการใช้จ่ายตลอดช่วงการพักหลายวัน เม็ดเงินหมุนเวียนอาจแตะระดับหลายสิบล้านบาท แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับจำนวนกำลังพลที่ได้รับอนุญาตให้ลงจากเรือ และข้อจำกัดด้านระเบียบของกองทัพเรือสหรัฐฯ
การมาถึงของ USS Abraham Lincoln ที่พัทยา อาจดูเหมือนเพียงการแวะพักของเรือรบสหรัฐฯ แต่เบื้องหลังเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ คือเรื่องราวของสงครามที่ยืดเยื้อ กำลังพลมากกว่า 5,000 ชีวิตที่ต้องอยู่กลางทะเลเกือบ 10 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าของกองทัพมหาอำนาจ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความสำคัญ และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนแผนที่โลก
ประมวลภาพ “Abraham Lincoln” กลับมาเทียบท่าไทยในรอบ 14 ปี
สหรัฐฯ แจ้ง "USS Abraham Lincoln" ถึงไทย พักเต็มรูปแบบหลังภารกิจ 286 วัน
ทหารสหรัฐฯ 5 พันนาย แบ่งกำลังท่องเที่ยวเมืองพัทยา
เรือบรรทุกเครื่องบิน
เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln
2026年9月2日,美国海军“亚伯拉罕·林肯”号航空母舰在完成与两伊战争相关的中东任务,并在海上航行286天后,抵达泰国春武里府林查班港。舰上5000多名官兵随后下船,在芭堤雅休息。
一艘巨大的军舰停泊在林查班港的景象,看起来可能只是航行途中的一个停靠点,但有趣的问题是:为什么是泰国?
最初,美国“亚伯拉罕·林肯”号航空母舰计划于 2025 年 11 月离开美国前往亚洲执行任务,之后被调往中东支援该地区的战斗,并随后执行比预期更长的任务。
该舰长期部署导致船员出现压力、生活条件恶劣和心理健康问题,这些问题在美国引发了广泛讨论。因此,此次在泰国的停留可以被视为舰队返回美国前恢复战备状态的一部分,而不仅仅是一次观光访问。
美国军舰“亚伯拉罕·林肯”号停靠泰国港口的幕后花絮。
这艘名为“亚伯拉罕·林肯”号的航空母舰可以被认为是美国军方最大的航母之一。作为一艘尼米兹级核动力航母,它长332.8米,排水量88000吨,可搭载近100架飞机,舰员人数为5680人。为了便于理解,它的大小与法国的埃菲尔铁塔相当。
至于为什么美国海军主力舰艇之一会选择芭堤雅作为目的地,部分原因或许在于其长达约60年的历史。自越南战争时期以来,芭堤雅就与美军有着长期的联系,当时它一直是美军重要的休闲场所。
回溯六十多年前,芭堤雅并非世界级旅游胜地,而只是一个宁静的渔村。但越南战争改变了泰国的命运,也永远地改变了芭堤雅。
芭堤雅曾是美军的军事基地,后来发展成为世界级旅游胜地,其历史意义与“亚伯拉罕·林肯”号航空母舰的回归密切相关。有趣的是,几十年后,美国依然选择泰国同一地点作为大规模驻军基地,这体现了泰美两国牢固的军事关系。
这艘军舰在前往泰国之前途经新加坡海峡,这表明泰国已做好接纳它的准备,因为新加坡本身似乎是一个非常有吸引力的选择。然而……
在这种情况下,泰国可能更合适,原因在于其庞大的兵力规模(超过5000人),以及需要足够的休闲场所和活动设施来容纳如此众多的人员。芭堤雅或许比新加坡更合适。
与此同时,林查班港能够容纳超大型船舶。美国海军“亚伯拉罕·林肯”号航空母舰使用的泊位长约500米,深约16米,这体现了泰国海事基础设施的巨大潜力。此外,泰国不仅是船员的过境点,更具备成为后勤保障中心和连接印度洋与太平洋海上航线的枢纽的潜力,这一点意义重大。
这艘军舰的到来给当地商家带来了巨大的希望,因为舰上5000多名船员相当于一大批游客同时抵达。尽管他们只停留几天,但对当地经济的影响可能立竿见影。此前受中东战争影响而略显低迷的经济,有望迎来资金流入酒店、餐厅、购物中心、商店、娱乐场所和各类旅游企业。
路透社报道称,该地区的商家预计将从人员消费中获得收入,预计每人每天的平均消费约为30至91美元,约合每天1000至3000泰铢。如果消费持续数日,总收入可能达到数千万泰铢。然而,这也取决于获准下船的人员数量以及美国海军的任何限制。
“亚伯拉罕·林肯”号航空母舰抵达芭堤雅,乍看之下似乎只是美国军舰的一次短暂停留,但在这艘航母背后,却隐藏着一场旷日持久的战争,超过5000名美军人员在海上航行了近10个月。这既反映了超级大国军队的疲惫,也凸显了泰国的重要性及其作为世界地图上关键战略要地的地位。
一组图片展现了“亚伯拉罕·林肯”号在停泊14年后重返泰国港口的情景。
美国宣布,美国海军“亚伯拉罕·林肯”号航空母舰在完成286天的任务后已抵达泰国进行全面休整。
五千名美国士兵被派往芭堤雅进行实地考察。
航空母舰
航空母舰“亚伯拉罕·林肯”号