ยุค AI ไม่ต้องกลัวตกงาน เพราะจะมีตำแหน่งงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้น在人工智能时代,无需担心失业,因为新的就业机会将会出现。
ชวนคุยเรื่อง AI แย่งงาน ในแง่ความจริง AI เข้ามาแทนที่งานในหลายๆ หน้าที่และแทนที่ไปแล้ว แต่มนุษย์สามารถอยู่กับ AI ได้ หากรู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะปรับทักษะ สามารถอยู่รอดได้แบบไม่ตกงานในยุค AI และ ยังมีงานที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้อยู่

ประเด็นเรื่องถูก AI แย่งงานที่พูดกันมานานและเริ่มพูดกันมากขึ้น เมื่อผู้บริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ออกมาแสดงความกังวลว่า AI กำลังเข้ามากระทบตลาดแรงงานโลกอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือนคลื่นสึนามิ ที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ โดยตำแหน่งงานราว 40% ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจาก AI ไม่ว่าจะเป็นการแย่งงานโดยตรง หรือการลดบทบา ท
เรื่องนี้ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ มองว่า AI ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ผลลัพธ์ล่าสุดที่สะท้อนออกมา AI จะเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในยุคก่อน จะทำให้เกิดแต่จะเกิดสถานการณ์ที่เรียกว่าเทคโนโลยีดีไวซ์ คือ จะทำให้โลกมีการแบ่งระหว่างคนที่ใช้กับไม่ใช้ ถ้าเทียบกับอดีต คือ คนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นและคนที่ใช้ไม่เป็น คนที่ใช้อินเทอร์เน็ต เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและคนที่ไม่ใช้ ตอนนี้จะเกิดความต่างระหว่างเจนที่ 3 คือ คนที่ใช้กับไม่ใช้ AI ผลลัพธ์จะทำให้เกิดการพัฒนาแบบ K เชฟ คือ คนที่เข้าถึงและใช้งานได้ดีจะมีรายได้สูง มีความสามารถเก่งขึ้น แต่คนที่ใช้ไม่ได้และเข้าไม่ถึงจะเป็นคนที่ตกขบวนการพัฒนา
มีการประมาณการว่า จะกระทบกับแรงงาน 3 ส่วน คือ ส่วนที่มีความเสี่ยงมาก AI จะเข้ามาแข่งขันทำให้โอกาสในการหางานยากขึ้น เช่น กลุ่มแรงงานทักษะปานกลาง คือ ไม่ชำนาญแต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ใช้แรงงาน มีทักษะกลางๆ
กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มเด็กจบใหม่ กำลังจะเข้ามาพบว่า ทักษะหลายๆ ส่วน AI สามารถทำแทนได้ กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มแรงงานที่จบปริญญามา โดยมากในอดีตได้ค่าแรงสูงกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นมีแรงจูงใจที่ AI เข้ามาแข่งขัน เพราะการลงทุนใน เอไอแพง คงไม่สามารถไปแข่งกับตลาดล่างได้
ทั้ง 3 กลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบในเรื่องการจ้างงาน แต่มีอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ แง่มุมของคนที่ทำงานอยู่เดิม ที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนทักษะ (Skill) ลองนึกถึงในอดีตก่อนมีคอมพิวเตอร์มีพิมพ์ดีด คนที่ทำงานในสำนักงานต้องฝึกมาใช้คอมพิวเตอร์เพื่อจะอยู่รอด พอมีอินเทอร์เน็ต คนที่เคยส่งแฟกซ์ต้องปรับเปลี่ยนทักษะไปส่งอีเมล
ณ ตอนนี้เอไอ กำลังเข้ามาในส่วนของทักษะงานที่ซับซ้อนกว่า ไม่ใช่แบบสาขาอาชีพ แต่เป็นกระบวนการทำงานที่เอไอจะต้องสอดเข้ามาและทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแรงงานส่วนนี้ยังสามารถทำงานต่อไปได้ แต่ต้องเทรนนิ่งให้ตัวเองเก่งขึ้น
ปัจจุบันเอไอจะเข้ามาสอดในบทเรียนทั้ง Reskill คือ ใช้โปรแกรมเดิมให้เก่งขึ้นได้ และ Upskill คือ เรียนในสิ่งที่ไม่เคยเรียน ยกตัวอย่างเช่นในอดีตต้องเรียนไมโครซอฟต์เอกเซล ที่อัพเกรดเวอร์ชันใหม่ๆ เสมอ พอ AI เข้ามาต้องเรียนไปเรียนคำสั่งใน AI เพื่อจะทำกิจกรรมเดิมให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การทำโปรแกรมพาวเวอร์พอยท์ สั่งเอไอทำแทน นั่นคือ การ Upskill ในทักษะใหม่ของเอไอ
เป็นการล้างระบบการเรียนรู้แบบเดิม ถ้าคุณยังใช้ตำรา Reskill – Upskill เดิมอยู่ไม่ทันแล้ว แม้แต่หลักสูตรต้องเปลี่ยนใหม่ให้ AI เป็นส่วนหนึ่งในการ Reskill-Upskill
ดร.นณริฏ เชื่อว่า จะมีงานบางส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงถ้าทักษะทำได้แค่ขั้นปฐม เช่น งานเลขา ตอบอีเมล ทำนัด AI ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์และทำได้เร็วด้วย ตรงนี้หายแน่ แปลว่ามนุษย์ต้องเคลื่อนไปที่จุด AI ยังจำเป็นอยู่ แต่ตัวเองมีส่วนบางส่วนเข้าไปด้วย
นั่นหมายความว่า งานสำนักงาน เช่น งานเลขา สามารถอัพเกรดได้ หากนำ AI เข้ามาก็ยังไปต่อได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารอยากได้แผนท่องเที่ยว เลขาสามารถถาม AI และได้คำตอบที่ดีกว่า AI ทำเอง เพราะเลขาเข้าใจความต้องการของผู้บริหารมากกว่า
AI ไม่มีความเป็นมนุษย์จะได้แค่ใช้เกณฑ์ทั่วไป ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริหาร ซึ่ง AI ไม่รู้ ดังนั้นออฟฟิศยังมีอยู่ได้ แต่ต้องเอา AI เข้ามาทุกจุดที่เป็นไปได้แล้วคุณก็จะอยู่รอดได้
นักวิชาการอาวุโส TDRI ชี้ว่า อนาคตจะมีงานแบบใหม่ขึ้นมาซึ่งจะมี AI เข้าไปผูกโยงด้วย เช่น ครูแบบ Personalize ที่จะเปลี่ยนบทบาทครูแบบดั้งเดิม ที่สอนด้วยหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนแตกต่างหาก AI เข้ามาเป็นครูผู้สอน แล้วให้ผู้สอนแต่ละคนกลายเป็นติวเตอร์พิเศษ เป็นครูที่ทำหน้าที่เฉพาะของแต่ละคน จะทำให้เด็กทุกคนเรียนรู้และทำความเข้าใจได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อนาคตจะมีความต้องการอาชีพลักษณะนี้มากขึ้น
อาชีพที่เจาะลึกลงไปแต่ละคน ทุกๆ สาขาอาชีพจะมีมากขึ้นกว่านี้ เช่น เรื่องการลงทุน ต่อไปจะมี personalize เรื่องไฟแนนซ์ให้คำปรึกษาลงทุนเฉพาะบุคคล หรือ AI เข้ามาผนวกกับเทรนเนอร์ดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
เราต้องไม่ปิด อย่าไปมองภาพลบว่า พนักงานจะตกงาน อย่าไปกลัวตรงนั้น เหมือนที่มองว่าพนักงานพิมพ์ดีดจะตกงาน เพราะมีพนักงานคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ท้ายที่สุดถ้าคุณเรียนรู้ AI ได้เดี๋ยวจะมีงานใหม่มาให้คุณเพราะมันจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ คุณต้องเอามาใช้ในชีวิตประจำวันของคุณให้ได้ก่อน
ทีดีอาร์ไอ เคยศึกษา แล้วเคยมองว่าความเป็นมนุษย์ ทำให้มนุษย์เหนือกว่าหุ่นยนต์ และ อัลกอริธึ่ม ประกอบไปด้วยงานที่แฮนด์ เช่นงานนวด AI จะไม่รู้ความหนักเบา คนไม่อยากนวดโดยคอมพิวเตอร์ หรือ หุ่นยนต์ที่คุมโดยเอไอ เดี๋ยวบีบผิดแล้วกระดูกอาจแตกได้
เฮด คือ การใช้สมอง AI เก่งจริงแต่เรื่องความเป็นมนุษย์ต้องยอมรับว่า อาจจะยังไม่ทันเชาว์ปัญญา เช่น กฎหมายที่มีความซับซ้อนมาก หรือ อาชีพเฉพาะทางอย่าง ผู้พิพากษา สมองของมนุษย์ยังเหนือกว่า AI เรื่องสังคมศาสตร์
และฮาร์ท คือ ความเป็นมนุษย์ AI แข็งมาก ไม่มีความกรุณาปราณี ไม่มีซอฟต์ฮาร์ท หลายเรื่องที่เราต้องการความเห็นอกเห็นใจ เรื่องจิตวิทยา ยังต้องใช้ความเป็นมนุษย์ในการดูแลอยู่ เวลาเราปรึกษา AI ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ ไม่มีความเข้าใจยังไม่สามารถปรึกษาชีวิตเราได้ เวลาเราต้องการเพื่อนคุยที่เป็นมนุษย์บางทีเราไม่ต้องการคำตอบเราต้องการคนฟัง งานลักษณะนี้ยังต่อยอดได้ เช่น บางคนทำเล็บไปด้วยพูดคุยกันด้วย คนสื่อสารเข้าอกเข้าใจความเป็นมนุษย์
หัวอกความเป็นมนุษย์ยังสำคัญอยู่ แฮนด์ คือ สัมผัส เฮด คือ สมองมนุษย์ซับซ้อนกว่า AI ประสบการณ์ วัฒนธรรม อะไรต่างๆ ยังมีความสำคัญอยู่ ท้ายที่สุดมนุษย์ยังเป็นมนุษย์เป็นจุดที่ AI ทำยังไงก็ไม่เหมือน ตรงนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับเราอยู่
และงานที่ AI ยังเข้ายาก เช่น ไอดอลศิลปิน เคยมีความพยายามสร้างนักร้อง AI ขึ้นมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะท้ายที่สุดคนยังต้องการคนอยู่ดี
ดร.นณริฏ มองว่า ยากขึ้นเพราะสถาบันการศึกษายังปรับไม่ทัน เรายังอยู่กับหลักสูตรเดิมๆหลักสูตรแบบเดิมๆ อาจารย์เอาแต่สอนไม่เคยไปทำงานจริง ไม่เคยดูว่าอุตสาหกรรมต้องการอะไร ไม่เคยดูเลยว่า AI มาแล้วทำยังไงถึงจะรอด ต้องกลับไปแก้ที่การศึกษา
หลักสูตรการศึกษาต้องเร่งปรับปรุงไม่เช่นนั้นเด็กจบมาเอาตัวรอดยาก เพราะทักษะเขาถูกฝึกเอาไว้ทำงานในโลกเก่า แต่ดีมานด์ ของธุรกิจต้องการคนในโลกใหม่แล้ว
มาถึงต้องใช้ AI เป็น มาถึงไม่ใช่แต่มานั่งพิมพ์ดีด ใช้คอมพิวเตอร์ มาถึงต้องถาม AI ได้เลย เจนซีถ้าอยากได้งานทำต้องเพิ่มทักษะตรงนี้
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
人工智能导致就业岗位流失的问题由来已久,并且日益受到关注,尤其是在国际货币基金组织(IMF)高管表达了对人工智能正像缓慢移动的海啸般迅速冲击全球劳动力市场的担忧之后。他们预测,全球约40%的工作岗位将受到人工智能的影响,无论是直接的岗位流失还是岗位缩减。
泰国发展研究院(TDRI)高级研究员诺纳里特·皮萨利亚布特拉博士认为人工智能意义重大。最新研究表明,人工智能将重现以往时代的计算机和互联网,形成所谓的“设备技术”格局。这将使世界分裂为使用人工智能的人群和不使用人工智能的人群。过去,这种分裂体现在会使用计算机的人和不会使用计算机的人之间,以及能上网的人和不能上网的人之间。如今,将出现第三代分裂:使用人工智能的人和不使用人工智能的人。其结果将呈现“K型”发展模式:能够有效利用人工智能的人将获得更高的收入和更强的技能,而那些无法使用或接触人工智能的人将被时代抛在后面。
据估计,这将影响三类劳动者。风险最大的群体是那些将面临人工智能竞争、求职更加困难的人。这其中包括中等技能劳动者——他们技能水平不高,但也不一定是体力劳动者,而是拥有平均技能的人。
第二类人群是应届毕业生,他们即将发现许多技能可以被人工智能取代。第三类人群是以往收入高于其他人的毕业生。因此,他们有动力应对来自人工智能的竞争,因为投资人工智能成本高昂,而且他们无法在低收入市场中与之竞争。
因此,这三类人群的就业都面临风险。但另一个同样重要的方面是现有员工的处境,他们可能需要调整自己的技能。想想过去,在电脑和打字机出现之前,办公室职员为了生存不得不学习使用电脑。随着互联网的出现,那些过去发送传真的人也不得不调整技能,转而发送电子邮件。
目前,人工智能正进军更为复杂的技能领域,不仅涉及特定职业,更着重于人工智能必须整合以提高效率的工作流程。该领域的从业人员可以继续从事现有工作,但需要接受再培训以提升技能。
目前,人工智能正通过技能再培训(提高现有软件的熟练程度)和技能提升(学习新技能)两种方式融入教育领域。例如,过去学生需要学习微软Excel,而Excel版本也在不断更新。随着人工智能的出现,学生现在需要学习人工智能指令来完成同样的任务。例如,学生现在可以指示人工智能制作PowerPoint演示文稿。这就是人工智能技能提升的一个例子。
这是对传统学习体系的彻底改革。如果你还在使用旧的技能提升教材,那就没办法了。甚至连课程设置都需要改变,才能将人工智能融入到技能提升教学中。
诺纳里特博士认为,如果只要求基本技能,例如秘书工作、回复邮件和安排预约,那么某些工作将直接受到影响。人工智能可以100%快速地完成这些任务。这些工作肯定会消失。这意味着人类需要转型,在人工智能仍然必要,但人类也应该在一定程度上为劳动力市场做出贡献的前提下,做出相应的贡献。
这意味着,如果将人工智能融入办公室工作,例如秘书工作,就可以进行升级并继续发挥作用。例如,如果一位高管需要一份差旅计划,秘书可以向人工智能咨询,并获得比人工智能单独处理更准确的答案,因为秘书更了解高管的需求。
人工智能并不像人类;它只能使用通用标准,而这些标准可能与管理需求不符,这是人工智能所不了解的。因此,办公室仍然可以存在,但你必须将人工智能融入到各个环节才能生存下去。
TDRI的一位高级研究员指出,未来将涌现出一些融合人工智能的新型工作,例如个性化教师。这将改变传统教师的角色——他们不再仅仅遵循教育部制定的课程大纲,因为每个孩子的学习能力各不相同。如果人工智能能够胜任教师的角色,将教师转变为个性化辅导员,就能让每个孩子更有效地学习和理解知识,从而有助于减少教育不平等。未来对这类职业的需求将会增加。
未来各行各业都将涌现更多个性化职业。例如,在投资领域,将会出现为个人提供投资建议的个性化金融服务;人工智能将被整合到健康和健身教练中,以满足个人需求。
我们绝不能停滞不前。不要只看到负面的一面,认为员工会失业。不要害怕这一点,就像我们曾经担心打字员会因为计算机工作者的出现而失业一样。最终,如果你学习了人工智能,新的工作机会就会随之而来,因为它会不断进步。你首先必须能够在日常生活中运用它。
泰国发展研究院(TDRI)此前的研究表明,人类的优势在于其人性,而机器人和算法则不具备这些优势。这包括按摩等需要人工操作的任务;人工智能无法掌握正确的按摩力度,而人类也不愿接受电脑或人工智能控制的机器人按摩,因为担心力度不当会导致骨折。
“人脑优势”指的是人工智能确实擅长运用其大脑,但就人类智能而言,必须承认它可能仍然落后。例如,在高度复杂的法律案件或法官等专业领域,人脑在社会科学方面仍然优于人工智能。
“心”代表着人性。人工智能非常僵化,缺乏善良、同情和柔软的心。很多事情都需要同理心,尤其是在心理学领域。我们仍然需要人与人之间的互动。当我们咨询人工智能或机器人时,它们缺乏理解力,甚至无法与我们讨论生活。有时,当我们想找个朋友倾诉时,我们想要的不仅仅是答案,更需要有人倾听。这类工作可以进一步发展;例如,有些人可以一边做美甲一边与顾客聊天。能够有效沟通并富有同理心的人更了解人性。
人类精神依然至关重要。“手”代表触觉,“头”代表人脑,它比人工智能复杂得多。经验、文化和其他因素仍然至关重要。归根结底,人类始终是人类,人工智能永远无法取代人类。这对我们来说仍然是一个机遇。
人工智能仍然难以胜任某些工作,例如成为偶像歌手。虽然有人尝试过创造人工智能歌手,但都以失败告终,因为归根结底,人们仍然需要人类。
诺纳里特博士认为,教育机构未能及时做出调整,导致情况变得越来越糟。我们仍然沿用陈旧过时的课程体系。教授们只专注于教学,却从未获得实践经验,从未考虑过行业需求,也从未思考过如何在人工智能时代生存下去。改革必须从教育体系本身入手。
教育课程亟需改革,否则毕业生将难以在职场生存。他们接受的是旧世界的技能培训,但企业需要的是新世界的人才。
当你来到这里,你需要具备使用人工智能的能力。你不仅需要坐在那里敲键盘或电脑,还需要能够向人工智能提问。Z世代的各位,如果你想找到工作,就必须提升这项技能。
泰国发展研究院